TCIJ: ชาวบ้านหวั่นรุกที่ป่าสงวนฯ คลองแม่รำพึงยื้อ เหตุเจ้าหน้าที่ใหม่อ้าง “ไม่ทราบเรื่อง”

ชี้กว่า 1 ปี คำสั่งทางปกครองในการบังคับใช้ มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ยังเดินหน้าไม่ได้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังโยนลูกกันไปมา ทั้งมีการโยกย้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย จี้คนใหม่เร่งสานต่องาน เมื่อวันที่ 16 ก.พ.55 นายสรศักดิ์ วิริยะเอกูล ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) สาขาย่อย เพชรบุรี เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในคดีอาญาเลขคดีที่ 262/2554 ที่เจ้าพนักงานป่าไม้กล่าวโทษกับเครือสหวิริยา กรณีขัดคำสั่งทางปกครองในการบังคับใช้ มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เม.ย.54 สืบเนื่องจาก กรณีที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงร่วมกันตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิของกลุ่มอุตสาหกรรมในเครือบริษัทสหวิริยา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง จำนวน 52 แปลง รวมเนื้อที่ 798 ไร่ จนกระทั่งกรมที่ดิน มีคำสั่งเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.53 และวันที่ 20 ธ.ค.53 มีคำสั่งใช้มาตรา 25 ให้ผู้บุกรุกทั้ง 52 แปลงออกจากพื้นที่ เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้วว่าออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ และทางกรมป่าไม้ก็เห็นชอบใช้คำสั่งนี้ แต่ผู้บุกรุกได้อุทธรณ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ ทำให้กระบวนการตาม มาตรา 25 ชะงักไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวยืดเยื้อไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จมาเป็นเวลากว่า 1 ปี เนื่องจากยังไม่มีการชี้แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติให้ชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังโยนลูกกันไปมา ไม่มีใครจัดการอย่างจริงจัง รวมถึงมีการโยกย้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งนายอำเภอบางสะพาน ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) และอีกหลายหน่วย กลายเป็นเหตุที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า “เพิ่งย้ายมา” และ “ ไม่ทราบเรื่อง” นายสุพจน์ ส่งเสียง ในฐานะตัวแทนติดตามความคืบหน้ากรณีบุกรุกที่ป่าสงวนฯ กล่าวว่า ในความเป็นจริงการโยกย้ายหน่วยราชการต่างๆ ผู้ย้ายมาใหม่ ไม่ควรที่จะบอกปัดว่ายังไม่รู้ ไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นงานทุกเรื่องคงไม่มีความคืบหน้า ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด แต่ในตำแหน่งหน้าที่ ควรเร่งศึกษาภาระที่ได้รับเพื่อดำเนินการในงานต่างๆ ต่อไปให้ลุล่วงโดยเร็ว มีอะไรที่สงสัยจะต้องสอบถามกับคนที่ทำก่อนหน้า ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เอง หรือแม้แต่ผู้ที่ย้ายไป เพื่อสานต่องาน นายสุพจน์ กล่าวว่า จากกรณีการบังคับใช้มาตรา 25 ในพื้นที่ท่าเรือในเครือสหวิริยานั้น จนบัดนี้เกือบ 2 ปี ยังหาความคืบหน้าไม่เจอ ตัวนายอำเภอในฐานะเจ้าพนักงานป่าไม้ผู้ควบคุมป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการบังคับใช้มาตรา 25 ยังไม่รู้ว่าตนเองมีอำนาจกระทำการเกี่ยวกับมาตรา 25 และยังพยายามเบี่ยงเบนเรื่องราวว่าต้องทำหนังสือสอบถามไปยังกรมป่าไม้ ชาวบ้านจึงมองว่า หากเป็นเช่นนี้การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง คงเป็นมหากาพย์ที่มองไม่เห็นจุดจบ “อยากให้นายอำเภอคนใหม่ศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ ในฐานะเจ้าพนักงานป่าไม้ผู้ควบคุมป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง (ผู้มีอำนาจในการบังคับใช้ มาตรา 25) ให้ถ่องแท้ และควรมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่านี้ ซึ่งพวกผม และชาวบ้านตำบลแม่รำพึงคงรอดูผลงานของท่านนายอำเภอคนใหม่ว่าสุดท้ายแล้วผลจะเป็นเช่นไร” นายสุพจน์ กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงได้ชี้แจงกรณีปัญหาต่อนายสรศักดิ์ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขา เพชรบุรีกล่าวว่า จะเร่งทำหนังสือถึงกรมป่าไม้อย่างเร็วที่สุด และดำเนินการในเรื่องการชี้วัดแนวเขตป่าสงวนฯ โดยด่วน มาตรา 25 เมื่อได้กำหนดป่าใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติและรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาตินั้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรือให้งดเว้นการ กระทำใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏหรือเหตุ อันสมควรสงสัยว่า มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (2) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้รื้อถอน แก้ไข หรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขต ป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนดให้ (3) ยึด ทำลาย รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นเมื่อผู้กระทำผิด ไม่ปฏิบัติตาม (2) ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดหรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าว และ ได้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้น ให้ผู้กระทำผิดชดใช้หรือออกค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมด หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้ออกขายทอดตลาดหรือขายโดย วิธีอื่นตามที่เห็นสมควร เพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้น และให้นำความใน มาตรา 1327 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่เงินที่ได้จากการ ขายทรัพย์สินนั้นโดยอนุโลม (4) ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน