สุรพศ ทวีศักดิ์: เสียงแห่งมโนธรรมทางสังคม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ปรากฏการณ์ที่อธิการบดีธรรมศาสตร์,จุฬาฯ และอีกหลายมหาวิทยาลัยออกมา “เป่านกหวีด” รวมพลังอาจารย์ นักศึกษา ปัญญาชนในรั่วมหาวิทยาลัยต้านร่าง “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น ว่าโดยเป้าหมายเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตกไป เพราะไม่ชอบธรรมเนื่องจากเป็นการนิรโทษกรรมแก่คดีทุจริตคอร์รัปชัน และแก่ผู้มีอำนาจสั่งการและเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชนนั้น ผมเห็นด้วย

แต่มีข้อสังเกตว่า การให้สัมภาษณ์ของอธิการบดีธรรมศาสตร์, จุฬาฯ และหลายมหาวิทยาลัยดูจะเน้นไปที่ประเด็นคัดค้านการ “ล้างผิดคนโกง” โดยไม่สื่อสารต่อสาธารณะให้ประจักษ์ชัดว่าคัดค้าน “ฆาตกรที่สั่งการและสังหารประชาชน” ด้วย ไม่สื่อสารให้ชัดว่าที่ว่า “เหมาเข่ง” นั้นก็ไม่ได้เหมาเข่งจริง เพราะไม่รวมนักโทษการเมืองคดี 112 อยู่ในเข่งด้วย ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือแสดงถึง “ความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย” อันไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างจะแจ้ง

อธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ พูดตามๆ กันคือ “มหาวิทยาลัยสอนให้นักศึกษามีจริยธรรมซื่อสัตย์สุจริต หากนิรโทษกรรมให้คนโกง การสอนให้นักศึกษาซื่อสัตย์ ก็ไม่มีความหมาย เพราะสังคมขาดตัวอย่างที่ดี คนโกงไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย” แต่ไม่พูดต่อไปเลยว่า “มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สอนประชาธิปไตยให้นักศึกษา สร้างค่านิยมให้นักศึกษาเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นแสดงออกซึ่งสิทธิทางการเมืองเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หากปล่อยให้ผู้มีอำนาจที่ใช้กำลังสังหารประชาชนไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย เท่ากับมหาวิทยาลัยทรยศต่อหลักการที่ตนเองสอน”

หากเปรียบเทียบข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยต่างๆ กับข้อเรียกร้องของ “นิติราษฎร์” ที่สื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแก่คดีทุจริต และแก่ผู้มีอำนาจสั่งการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชน และแกนนำทั้งสองฝ่าย อีกทั้งชี้ชัดว่า “พ.ร.บ.ฉบับเหมาเข่ง” ก็ไม่ได้เหมาเข่งจริงเพราะไม่มีนักโทษ 112 อยู่ด้วย ทำให้เกิดคำถามว่า เสียงของมวลชนแห่งมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น ใช่ “เสียงแห่งมโนธรรมทางสังคมที่เที่ยงตรง” จริงหรือไม่? หรือออกจะมีโทนเสียงค่อนไปทางวาระต้านการ “ล้างผิดคนโกง” ของประชาธิปัตย์เท่านั้นหรือไม่?ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ทำให้เห็นภาพความซับซ้อนของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปัตย์” ตามการวิเคราะห์ ที่ว่า 
...จะสังเกตว่าพันธมิตรเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นสูง และคนชั้นกลางในเมืองชัดเจน ตั้งแต่ "ราชนิกุล" นักธุรกิจ อาจารย์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการ "ดารา" และเหล่า "เซเลบ" สื่อและองค์กรสื่อบางส่วนเป็นต้น
ทั้งหมดล้วนมีสถานะ ยศถาบรรดาศักดิ์ มากด้วยทรัพย์และสติปัญญา
แน่นอนย่อมแตกต่างอย่างลิบลับกับอีกฟากที่ถูกเหยียดเป็นเพียง "ควายแดง" "ทาส" หรือ "ขี้ข้า"
สถานภาพที่เพียบพร้อมนี้ ถือเป็นแต้มต่อสำคัญ ที่ทำให้การขับเคลื่อนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปัตย์ เสียงดัง และมีน้ำหนักที่พร้อมจะดำเนินการตามคำพาดหัวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ "ไล่อีโง่"
(มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 พ.ย. น.10)

