ทนาย 'สมยศ' เตรียมยื่นศาลรธน.ตีความโทษม.112-สืบพยานลูกน้องเก่า กรมสรรพากร

ทนายสมยศเตรียมยื่นศาลรธน.ตีความโทษมาตรา 112 สูงเกิน เอาไปโยงความมั่นคงชาติ ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ ส่วนการสืบพยานโจทก์ สรรพากรเบิกความเรื่องการเสียภาษีของสำนักทรัพย์สินฯ ชี้ส่วนพระองค์ต้องเสียภาษี ด้านลูกน้องเก่าสมยศชี้ดีเอสไอขู่ไม่เป็นพยานโดนแจ้งความกลับ จนท.ไม่เชื่อพยานอ่านบทความแล้วไม่รู้เรื่อง ขณะที่ตัวแทนอียูสังเกตการณ์ใกล้ชิด ติดตามสมยศเบิกความวันที่ 1 พ.ค.

22 เม.ย.55  นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ที่กำลังมีการสืยพยานอยู่ขณะนี้แจ้งว่า ในวันที่ 24 เม.ย. เวลา 8.30 น. ทนายของนายสมยศจะยื่นคำร้องใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบทลงโทษผู้ระทำผิด ม.112 ว่่ามีโทษสูงเกินไปหรือไม่ อีกทั้งยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับความมั่นคงของชาติซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ส่วนการสืบพยานครั้งล่าสุดนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 เม.ย.55 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ "Voice of Taksin" จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ถูกนำตัวมาเข้าฟังการสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 3 ของการสืบพยานในกรุงเทพฯ โดยช่วงเช้ามีการสืบพยานโจทก์จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นายหริรักษ์ สุขสาธุ ตัวแทนจำหน่ายนิตยสาร "Voice of Taksin" และนายกฤษฎา ใจสุวรรณ ฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร "Voice of Taksin" มีผู้ร่วมฟังราว 15 คน รวมทั้งนาง Yamina GUERFI ตัวแทนทูตฝ่าย Political, Press and Information Section สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมาร่วมสังเกตการณ์  ส่วนในช่วงบ่ายนางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยานายสมยศเข้าร่วมฟังการสืบพยานด้วย

การสืบพยานในครั้งนี้มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ บทความ “แผนนองเลือด” ในคอลัมน์ คมความคิด ที่เขียนโดยผู้ใช้นามแฝง “จิตร พลจันทร์” นิตยสาร Voice of Taksin ฉบับที่ 15 นั้นมีเนื้อหาที่พาดพิงถึงเบื้องสูงหรือไม่ โดยพยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร "Voice of Taksin" และทำงานกับนายสมยศมาเป็นเวลา 4 เดือน ทำหน้าที่เป็นผู้พิสูจน์อักษรและเลือกรูปมาประกอบบทความ ได้ให้การต่อศาลว่า ตนได้อ่านบทความ “แผนนองเลือด” แล้วไม่มีข้อความที่กล่าวถึงกษัตริย์โดยตรง แต่รู้สึกว่าผู้เขียนมีทัศนคติไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ เข้าใจว่าเนื้อหาส่วนที่พาดพิงถึงกษัตริย์มีสองตอน คือ ข้อความตอนหนึ่งที่เทียบเคียงเหตุการณ์พระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้วกับการที่อดีตนายกฯ ทักษิณถูกปองร้าย และข้อความอีกตอนที่กล่าวถึงแผนการที่เคาะลงมาจากตึกสูงโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เท่าที่อ่านเพื่อตรวจข้อหาคำผิดในช่วงแรกยังไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นการหมิ่นฯ กระทั่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งข้อหา ทนายจำเลยได้โต้แย้งว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่การหมิ่นฯ โดยชี้ว่าพระราชประวัติของพระเจ้าตากสินเป็นประวัติศาสตร์ที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไป และส่วนที่กล่าวถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งนั้น ทนายได้ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์แต่กล่าวถึงองคมนตรี

นอกจากนี้ฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร Voice of Taksin ได้ระบุถึงบทบาทของนายสมยศว่า ปกติทุกบทความจะถูกส่งให้นายสมยศตรวจสอบ โดยนายสมยศตรวจคำหาผิดรอบหนึ่ง ตนตรวจรอบหนึ่ง ส่วนนิตยสารเล่มที่ถูกกล่าวฟ้องนั้นช่วงที่ผลิตต้องรีบปิดเล่ม จึงไม่ทราบว่าจำเลยได้ตรวจหรือไม่

