Divergent- สังคมอุดมคติของผู้ปกครอง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

“ฉันคิดว่าธรรมชาติของมนุษย์คือศัตรู” Jeanine Matthews  ผู้นำกลุ่มผู้ทรงปัญญา (Erudite)

ในรอบปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์ Blockbuster (ในแง่เจตนาไม่ใช่รายได้) ที่พูดถึงการต่อสู้กับระบบควบคุมทางสังคมหรือระบอบการปกครองมาฉายหลายเรื่องเช่น Elysium, Snowpiecer, และล่าสุดคือ Divergent แกนเรื่องของภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อระบบที่ดำรงอยู่/ชนชั้นปกครองพยายามกำกับควบคุมพลวัตของประชาชน

ความกลัวของชนชั้นปกครอง

Jeanine มองว่าธรรมชาติของมนุษย์คือศัตรูของระบบสังคมที่ดี ซึ่งระบบที่ดีมักเป็นระบบที่ชนชั้นปกครองเดิมกุมอำนาจ คำถามคืออะไรบ้างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์ใน Elysium ถูกแบ่งเป็น 2 ชนชั้น คือ มนุษย์บนโลกที่ต้องทำงานในโรงงาน อาศัยในแหล่งเสื่อมโทรม ไร้สวัสดิการกับมนุษย์บนสถานีลอยฟ้าที่เป็นมหาเศรษฐีมีทุกอย่างที่มนุษย์บนโลกต้องการแต่ไม่เคยเอื้อมถึง มนุษย์ใน Snowpiecer อาศัยอยู่ในรถไฟและถูกจัดเป็นส่วน ระหว่างมนุษย์หัวขบวนทำหน้าที่ควบคุมรถจักรและมนุษย์ท้ายขบวนทำหน้าที่เป็นแรงงานและอะไหล่ขับเคลื่อนจักรกล มนุษย์ใน Divergent ถูกแยกประเภทเป็น 5 กลุ่ม คือ ปัญญา กล้าหาญ เสียสละ สัตย์ซื่อ สันติ แต่ละกลุ่มแยกตาม “การเลือก” และ “ธรรมชาติ” ของเจ้าตัว เมื่อถูกแยกกลุ่มแล้วการย้ายกลุ่มเกือบเป็นไปไม่ได้ แต่ละกลุ่มมีความรับผิดชอบและหน้าที่กำหนดชัดเจน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกลุ่มจะถูกตัดทิ้งเป็นคนชายขอบ ผู้ที่มี “ธรรมชาติ” ขัดแย้งกับการแยกประเภทของผู้ปกครองจะถูกไล่ล่ากำจัด สังคมมีความสงบเรียบร้อยเมื่อ ชั้น, ส่วน, หรือกลุ่มต่าง ๆ อยู่ในที่ทางของตน อย่างไรก็ตามความสงบเรียบร้อยไม่เท่ากับการมีสันติสุขเพราะภายใต้ความสงบเรียบร้อยนี้มีคนกลุ่มใหญ่กำลังถูกกระทำความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา พวกเขาอยู่ในโรงงาน พวกเขาอยู่ท้ายขบวน พวกเขาถูกกันไปเป็นกลุ่มคนชายขอบ พวกเขาคือราคาและต้นทุนความสงบเรียบร้อยของสังคม

มนุษย์เหล่านี้อาจยอมอยู่ในระบบสังคมและระบอบการปกครองที่จำกัดขอบเขตและศักยภาพของพวกเขาไว้ในระยะเวลาหนึ่งแต่เมื่อถึงขีดจำกัดพวกเขาก็จะต่อสู้เพราะพวกเขาคิดได้และรู้ความต้องการของตนเอง เมื่อมนุษย์ถูกกดขี่บังคับต่อเนื่องยาวนานจนเกินทน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

มนุษย์จึงมีธรรมชาติในการแสวงหาเสรีภาพและความเป็นธรรมแม้จะตกอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ทั้งกล่อมเกลา บังคับและลงโทษเพื่อไม่ให้มนุษย์คิดสิ่งเหล่านี้

