รสนา จี้ สนช.-สปท. เว้นวรรคตัวเอง แลกกับคำถามพ่วงประชามติ

9 เม.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจตัวเอง เรียกร้องให้สภานิติบัญญํติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เว้นวรรคตัวเอง แลกกับคำถามในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดย รสนา ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ตั้งฉายากันเองว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง จึงต้องให้ความสำคัญกับหลักการเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่บัญญัติไปตามประเพณีการเขียนรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่บัญญัติให้ ส.ส. ส.ว. ปฏิติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและความผาสุกของประชาชนโดยรวมและ "โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์" ดังที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยในมาตรา114 และในมาตรา 267วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า " เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคสอง" หากคำถามพ่วงของสปท.และสนช.ผ่านประชามติ ก็ต้องนำไปแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมถือได้ว่าท่านสมาชิกทั้งสองสภาได้ทำหน้าที่ดุจเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และได้แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจของสว. ที่ไม่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเดิม ท่านสมาชิกทั้งสองสภาย่อมเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่อาจถูกครหาได้ว่าจงใจชงคำถามนี้ให้เข้าตากรรมการคสช.เพื่อแลกกับการที่จะได้รับเลือกเข้ามาเป็นสว.อีกตามบทเฉพาะกาลหรือไม่?

"เพื่อป้องกันคำครหาดังกล่าว และเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้แสดงเจตนาว่าต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงและขจัดการมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง ดิฉันขอเสนอว่าหากทั้งสองสภาตกลงใจจะให้มีคำถามพ่วงนี้ขึ้นมา ก็ขอให้เพิ่มเงื่อนไขว่า หากคำถามดังกล่าวผ่านประชามติ และต้องนำไปปรับแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ทั้งสปท.และสนช.จะต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปีเช่นเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยขอเสนอให้เพิ่มเติมในมาตรา267ของร่างรัฐธรรมนูญดังนี้ "เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งของแต่ละสภา" รสนา ระบุ

รสนา ระบุต่อว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่เคยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ 2550 และเป็นผู้หนึ่งที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เพิกถอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้น ที่มีการแก้ไขประการหนึ่งเพื่อให้ ส.ว. เลือกตั้งไม่ต้องเว้นวรรคหลังดำรงตำแหน่งครบ 6 ปี และให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้เลย แม้จะมี ส.ว. เลือกตั้งหลายคนมองว่าการแก้ไขเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของตน เพราะการลงรับสมัครเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับเลือก แต่ในการอภิปรายในครั้งนั้น ทั้งสว.สรรหา และสว.เลือกตั้งอย่างดิฉัน เห็นว่าการแก้ไขจากการ "ไม่มีสิทธิ" มาเป็น "การมีสิทธิ" และสว.เลือกตั้งเป็นผู้ได้รับสิทธินั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยหลักการแห่งการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของส่วนตนและส่วนรวม เราจึงร่วมกันคัดค้านจนศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

"กรณีคำถามพ่วงประชามติก็เป็นการเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสปท.และสนช. การมีเงื่อนไขให้สภาผู้เสนอคำถามพ่วงประชามติต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นทางออกให้ทั้งสองสภาไม่ตกอยู่ภายใต้คำครหาเดียวกับบรรดานักการเมืองที่ถูกตำหนิมาแล้วว่าเป็นพวกนิยม "ชงเอง กินเอง" หรือ "ผลัดกันเกาหลังให้กันและกัน" รสนา ระบุ

รสนา ระบุท้องท้ายด้วยว่า ในยุครัฐธรรมนูญปราบโกงจึงต้องเข้มงวดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจังไม่ใช่แค่สร้างเป็นวาทะกรรมลอยๆ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้ทำเป็นแบบอย่างแล้ว โดยการให้สัมภาษณ์สำนักข่าววอยส์ออฟอเมริกาภาคภาษาไทยเมื่อวันที่31 มีนาคม 2559 ว่า "การเลือกตั้งจะมีขึ้นกลางปี2560 ซึ่งจะไม่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตัวแทนหรือนอมินีมาลงเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจแน่นอน"  ตนเชื่อโดยสุจริตใจว่า สปท.และ สนช.ยินดีพิจารณาข้อเสนอของตนและพร้อมที่จะเดินตามแบบอย่างที่ดีของท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยการยืนตรงและเดินตรงไปตรงมาอย่างสง่างามโดยปราศจากความขัดกันแห่งผลประโยชน์ใดๆ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์