4 ผู้ถูกยิงในเหตุการณ์ ‘พลทหารณรงค์ฤทธิ์’ เบิกความกระสุนจากฝั่งทหาร

ไต่สวนการตายพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต 28 เม.ย.53 ในเหตุการณ์ระงับการปะทะทหารกับ นปช. ที่ ถ.วิภาวดีฯ 4 พยานผู้ถูกยิงในเหตุการณ์แวดล้อม เบิกความกระสุนที่ตนถูกยิงมาจากฝั่งทหาร นัดไต่สวนต่อ 21 ก.พ.นี้

15 ก.พ.56 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 811 ศาลอาญา รัชดา ศาลนัดไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำที่ อช.4/2555 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 5 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ร้องขอให้ศาลไต่สวนการเสียชีวิตของพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ (ได้รับเลื่อนยศเป็น ร้อยตรี หลังเสียชีวิต) ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ชุดลาดตระเวนเคลื่อนที่เร็ว เพื่อระงับเหตุการณ์การปะทะกันของตำรวจ ทหาร กับผู้ชุมนุม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เขตบางเขน ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 28 เม.ย.53

ในนัดนี้มีผู้ถูกยิงด้วยกระสุนได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์  4 รายเข้าเบิกความ ประกอบด้วย น.ส.ระจิตร จันทะมั่น อายุ  37 ปี คนงานโรงงานย่านอุดมสุข ถูกยิงที่หน้าแข้งขวา นายวสุรัตน์ ประมวล อายุ 41 ปี  ลูกจ้างประจำ ผู้ช่วยช่าง สำนักงานระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร นายพร้อม ดาทอง อายุ 31 ปี ถูกยิงที่มือ และ นายวิชาญ วางตาล อายุ 62 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอกขวา และไหล่ขวา  

ทั้งนี้ การไต่สวนชันสูตรพลิกศพของ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ จะมีขึ้นอีกในวันที่ 21,22 ก.พ. , 14, 15, 21, 22 มี.ค.,  9, 10, 11, 18, 19 เม.ย.56

ระจิตร จันทะมั่น  เบิกความว่า พยานเข้ามาทำงานในโรงงานย่านอุดมสุข ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี เป็นพนักงานเขียนใบเสร็จรับเงิน โดยคนรักของพยานมักติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. แล้วจึงชักชวนมาดูการชุมนุมที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า พยานจึงได้เข้าร่วมชุมนุม 10 กว่าวันก่อนเกิดเหตุ

ในวันเกิดเหตุ 28 เมษา 53 พยานอยู่ที่ราชประสงค์ก่อน ตอน 10 โมงเช้า มีการประกาศว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณตลาดไทถูกทหารทำร้าย จึงมี นปช.จากตลาดไท ชวนกันไปเยี่ยมผู้ที่ถูกทหารทำร้าย โดยมีการจัดรถยนต์หลายคันไปเยี่ยม พยานจึงร่วมเดินทางไปด้วย จุดเกิดเหตุคือ ถนนวิภาวดีรังสิต ฝั่งขาออก มุ่งหน้าไปตลาดไท โดยในตอนแรกมีเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจผู้ชุมนุม จากนั้นพยานได้รับแจ้งจากผู้ชุมนุมที่เดินทางไปก่อนหน้าว่าไม่สามารถไปต่อได้แล้ว เนื่องจากมีทหารสกัด พยานจึงลงจากรถตรงบริเวณปั๊มแก๊สร้างและหยุดพักบริเวณนั้น โดยพวกที่ร่วมชุมนุมก็ได้เข้าไปด้วย พยานเห็นทหารนำลวดหนามกันไว้และถือโล่ด้วย ถนนวิภาวดีฯ ฝั่งขาเข้าก็มีทหารยืนอยู่ด้วย สำหรับทหารที่อยู่อีกฝั่งถนนไม่ได้สังเกตว่าถือปืนอยู่หรือไม่

ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่มาด้วยกันตัดสินใจอยู่บริเวณปั๊มไม่เคลื่อนต่อ แต่พยานและผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งพยายามเดินไปด้านหน้าโดยหมอบไปด้วย เมื่อเดินไปสักพักก็มีทหารยิงมาตลอดเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เคลื่อนไปด้านหน้า โดยยิงสวนมาเป็นชุด พยานยืนยันว่าเห็นทหารใช้อาวุธปืนยิงโดยเป็นลักษณะของการยิงสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ แต่ไม่ทราบว่าทหารใช้อาวุธปืนชนิดใด พยานพยายามเดินต่อไปข้างหน้าจนกระทั่งห่างจากปั๊มประมาณ  100 เมตร ก็ถูกยิงที่ขาขวาบริเวณหน้าแข้ง ไม่ทราบว่าใครยิงแต่รู้ว่ายิงมาจากฝั่งทหาร เพราะขณะนั้นพยานหันหน้าไปทางแนวทหาร และกระสุนมาตามแนวนั้ นอกจากนี้พยานยังเห็นผู้ชายถูกกระสุนยิงที่ท้อง มีเลือดไหลและมีรอยไหม้ แต่ไม่ทะลุ เข้าใจว่าเป็นกระสุนยาง