ในแง่นี้ Divergent สรุปสิ่งที่ชนชั้นปกครองหวาดกลัวและเห็นว่าเป็นภัยได้อย่างแหลมคมนั่นคือ กลัวการคิดด้วยตนเองได้อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

การคิดได้เองเป็นคุณสมบัติเด่นที่สุดของพวก Divergent จนเป็นเหตุให้ถูกตามล่าและกำจัด การคิดได้เอง มีวินิจฉัย ไม่รับคำสั่งโดยปราศจากเงื่อนไขนี่เองเป็นภัยอันร้ายแรงต่อชนชั้นปกครองเพราะมักจะนำไปสู่การตั้งคำถาม ปลายทางของคำถามมักเป็นความเสื่อมของอำนาจเก่า ในทางกลับกันความเก่งกาจเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ มิได้เป็นภัยคุกคามตราบใดที่ยังเชื่อฟัง อำนาจจึงนิยมความรู้เพราะทำให้เชื่องได้
ในแง่นี้ “ความรู้” จึงไม่เท่ากับและไม่ใช่ “ความคิด” และการคิดได้เองนั้นไม่จำเป็นต้องมี “ความรู้” เสมอไป

วิธีวิทยาของชนชั้นปกครอง 1-อ้างความรู้ ชวนให้เชื่อ ขู่ให้กลัว

วิธีที่ชนชั้นปกครองนิยมใช้กันคือ อ้างความรู้-ชวนให้เชื่อ-ขู่ให้กลัว

ชนชั้นปกครองในภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องอ้างการถือ “ความรู้”-ความรู้บนฐานเทคโนโลยี, ความรู้บนฐานการบริหารจัดการ, ความรู้บนฐานจริยธรรม สนับสนุนความชอบ “ทำ” ของตนเองในการระบุว่าสังคมจะเจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปได้อย่างไร อะไรดีอะไรชั่ว ใครควรอยู่ตำแหน่งใดและต้องทำอะไร นอกจากการอ้าง “ความรู้” แล้วพวกเขายังต้องใช้การโฆษณาชวนเชื่อกล่อมพลเมืองให้รับความเชื่อของชนชั้นนำเป็นความสมเหตุสมผลที่พลเมืองควรรับไปปฏิบัติ กระนั้นหากมีคนกล้าคิดไม่เชื่อฟัง พวกเขาก็จะต้องกำราบด้วยความกลัว ด้วยการสร้างความกลัวผู้ปกครอง กลัวความวุ่นวาย กลัวศัตรูภายนอก ก่อนจะถึงมาตรการสุดท้ายในการสร้างสังคมที่สงบเรียบร้อยของผู้ปกครองคือการใช้ความรุนแรง-การกดดันทางสังคม เศรษฐกิจ กฎหมายและกำลัง

ดังนั้น กำเนิดของ “รั้ว” ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันศัตรูจากภายนอกเสมอไป แต่มีไว้เพื่อกั้น-ล้อมกรอบความคิดพลเมืองให้อยู่ในขอบเขตรัฐและบ่อยครั้งที่ “รั้วของชาติ” มีไว้เพื่อปราบปรามคนในชาติ

