รัฐประหาร 2549 ไม่เสียของ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 นี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำไทยที่เข้าใจกันว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 นั้น เป็นรัฐประหาร”เสียของ” เพราะไม่ประสบความสำเร็จในการกวาดล้าง”ระบอบทักษิณ” และคาดหมายว่า รัฐประหารครั้งใหม่นี้จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าในการบดขยี้”ระบอบทักษิณ” ในโอกาสที่วันที่ 19 กันยายน นี้จะเป็นวันครบรอบของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 น่าจะลองกลับมาพิจารณาว่า การรัฐประหารครั้งนั้นเสียของจริงหรือไม่

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมเมื่อ พ.ศ.2535 มีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีประชาธิปไตยเสมอมา และมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นใน พ.ศ.2540 อันนำมาซึ่งการมีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงชุดแรกในประวัติศาสตร์ ภายใต้วิถีทางเช่นนี้ ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยไทยจะมั่นคงและเป็นแบบอย่างเช่นนานาประเทศ การเมืองแบบรัฐประหารควรที่จะหมดสิ้นไป

ในระบบเช่นนั้น พรรคไทยรักไทยที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.2544 และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ท่วมท้นกว่าเดิมใน พ.ศ.2548 แต่กลุ่มชนชั้นนำและชนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่พอใจวิธีการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในที่สุดก็มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ รัฐบาลไทยรักไทยพยายามแก้สถานการณ์โดยเตรียมการจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเดือนตุลาคม แต่กองทัพบก นำโดย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ก่อการยึดอำนาจเสียก่อนในเดือนกันยายนปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ฝ่ายที่ยึดอำนาจได้ตั้งตนเองเป็นคณะ คมช.ซึ่งมีชื่อเต็มอันยาวเหยียดว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จากนั้นก็ได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ล้มเลิกประชาธิปไตย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการเป็นการชั่วคราว และตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นบริหารประหารประเทศ นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่คงจะต้องอธิบายว่า การรัฐประหารนั้นแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไทยนั้นสิ้นปัญญาที่จะเอาชัยชนะพรรคไทยรักไทยโดยผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และไม่รู้จักอดทนรอยคอยกระบวนการ ต้องการใช้วิธีการแบบฉับพลันในการล้มรัฐบาล จึงยอมรับวิธีการเช่นนี้

ยิ่งกว่านั้น การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็เป็นการกระทำที่สวนทางประวัติศาสตร์โลกอยู่แล้ว เพราะในขณะนั้น ก็แทบจะไม่มีประเทศใดในโลกแก้ปัญหาการเมืองด้วยการยึดอำนาจ การรัฐประหารในประเทศไทยจึงถูกปฏิเสธโดยทันทีจากโลกนานาชาติ ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จะถูกอธิบายว่าเป็น”รัฐบาลคนดี” แต่ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างหมางเมินจากผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสียภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก

แต่กระบวนการทางการเมืองในประเทศยังดำเนินต่อไป ที่จะจัดการกับกลุ่มการเมืองที่ฝ่ายชนชั้นนำเห็นว่า เป็นเสี้ยนหนามของฝ่ายตน จึงได้ใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญดำเนินการยุบพรรคไทยรักไทยในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 แล้วลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอีก 111 คน เป็นเวลา 5 ปี โดยเป้าหมายในการดำเนินการ ก็เพื่อปิดฉากพรรคไทยรักไทยและทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับอดีตกรรมการพรรคไม่สามารถกลับมามีบทบาทได้ แล้วจึงดำเนินให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะเปิดโอกาสแก่พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์มีมีบุคคลากรพร้อมกว่าสามารถที่จะเอาชนะในการเลือกตั้งได้

และเพื่อสร้างหลักประกันในการป้องกันการฟื้นอำนาจของ”ฝ่ายทักษิณ” ชนชั้นนำไทยยังได้ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2550 ซึ่งมีมาตรการจำนวนมากในการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะการเปิดทางให้กับอำนาจตุลาการที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นตัวควบคุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้มีวุฒิสภาจากการสรรหาโดยฝ่ายตุลาการ และยังให้ตุลาการเป็นฝ่ายสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อควบคุมทิศทางการการเมืองให้เป็นตามกำหนดของชนชั้นนำ ลดอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการของฝ่ายรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้หน่วยงานสำคัญ เช่น กองทัพ ตำรวจ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีกรรมการจัดตั้งฝ่ายบริหารของตนเอง ที่รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้

