ชำนาญ จันทร์เรือง: เชียงใหม่มหานคร: จุดเปลี่ยนประเทศไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

“สิริมังคละ

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ นับถึงวันนี้มีอายุได้ 716 ปี มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้าน ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมและอุดมสมบูรณ์ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย งดงาม มากมายด้วยชนเผ่าชาติพันธุ์ นับได้ว่าเป็นเมืองที่ผู้คนต่างใคร่มาเยือนและอยู่อาศัย คนเชียงใหม่เป็นคนมีน้ำใจงามเป็นที่รำลือไปทั่ว

น่าเสียดายที่ที่ผ่านมา เชียงใหม่ได้ถูกรุกรานจากความเจริญ ความทันสมัย จากระบบธุรกิจและระบบทุนนิยม จนทำให้ความมีเสน่ห์ ความงดงามหลายหลากทางวัฒนธรรมทั้งปวงถดถอยด้อยค่าและลดลงเป็นลำดับ โดยที่คนเชียงใหม่ไม่อาจปกป้องตนเองได้ ด้วยเหตุแห่งอำนาจได้ถูกรวมศูนย์ ไว้ ณ ที่ส่วนกลาง

120 ปีนับตั้งแต่พุทธศักราช 2435 เป็นต้นมาอำนาจการตัดสินใจทั้งปวง ถูกโอนเข้าสู่ส่วนกลางและรัฐบาลกลาง ประชาชนท้องถิ่นและผู้คนที่เคยเป็นเจ้าของทรัพยากร มีอำนาจการตัดสินใจรวมทั้งดูแลรักษา ใช้ประโยชน์ กลับถูกลดทอนอำนาจมาโดยตลอด การบริหาร การตัดสินใจทั้งหมดถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง โดยคนที่ไม่รู้และไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงเป็นผู้กำหนด โครงการพัฒนาที่เข้ามาในพื้นที่ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและประชาชน จนเกิดความขัดแย้งขึ้นบ่อยครั้ง และ 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุแห่งการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางนั่นเอง

ประชาชนชาวเชียงใหม่หลายภาคส่วน ทั้งภาคองค์กรท้องถิ่น ประชาสังคม การเมือง ชุมชนและกลุ่มพลังทางสังคมต่างๆได้ตระหนักต่อปัญหานี้ จึงได้เกิดการศึกษา ขับเคลื่อนและ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จนได้ข้อสรุปว่า จำเป็นที่จะต้องยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ... ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการตนเองของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้บัญญัติไว้ บัดนี้ การยกร่างเบื้องต้นได้สำเร็จแล้วเพื่อนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็น และการลงลายมือชื่อ เพื่อเสนอประธานรัฐสภาต่อไป

วันนี้..เราจึงขอประกาศว่า เราจะร่วมกันผลักดันการกระจายอำนาจให้เกิดผลอย่างแท้จริง ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนท้องถิ่น จะต้องเป็นผู้กำหนดการพัฒนาและทิศทางการพัฒนาด้วยตนเอง เราจะรวมกันขับเคลื่อน ด้วยพลังแห่งปัญญาบนพื้นฐานศรัทธา ประกอบด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติทางการเมืองใดๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ พร้อมทั้งส่งมอบบ้านเมืองในอนาคตที่ดีงาม ให้กับลูกหลานอย่างภาคภูมิใจต่อไป

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ของเมืองเชียงใหม่ อันมีพระธาตุเจ้าดอยสุเทพเป็นประธานและบรรพกษัตริย์อันมีพญามังราย เป็นต้น จงอำนวยอวยพรให้การครั้งนี้สำเร็จผลสมประสงค์ ด้วยเทอญ...  

24 มิ.ย.2555”

 

ข้อความดังกล่าวข้างต้นคือคำประกาศเจตนารมณ์ที่ถูกอ่านต่อเบื้องหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์อันประกอบด้วยพญามังราย พญางำมืองและพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงฯ) ณ บริเวณใจกลางเมืองเชียงใหม่ ในเวลาเย็นของวันที่ 24 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นปีที่ 150 ของการครบรอบของการที่นครเชียงใหม่ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณ์แบบในรูปแบบของรัฐชาติ (Nation State) สมัยใหม่