วิธีวิทยาของชนชั้นปกครอง 2-จัดประเภท รับไว้และคัดออก

ชนชั้นปกครองมักทำเหมือน ๆ กันในทุกที่คือการจัดแบ่งประชาชน แยกประเภท รับ-ใช้-บริการบางส่วน คัดออก-สละทิ้งบางส่วน ประชาชนใน Elysium ส่วนหนึ่งถูกส่งไปโรงงานผลิตหุ่นยนต์ที่จะมาบังคับควบคุมและปราบปรามพวกเขาเองในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งอยู่สุขสบายบนสถานีอวกาศ ประชาชนท้ายขบวนใน Snowpiecer ถูกเก็บไว้เพื่อเป็นอะไหล่สำหรับจักรกลขับเคลื่อนขบวนรถในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งอยู่หัวขบวนใช้ชีวิตเพื่อบริโภค-บันเทิง-บริหาร ประชาชนใน Divergent เสมือนว่าจะได้รับเสรีภาพในการเลือก แต่การเลือกตั้งเป็นการเลือกอย่างจำกัด และมีการคัดทิ้งประชาชนที่เลือกไม่ตรงกับความต้องการของผู้ปกครองกับประชาชนที่ไม่ผ่านมาตรฐานกลุ่ม

ดูราวกับว่าพลเมืองของรัฐเหล่านี้ถูกจัด แบ่ง แยกประเภทตามความสามารถ ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานะทางสังคม ธรรมชาติ ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อำนาจ” ต่างหากที่จัดวางพวกเขาไว้ในที่ทางที่แตกต่างกัน ความสามารถ ฐานะ สถานะ ธรรมชาติ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “อำนาจ” สร้างและกำหนดขึ้นในภายหลังเพื่อกำกับความลื่นไหลและพลวัตของประชาชน เพราะในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ในโรงงานก็ขึ้นไปบนฟ้าได้ มนุษย์ท้ายขบวนก็ขับรถไฟได้ ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ต่างก็มี “ธรรมชาติ-ธาตุ” ในตัวมากกว่าหนึ่งชนิดและสามารถจะเป็นอะไรได้หลากหลายหากมีอิสรภาพและเสรีภาพ

ชนชั้นและสังคมอุดมคติ

ด้วยเหตุที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่าหนึ่ง การถูกจัดประเภทให้เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างหากคือสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ หากพิจารณาการถูกจัดประเภทของมนุษย์ด้วยมุมมองทางเศรษฐกิจ ด้วยฐานคิดที่เชื่อในพลังของสภาพแวดล้อมที่รายรอบมนุษย์อันเป็นโครงสร้างหลักในการกำหนดสิ่งที่มนุษย์เป็น มนุษย์ในภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องถูกแบ่งเป็นชั้นหรือส่วนด้วยเงื่อนไขแตกต่างกัน 3 รูปแบบ นั่นคือ ชนชั้นของมนุษย์ใน Elysium เกิดจากตำแหน่งของพวกเขาในวิถีการผลิต ไม่มีโอกาสเลื่อนชั้น เว้นเสียแต่ปฏิวัติ ชนชั้นของมนุษย์ใน Snowpiecer เกิดจากตำแหน่งของพวกเขาในระบบตลาด สามารถเลื่อนชั้นได้ด้วยการต่อสู้แข่งขันเพื่อไปสู่หัวขบวน ชนชั้นของมนุษย์ใน Divergent เกิดจากคุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีมาโดยกำเนิด-หรือได้มาในภายหลัง ผู้ที่เกิดมาในตระกูลเกษตร-ทำนาทำไร่ เกิดในตระกูลผู้ปกครอง-ปกครอง ฯลฯ

สังคมในอุดมคติของ Elysium คือ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากการผลิตอุตสาหกรรมจะทำให้เกิดประโยชน์ส่วนเกินที่มากเสียจนกระทั่งล้น-กระฉอกไปสู่ชนชั้นลำดับรองลงไป สังคมในอุดมคติของ Snowpiecer คือ การแข่งขันอย่างเสรีภายใต้การควบคุมและกำกับของ “พระเจ้า” ผู้อยู่หัวขบวนจะทำให้ได้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เหมาะสมที่จะอยู่รอดต่อไปและสร้างความเจริญให้แก่สังคม ตราบเท่าที่ไม่คิดล้ม “พระเจ้า” การประหัตประหารกันเพื่อความเจริญก็เป็นสิ่งที่รับได้ ในขณะที่สังคมในอุดมคติของ Divergent คือ การที่พลเมืองทำตามหน้าที่ของตน ตามสถานะที่ถูกกำหนดไว้ ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ตั้งคำถาม ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยและความเจริญ

Dystopian-Utopia

อะไรคือสิ่งที่หายไปในสังคมอุดมคติดังข้างต้น? สังคมแบบ Elysium และ Snowpiecer คือสังคมที่ปราศจากชุมชน สังคมใน Elysium ขาดชุมชนข้ามชนชั้น มองเห็นและปฏิบัติต่อคนไม่เท่ากัน ผู้ที่พัฒนาไปก่อนมองผู้ที่มาตามหลังว่าเป็นภาระการดูแลทุกข์สุขของคนเหล่านี้คือความสิ้นเปลืองที่ไม่คุ้มค่า มนุษย์ในสังคมนี้เกิด มีชีวิตอยู่และตายเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคมใน Snowpiecer ขาดสายสัมพันธ์ระหว่างคนร่วมชุมชน ชุมชนถูกบดแตกเป็นมนุษย์ปัจเจกชน คนรอบข้างคือคู่แข่งที่ต้องเอาชนะมิใช่มิตรร่วมโลกที่ต้องเอื้ออาทรกันและกัน มนุษย์ในสังคมนี้เกิด มีชีวิตอยู่และตายเพื่อจรรโลงกลไก-(ตลาด) สังคมแบบ Divergent ปราศจากความหลากหลาย กักขังจิตวิญญาณของมนุษย์ ลดทอนคนเป็นมนุษย์มิติเดียว สังคมเช่นนี้ทำให้มนุษย์เกิด มีชีวิตและตายเพื่อรัฐ-ผู้ปกครอง

โลกแห่งความเป็นจริงกับสังคมอุดมคติของผู้ปกครอง

สังคมอุดมคติเหล่านี้จึงมิใช่อะไรอื่นนอกจากสังคมพร่องความเป็นจริง แม้ว่าความจริงจะเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความตายมักมาเยือนผู้พูด “ความจริง” ผู้ที่คิดเองได้ คิดต่าง ไม่ยอมอยู่ในที่ทางที่ผู้ปกครองจัดไว้ให้จึงกลายเป็น “ผู้ไม่หวังดีต่อชาติ” และเป็นภัยต่อสังคมที่สมควรถูกกำจัด

กาลเทศะของการปกครอง

สังคมโลกผ่านยุคมืด ยุคเรืองปัญญา เข้าสู่ยุคสมัยใหม่และ (ว่ากันว่า) ยุคหลังสมัยใหม่ แม้ว่าอันที่จริงนั้นความใหม่และความเก่าอาจจะปะปนทับซ้อนอยู่ ณ กาลเวลาและสถานที่ปัจจุบันได้ แต่สิ่งที่เป็นความเก่าอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่ผ่านกาลเวลาโดยรักษาความเก่าของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นน่าจะเป็นวิธีคิดเรื่องการสร้างสังคมของมนุษย์นี่เอง วิธีคิดแบบองค์รวม กลไก องคาพยพ เฝ้าฝันหาราชาปราชญ์ ระบบที่ดีเลิศเพียงหนึ่งเดียวที่จะนำพาสังคมมนุษย์ไปสู่สังคมอุดมคติ ทั้งหมดนี้ถูกคิดขึ้นมากว่าสองพันปีแต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันสมัยอย่างสม่ำเสมอ

ในเมื่อสังคมในอุดมคติของผู้ปกครองเป็นสังคมของคนที่พร่องความเป็นมนุษย์ สังคมเช่นนั้นย่อมบรรลุได้เมื่อมวลมหาประชาชนวิกลจริตพอที่จะยอมรับและร่วมสร้าง หากประชาชนมีสติกว่าชนชั้นปกครอง สังคมเช่นนั้นย่อมได้มาด้วยกำลังบังคับ และหนทางเบื้องหน้าของสังคมเช่นนี้คือโศกนาฏกรรมที่ไม่จำเป็นต้องเกิด

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์