ระจิตร เบิกความต่อว่า ขณะที่ถูกยิงนั้นมีฝนตกหนัก ผู้ชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์พยายามเรียกให้ผู้ขับจักรยานยนต์ผ่านทางเข้ามารับตัวพยานไปโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถเข้ามาได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้า แต่ในที่สุดก็สามารถนำตัวพยานส่งรถพยาบาลของ รพ.ภูมิพล ได้ในเวลาเกือบ 1 ทุ่ม เนื่องจากต้องใช้เวลาในการโทรติดต่อนานมาก  แพทย์ได้เอ็กซเรย์และพาเข้าห้องผ่าตัดเอากระสุนออก และได้นำหัวกระสุนมาให้พยานดูด้วย ลักษณะเป็นลูกตะกั่วกลมๆ น่าจะเป็นกระสุนลูกซองลูกปราย พยานพยายามขอกระสุนจากแพทย์เพื่อนำไปแจ้งความ แต่แพทย์แจ้งว่าอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ให้ไม่ได้

หลังเกิดเหตุ น.ส.ระจิตร ได้รับการช่วยเหลือจากบ้านราชวิถี สำนักพระราชวัง และองค์กรอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 70,000 บาท และเคยให้การกับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับคดีนี้ด้วย  แต่พยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์

วสุรัตน์ ประมวล ลูกจ้างประจำของสำนักงานระบายน้ำ กรุงเทพฯ  เบิกความว่า พยานถูกยิงวันที่ 28 เม.ย.53 เวลาประมาณ 15.00 น. ก่อนถูกยิงตั้งใจจะไปซื้อที่อยู่อาศัยที่รังสิต จึงขับจักรยานยนตร์มุ่งหน้าไปทางถนนวิภาวดีรังสิต ขาออก เมื่อถึงบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ในประมาณ 15.00 น. พบว่ามีการเดินขบวนของ นปช. แต่ก็ยังสามารถสัญจรได้อยู่ เมื่อเห็นกลุ่มทหารตั้งแนวสกัดชุมนุมเสื้อแดงที่จะมุ่งหน้าไปทางรังสิต  พยานได้หยุดตรงปั๊มแก็สและได้ยินเสียงปืนดังขึ้นโดยไม่ทราบทิศทาง  ทำให้ขบวนรถของ นปช. ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ พยานลงไปหลบที่ปั๊มแก็สเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยและย้ายไปหลบที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งต่อ ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนเป็นระยะหลายนัดต่อเนื่อง มาจากฝั่งทหาร หลังจากนั้นพยานรู้สึกว่าลำตัวเหมือนโดนของแข็งกระทบจนหงายหลังล้มลง และพยายามยืนขึ้นแต่ไม่สามารถยืนได้ มีเลือดไหลออกมาบริเวณหัวเข่าจึงดึงกางเกงดูและพบว่าถูกยิง ขณะถูกยิงนั้นกำลังเดินเรียบไปทางประตูเหล็ก วิถีกระสุนน่าจะมาจากฝั่งด้านหน้าที่มีทหารที่อยู่ห่างไปประมาณ 100-150 เมตรโดยทหารถือปืนยาวที่มีลักษณะแบนทุกคน พยานถูกยิงเวลาประมาณ 15.00 น. ขณะนั้นฝนยังไม่ตกแต่ลมกรรโชกแรง

วสุรัตน์เบิกความต่อว่า เห็นทหารถือปืนอยู่ด้านหน้า แต่ไม่ได้เห็นตอนยิง รู้ตัวอีกทีก็ล้มแล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุที่รู้ว่ากระสุนมาจากทางทหารเนื่องจากตัวพยานกระเด็นไปด้านหลัง หลังถูกยิงพยานไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธ นอกจากนี้แพทย์โรงพยาบาลภูมิพลที่เขาเข้ารักษาตัวให้ความเห็นเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า กระสุนที่ยิงเป็นกระสุนลูกปราย สำหรับผู้ตายกรณีนี้พยานไม่เห็นขณะถูกยิง และไม่ทราบหรือรู้ว่าเขาตาย แต่ทราบข่าวในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้พยานยังได้รับการเยียวยาจาก สำนักพระราชวังเป็นเงิน  6,000 บาท จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ  60,000 บาท และได้แจ้งความไว้กับ สน.ดอนเมืองแล้ว