ในวันนั้นผู้คนจำนวนมากต่างหลั่งไหลกันไปเพื่อร่วมเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือการประกาศเจตนารมณ์เพื่อขับเคลื่อนสู่การรณรงค์เพื่อลงชื่อเสนอร่าง “พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ...” มีตั้งแต่เยาวชนคนรุ่นใหม่จนถึง “แม่อุ๊ย”อายุ 88 ปี ที่ถือทะเบียนบ้านฉบับเดิมที่เก่าคร่ำคร่าและบัตรประชาชนที่หมดอายุไปแล้วแต่สามารถใช้ได้ตลอดชีพ เพื่อร่วมลงชื่อ ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอันมาก

นอกจากมีการรณรงค์ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแล้ว ยังมีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งจากผู้ที่อยู่ในงานและที่แสดงความคิดเห็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านทางวิทยุออนไลน์ “คนเมืองเรดิโอ” ซึ่งสอบถามข้อสงสัยต่างๆ และมีการบันทึกเทปเพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสอีกด้วย

การประกาศเจตนารมณ์ฯในวันนั้นเป็นการเริ่มต้นของพัฒนาการในการลุกขึ้นมาจัดการตนเองของท้องถิ่นตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สิทธิไว้ มิใช่การโหยหาอดีตที่เคยเป็นอาณาจักร์ล้านนาแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น เนื่องจากรูปแบบของรัฐสมัยใหม่มีแต่ที่จะรวมกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางความมั่นคงทางทหารหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) ในปี 2558 หรือของสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ฯลฯ

ผลจากการประกาศเจตนารมณ์ฯในวันนั้น็น็นราชอาณจกรลนนทยงใหญในอดตแตอยงใ

ได้เกิดการตื่นตัวกันอย่างมากมายในพื้นที่และนอกพื้นที่ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยส่วนใหญ่แล้วก็เป็นภาคประชาชนโดยทั่วไป ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็มาจากภาครัฐที่กริ่งเกรงว่าจะกระทบต่อฐานอำนาจของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตาม การแสดงออกเป็นไปอย่างเรียบร้อย ตามทำนองคลองธรรม ไม่มีการสาดโคลนหรือให้ร้ายซึ่งกันและกัน มีการพยายามให้ข้อมูลหรือหักล้างกันในทางวิชาการ ซึ่งเป็นการแสดงออกเยี่ยงชนชาวอารยะทั้งหลาย

ข่าวคราวการเคลื่อนไหวในร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯนี้ได้ดังไปถึงประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบในการนำมายกร่าง แต่ทำได้ดีกว่าคือการมีสภาพลเมือง (Civil Juries) ขึ้นมาถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร (ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานคร) และฝ่ายออกข้อบัญญัติ (สภาเชียงใหม่มหานคร) จึงได้เชิญผมไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเกียวโตในวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อนำไปปรับปรุงในส่วนของเขาที่ยังมีช่องว่างอยู่ ซึ่งรายละเอียดหากมีโอกาสจะได้นำมาเสนอต่อไป

การเมืองการปกครองของไทยในอดีตที่ผ่านมาไม่เข้มแข็งมีปัญหามาโดยตลอดก็เนื่องเพราะเรามีการปกครองท้องถิ่นที่อ่อนแอ หากเรามีการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงประชาชนและบริบทแวดล้อมในพื้นที่ การเมืองในระดับชาติก็จะเข้มแข็งไปโดยธรรมชาติ

หากผู้ที่เกี่ยวข้องยังหวงอำนาจและไม่ไว้ใจในความสามารถหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนในท้องถิ่นแล้ว ก็ย่อมยากที่ประเทศไทยเราจะเจริญรุดหน้าไปได้ เพราะปัญหาต่างๆไม่สามารถแก้ไขได้ในท้องถิ่น ต้องบากหน้ามายังเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางหรือหลุมดำแห่งอำนาจที่ดูดซับทรัพยากรและปัญหาต่างๆที่หนักอึ้งโดยไม่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ

ถึงเวลาแล้วครับที่จะยกเลิกราชส่วนภูมิภาคแล้วกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นต่างๆให้สามารถจัดการตนเองได้ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทยเราคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงเหลืออยู่อีกไม่กี่ประเทศที่ยังก้าวไม่พ้นบ่วงแห่งอำนาจที่ถูกถักทอรวมไว้ที่ส่วนกลางดังเช่นประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายแถบอาฟริกานั่นเอง

 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์