ส่วนประเด็นที่สองในการสืบพยานคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ต้องรับผิดชอบต่อบทความของ “จิตร พลจันทร์” หรือไม่ในฐานะบรรณาธิการ โดยอัยการได้นำพยานมาเบิกความคือนายหริรักษ์ สุขสาธุ ตัวแทนจำหน่ายนิตยสาร "Voice of Taksin" รวมทั้ง สยามปริทัศน์ และ Red Power ซึ่งเป็นนิตยสารที่นายสมยศเป็นผู้จัดทำ โดยได้รับนิตยสาร "Voice of Taksin" จากนายสมยศมาจำหน่ายเป็นเวลา 6-7 เดือน ก่อนที่ DSI จะเข้าตรวจค้นนิตยสาร นายหริรักษ์ให้การว่า ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จดทะเบียนในการขออนุญาตในการตีพิมพ์นิตยสารหรือไม่ ทราบเพียงว่าจำเลยเป็นผู้สื่อข่าวและนักเขียน นายสมยศเป็นผู้โทรมาติดต่อให้จำหน่าย ขณะที่ทนายจำเลยได้ถามค้านโดยชี้ว่าผู้มีบทบาทในการดูแลนิตยสารมีหลายคน จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น

ส่วนการสืบพยานช่วงบ่ายเริ่มต้นในเวลาประมาณ 13.30 น. พยานฝ่ายโจทย์เบิกความในศาล 2 ปาก คือเจ้าหน้ากฎหมายที่ระดับผู้อำนวยการจากกรมสรรมพากร และอดีตลูกจ้างของนายสมยศเอง       

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายกรมสรรมพากร เบิกความถึงข้อกฎหมายการเสียภาษีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่าในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือราชวงศ์ก็ไม่ได้รับการยกเว้นเก็บภาษี ดังนั้นทรัพย์สินซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์จึงต้องเสียภาษีด้วย แต่ทรัพย์สินซึ่งอยู่ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี แม้ว่าจะมีรายได้จากการนำไปลงทุนก็ตาม

พยานปากที่สอง นางสาวชรินรัตร์ อิงพษ์พันธ์ เบิกความว่าเคยทำงานร่วมกับจำเลยคือนายสมยศ ก่อนจะลาออกและได้รับหมายเรียกจากดีเอสไอให้มาเป็นพยาน พยานกล่าวว่า ปลายปี 2552 พยานทำหน้าที่ขายนิตยาสาร Voice of Taksin โดยไม่ได้รับเงินเดือน แต่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการขายร้อยละ 40 และเคยนำนิตยสารนี้ไปขายในงานชุมนุมเสื้อแดงด้วย ทำงานได้ 4-5 เดือนจึงออกจากงานเพราะมีปัญหาสุขภาพและกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

ทนายจำเลยถามพยานว่าดีเอสไอเรียกตัวพยานไปสอบสวนอย่างไร พยานกล่าวว่าได้รับหมายเรียกถึงสองครั้ง แต่ในครั้งแรกนั้นไม่ทราบในทันที เมื่อปรึกษากับทนาย(สุวิทย์)ซึ่งรู้จักกันมาก่อน ได้รับคำแนะนำว่ายังไม่ต้องไปพบ พยานจึงไม่ไป ในครั้งที่ดีเอสไอระบุในจดหมายว่าหากพยานไม่ไปจะถูกดำเนินคดี พยานจึงตัดสินใจไปตามหมาย

นอกจากนี้พยานยังยอมรับว่า ดีเอสไอให้พยานอ่านบทความ พยานอ่านหนึ่งรอบแล้วไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนจึงโยนหนังสือลงบนโต๊ะพร้อมกับบอกว่า “คุณลองดูใหม่ จบปริญญาโท เรื่องแค่นี้ไม่รู้หรือ” เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่าถ้าพยานไม่พูดความจริง เรื่องก็จะเข้าตัว และหากไม่ยอมเป็นพยานก็จะถูกดำเนินคดีฐานจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ผิดกฎหมาย พยานจึงอ่านบทความอีกรอบทั้งสองฉบับ ฉบับหนึ่งพยานให้ความเห็นว่ามีเนื้อหาหมิ่นเบื้องบน แต่อีกฉบับ พยานไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างไร

หลังการสืบพยานเสร็จสิ้นลง นายสมยศได้พูดคุยกับสื่อมวลชนและผู้มาให้กำลังใจไม่กี่นาที ก็ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวออกไ

อย่างไรก็ตามการสืบพยานฝ่ายโจทย์ในคดีนี้จะมีต่อไปอีกในวันที่24-26 เม.ย. 55 ส่วนการสืบพยานฝ่ายจำเลยจะทำในวันที่1-4 พ.ค. 55 ที่ศาลอาญารัชดา ตั้งแต่ 9.00น. เป็นต้นไปโดยนายสมยศจะเบิกความต่อศาลด้วยตนเองในวันที่ 1 พ.ค.

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์