ส่วนพยานที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์อีก 2 ปากคือ นายพร้อม ดาทอง อายุ 31 ปี และนายวิชาญ วางตาล  อายุ 62 ปี  นั้น ข่าวสดออนไลน์  รายงานว่า นายพร้อม ดาทอง เบิกความสรุปว่า วันที่ 28 เม.ย.53 เวลาประมาณ 11.00 น. เดินทางไปสนามกีฬาธูปะเตมีย์ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อดูสนามสอบนายทหารชั้นสัญญาบัตร จากนั้นขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านโดยใช้เส้นทาง ถ.วิภาวดี รังสิต ขาออก เมื่อมาถึงอนุสรณ์สถานเห็นกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมอยู่จำนวนมาก จึงจอดรถจักรยานยนต์ดู สักพักคนเสื้อแดงทยอยถอยหลังและได้ยินเสียงปืน และเห็นปลอกกระสุนปืนลูกซองหล่นอยู่หน้าผู้ชุมนุมเสื้อแดง มีหนึ่งในผู้ชุมนุมบอกว่า เป็นกระสุนยาง ต่อมามีผู้ชุมนุมล้มลงและมีเลือดไหลบริเวณท้อง ได้เข้าไปช่วยเหลือลากมาหลบกระสุนบริเวณตอม่อ ส่วนพยานถูกยิงข้อมือซ้ายทะลุ ช่วงหลบกระสุนเห็นทหารถือปืนออกจากข้างทาง แต่ไม่รู้ว่าใครยิง หลังเกิดเหตุได้เงินเยียวยาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประมาณ 700,000 บาท จึงไม่คิดดำเนินคดีทางอาญาและแพ่งกับผู้ก่อเหตุ

ส่วนนายวิชาญ วางตาล เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 14.00 น. ขับรถแท็กซี่จากบ้านย่านคูคตไปที่อู่ย่านรัชดาฯ ใช้เส้นทาง ถ.วิภาวดีฯ เลนคู่ขนาน ขาเข้า ผ่านอนุสรณ์สถาน เจอกลุ่มเสื้อแดงเต็มช่องทางทั้งขาเข้า-ขาออก จึงลงจากรถมาดูเหตุการณ์เห็นคนเสื้อแดงปาก้อนหิน หนังสติ๊ก ไม้ ใส่กลุ่มทหาร บางคนโยนผักผลไม้มาจากโทลล์เวย์ จากนั้นทหารยิงปืนรัวเป็นชุด ขณะที่ฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกหนักด้วย จึงวิ่งไปหลบหลังเสาโทลล์เวย์โดยหน้าอกซ้ายแนบเสาไว้ฝั่งเดียว หันหน้าไปทางทหาร มีกระสุนยิงมาโดนหน้าอกขวา และไหล่ขวา เข้าใจว่ากระสุนจากกลุ่มทหาร

นายวิชาญ วางตาล เบิกความอีกว่า หลังถูกยิงตนล้มลงมีคนช่วยนำส่งรถพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่ากระสุนทะลุปอด ส่วนกระสุนที่เข้าไหล่ขวาทำให้กระดูกแตกและฝังในใกล้เส้นประสาท แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดออกมาได้ หากผ่าตัดอาจทำให้แขนใช้การไม่ได้ ไม่เห็นเหตุการณ์พลทหารณรงค์ฤทธิ์ถูกยิง คดีนี้หากหาคนยิงได้ก็ไม่คิดดำเนินคดีอาญาและแพ่งกับผู้ก่อเหตุ เนื่องจากได้รับเงินเยียวยาสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมกันเกือบ 7 แสนบาท และคดีล่วงเลยมานานกว่า 2 ปีแล้ว

นายวิชาญ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อภายหลังการเบิกความด้วยว่า เขาไม่ได้ร่วมชุมนุมกับ นปช. แต่กลับถูกยิงด้วย หลังถูกยิงไม่สามารถทำงานได้ถึง 3 เดือน และปัจจุบันก็ยังทำงานไม่สะดวกเนื่องจากกระสุนที่ฝังอยู่ที่หัวไหล่ยังขัดอยู่ นอกจากนี้ หลังการเบิกความ น.ส.ระจิตร  และนายวสุรัตน์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า ทั้งคู่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลนี้ ทั้งๆ ที่พยายามติดตามความคืบหน้าหลายครั้งแล้ว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น