พวกที่เหยียดอีกฝ่ายว่าเป็น “ควายแดง” “ทาส” หรือ “ขี้ข้า” ทักษิณ ฯลฯ นั้น มักพูดซ้ำๆ บนสมมติฐานที่ว่า “ประชาธิปไตยของเสื้อแดงนั้นมีความหมายแค่เป็นการเลือกตั้งเท่านั้น จากนั้นฝ่ายชนะการเลือกตั้งจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องตรวจสอบ” แต่ปรากฏการณ์ต้าน “นิรโทษกรรม(ไม่)เหมาเข่ง” แสดงให้เห็นชัดว่าคนเสื้อแดงอย่างกลุ่ม บก.ลายจุดก็ต้านด้วย นักวิชาการที่เห็นใจเสื้อแดง เช่นสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ฯลฯ ล้วนแต่แสดงความเห็นคัดค้านทั้งสิ้น รวมทั้งแกนนำ นปช.และกลุ่มญาติคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตด้วย จึงไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยของเสื้อแดงเป็นแค่การเลือกตั้งเท่านั้น เพียงแต่พวกเขายืนยันว่าการเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย

ผิดกับบนเวทีของประชาธิปัตย์ ที่คนมีการศึกษาดี หรืออยู่ในกลุ่มคน “เสียงส่วนน้อยที่ฉลาดกว่า (?)”  ตะโกนใส่ไมโครโฟนว่า “ชื่อมหาวิทยาลัยของผมเป็นชื่อพระราชทาน ผมมาวันนี้เพื่อปกป้องพระองค์ท่าน จะไม่ยอมให้รัฐบาลชั่วๆ นำกฎหมายชั่วๆ นี้ไปให้ถึงพระองค์ท่านได้ลงพระปรมาภิไธย” โดยที่คนมีการศึกษาดีซึ่งนิยามตนเองว่าเป็น “ผู้ฉลาดกว่า” ไม่เป็นทาสหรือขี้ข้าใคร ก็ไม่เคยปกป้อง “พระองค์ท่าน” จากการที่อีกฝ่ายนำคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐบาลคณะรัฐประหารไปให้ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามนักวิชาการที่เห็นใจเสื้อแดง ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขี้ข้าทักษิณต่างหาก ที่ทั้งวิจารณ์ทักษิณและรัฐบาลเพื่อไทยด้วย ทั้งยืนยันหลักการว่า สถาบันกษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยตามพระราชสัตยาธิษฐานของรัชกาลที่ 7 ที่ทรงยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในระบอบประชาธิปไตยจะไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารนำขึ้นทูลเกล้าให้ทรงลง

เสียงแห่ง “มโนธรรมทางสังคม” ของนักวิชาการ ปัญญาชน จึงต้องยืนอยู่บนหลักการ ต้องวิพากษ์ทุกฝ่ายที่ทำผิดหลักการ ไม่ใช่มุ่งวิพากษ์แต่ฝ่ายนักการเมืองเท่านั้น

ผมเองไม่อยากรื้อฟื้นว่า อธิการบดีที่ออกมาต้าน “(ไม่)เหมาเข่ง” ครั้งนี้ เข้าไปรายงานตัวกับคณะรัฐประหาร 19 กันยายนอย่างนอบน้อมกว่า เข้าไปฟังคำชี้แจงของตัวแทนรัฐบาลเพื่อไทยขณะนี้อย่างไร ใครบ้างที่เคยไปเป็น “เนติบริกร” ของคณะรัฐประหาร เพราะเป็นเรื่องที่ประจักษ์ในทางสาธารณะอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า อาจารย์ นักวิชาการ ปัญญาชนที่เข้าไปร่วมเดินต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคราวนี้ น่าจะมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง อาจไม่ได้เห็นด้วยกับอธิการบดีที่เน้นประเด็น “ล้างผิดคนโกง” เป็นพิเศษ

แต่ข้อพิสูจน์ว่า อาจารย์ นักวิชาการ ปัญญาชนเหล่านั้น (ซึ่งหลายคนนิยามตนเองว่าไม่เลือก “สี” ใดๆทั้งนั้น) ได้ยืนยันว่า 1 เสียงที่ตนแสดงออกเป็นเสียงแห่ง “มโนธรรมทางสังคม” ที่เที่ยงตรงหรือไม่ ต้องดูว่าพวกเขาจะแสดงออกอย่างไรหลังจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ตกไป นั่นคือพวกเขาจะส่งเสียงเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษ 112 หรือไม่? หากไม่ ก็เท่ากับว่า พวกเขาเป็นเพียงเสียงของ “พลังมวลชนนกหวีด” ที่ออกมาแสดงพลังตามเสียง “เป่านักหวีด” ต้านคนโกงของผู้บริหารมหาวิทยาลัยของตนเท่านั้น
 

 

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข (16-22 พ.ย.2556)

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์