ศาลปค.สั่ง 'คมนาคม-รฟท.' ไม่ต้องชดใช้บอกเลิกสัญญา 'โฮปเวลล์'

ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ 2 ฉบับ ปี 51 ที่ให้กระทรวงคมนาคม และ รฟท. ชดใช้บอกเลิกสัญญาโฮปเวลล์ ชี้อนุญาโตฯ ไม่มีอำนาจวินิจฉัย เพราะยื่นเรื่องเกินเวลาร้องตามกฎหมาย
 
13 มี.ค. 2557 มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ  ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในข้อพิพาทหมายเลขดำ119/2547 และ 44/2550 ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  กับ บริษัทโฮปเวลล์ประเทศไทย จำกัด คู่สัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับใน กทม.  เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 51 และ 15 ต.ค. 51 ที่อนุญาโตชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ต้องชดใช้เงินค่าเสียหายรวมจำนวนกว่า  11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี  ให้กับโฮปเวลล์ กรณีบอกเลิกสัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท.
 
โดยคดีนี้ กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองรวม 3 สำนวน คือ คดีหมายเลขดำ107/2552, 2038/2551, 1379/2552  เพื่อให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโต ซึ่งกรณีสืบเนื่องจากกระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ทำสัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับใน กทม. และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท. กับโฮปเวลล์ ลงวันที่ 9 พ.ย. 33 หลังจากสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วได้มีการเร่งรัดให้โฮปเวลล์ดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง แต่การก่อสร้างล่าช้ามาก กระทรวงคมนาคมจึงได้เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเห็นควรบอกเลิกสัญญาสัมปทานเนื่องจากโครงการนี้ได้ใช้เวลาในการดำเนินการมาประมาณ 6 ปี แต่ผลการดำเนินงานก่อสร้างต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนงานมาก และคาดหมายได้ว่าโฮปเวลล์ไม่สามารถดำเนินการตามแผนงานให้แล้วเสร็จได้ ซึ่ง ครม.ได้มีมติเห็นชอบการบอกเลิกสัญญาสัมปทานดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่  27 ม.ค. 41  คมนาคมจึงได้แจ้งบอกเลิกสัญญาและห้ามมิให้โฮปเวลล์เข้าไปเกี่ยวข้องในพื้นที่โครงการ  ซึ่งโฮปเวลล์ได้มีหนังสือโต้แย้งการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 41   ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 47 โฮปเวลล์จึงได้ยื่นเรื่องให้คณะอนุญาโตวินิจฉัยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 119/2547  ขณะที่คมนาคมและ รฟท.ได้ยื่นคำคัดค้านและยื่นข้อเรียกร้อง เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 48 ขอให้โฮปเวลล์ชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 59,581,788,026.15 บาท  และขอให้อนุญาโตตุลาการยกคำขอของโฮปเวลล์
 
โดยศาลปกครองกลาง พิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประกอบข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า การที่ทั้ง บจก.โฮปเวลล์ฯ และกระทรวงคมนาคม กับ รฟท. ต่างยื่นเรื่องให้คณะอนุญาโตตุลาการ วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนั้น เป็นการยื่นเรื่องให้วินิจฉัยที่เกินกรอบระยะเวลา 60 วันที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานข้อที่ 31 และระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในระยะเวลาสูงสุด 5 ปี ตามมาตรา 50 และ 51 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.3542 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ได้บอกเลิกสัญญา กับ บจก.โฮปเวลล์ วันที่ 27 ม.ค.41 ดังนั้นหากจะยื่นเรื่องอนุญาโตฯ วินิจฉัยต้องกระทำภายในวันที่ 27 ม.ค.46 ภายหลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่าย รับทราบเรื่องการบอกเลิกสัญญา
 
เมื่อปรากฏว่าทั้ง 2 ฝ่าย ยื่นเรื่องให้ อนุญาโตฯ วินิจฉัยหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว อนุญาโตฯ จึงไม่มีอำนาจที่รับเรื่องไว้วินิจฉัยชี้ขาด 
 
การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับข้อพิพาทดังกล่าวไว้พิจารณากระทั่งมีคำชี้ขาดวันที่ 30 ก.ย. 51 และ 15 ต.ค. 51  จึงเป็นกรณีที่มีคำวินิจฉัยเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 40 วรรค3 (2) (ข) และมาตรา 44  แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545  ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งสองฉบับทั้งหมด  และมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 30 ก.ย.51 ที่วินิจฉัยให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ชำระเงินคืนให้โฮปเวลล์ 11,888 ล้านบาท  และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่กระทรวงคมนาคมและ รฟท.
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกฎหมายคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน  ขณะที่นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้มีเพียงผู้แทนของคู่ความทั้งสองฝ่ายเดินทางมาฟังคำสั่ง   ซึ่งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ เนื่องจากผู้บริหารของโฮปเวลล์ได้สั่งกำชับว่าห้ามให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว  โดยระบุเพียงว่าจะนำผลของคำพิพากษาให้ผู้บริหารโฮปเวลล์พิจารณาว่าจะใช้สิทธิใดๆทางกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์หรือไม่

 

 
 
 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์