เมื่อผ่านการดำเนินการทั้งหมดนี้แล้วก็เปิดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2550 แต่กลับกลายเป็นว่า พรรคพลังประชาชน ที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดย”ฝ่ายทักษิณ” ก็ชนะการเลือกตั้งกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้อีก และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนต้องใช้อำนาจตุลาการยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่นอีกครั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 แล้วตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการพรรคอีก 110 คน เพื่อเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์มาจัดตั้งรัฐบาล แต่พอมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 พรรคเพื่อไทยที่ตั้งมาจากพรรคพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งอีก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณกลับได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาก็คือ การที่พรรคการเมือง”ฝ่ายทักษิณ”ชนะเลือกตั้งได้อีก 2 ครั้งนั้น เป็นเพราะความล้มเหลวของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 จริงหรือ ต้องตอบว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็ได้พยายามทำทุกอย่างในเงื่อนไขที่เป็นไปได้แล้ว ที่จะจัดการกับ”ระบอบทักษิณ” โดยสร้างระบบการเมืองที่หน้าตาพิกลพิการ ให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการอย่างมหาศาลโดยไร้การตรวจสอบ แต่ควบคุมการดำเนินการของรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่างไร้เหตุผล ในกรณีที่รัฐบาลนั้นมาจากพรรคที่ไม่สอดคล้องกับฝ่ายชนชั้นนำ จึงได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเสมอมา แต่ฝ่ายชนชั้นนำก็ได้ใช้ศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวขวางทางไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญบรรลุผล

ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศอย่างยากลำบาก นโยบายและการดำเนินการหลายอย่างต่างถูกขัดขวางจากองค์กรอิสระจนไม่อาจดำเนินการได้ และที่สำคัญก็คือชนชั้นนำได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน กปปส.มาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ถูกคณะกรรมการเลือกตั้งขัดขวางดำเนินการให้การเลือกตั้งไม่บรรลุผล เปิดทางให้องค์กรอิสระถอดถอนนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้น ชนชั้นนำก็ยังไม่พอใจ ต้องสนับสนุนให้กองทัพบกทำการรัฐประหารครั้งที่สอง รื้อฟื้นระบบเผด็จการทหารดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ความผิดพลาดทั้งหมดนี้ มีเงื่อนไขประการเดียวเท่านั้น คือ ชนชั้นนำไทยประเมินประชาชนไทยผิด คิดว่าประชาชนไทยส่วนข้างมากยังว่าง่ายตามใจชนชั้นนำเช่นในอดีต สามารถอ้างเอาเรื่องคุณงามความดีมาเปลี่ยนใจประชาชน แต่เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจประชาชน ก็ใช้วิธีการนอกกติกาเช่นบังคับด้วยอำนาจตุลาการ หรือในที่สุดก็บังคับด้วยอำนาจกองทัพ

เมื่อใช้วิธีการเช่นนี้ ก็มีอยู่ทางเดียวที่จะทำได้ คือต้องออกแบบระบบการเมืองที่พิกลพิการกว่าเดิม ขึ้นกับคะแนนเสียงของประชาชนน้อยกว่าเดิม หรือไม่ก็ใช้อำนาจเผด็จการบังคับประชาชนให้ยาวนานที่สุด ถ่วงเวลาการเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะกลัวว่ามีการเลือกตั้งครั้งใด ประชาชนก็จะยิ่งเลือก”ฝ่ายทักษิณ”ถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม

สรุปได้ว่าการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหารเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องอึดอัดสำหรับฝ่ายประชาชน แต่ดูเหมือนว่า ชะตากรรมของฝ่ายชนชั้นนำไทยจะน่าสงสารกว่า เพราะจนตรอกในวิธีการ ยิ่งฝืนกระแสประชาชนและฝืนกระแสโลก จะทำรัฐประหารอีกกี่ครั้งก็”เสียของ”

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 479 วันที่ 13 กันยายน 2557
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์