ประยุทธ์ ชี้ 80 กว่าปี ประชาธิปไตย ลุ่มๆ ดอนๆ เหตุจิตใจคนไทยบกพร่องขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ 80 กว่าปี ประชาธิปไตยของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร จึงลุ่มๆ ดอนๆ เหตุ จิตใจของคนไทยมีความบกพร่องหรือขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม ขอบคุณประชาชนช่วยตอบ 'คำถาม 4 ข้อ' เพื่อการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า เหตุที่ 80 กว่าปี ประชาธิปไตยของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร จึงลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น ตนเห็นว่าบ้านเมืองของเรานั้น ประสบกับภาวะบกพร่องทางจิตวิญญาณ

"เหตุที่ 80 กว่าปี ประชาธิปไตยของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร จึงลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น ผมเห็นว่าบ้านเมืองของเรานั้น ประสบกับภาวะบกพร่องทางจิตวิญญาณ หมายถึง จิตใจของคนไทยมีความบกพร่องหรือขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม เป็นเหตุให้สังคมมีปัญหา ผมไม่ได้โทษประชาชน เพียงแต่ว่าเราต้องเตือนกัน ต้องเข้าใจกัน จิตใจก็ต้องดูใจผมเหมือนกัน เปลี่ยนแปลง ควบคุมตัวเองให้ได้ ทุกคนก็ต้องมาช่วยผมตรงนี้ ประเทศจะได้ไม่ไปประสบวิกฤตการทางการเมืองอีก อีกคำหนึ่งที่ผมนึกถึงคือคำว่า ธรรมาธิปไตย ที่สังคมไม่ค่อยพูดถึงกันนัก แต่กลับมีความสำคัญ กล่าวคือ การถือธรรมะเป็นใหญ่ เป็นการยึดถือหลักการ หลักเหตุผล หลักความเป็นจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมในการบริหารจัดการกับสิ่งต่างๆ  ถ้าเรามี ประชาธิปไตย แต่ปราศจาก ธรรมาธิปไตย ความสงบสุขในสังคมก็จะไม่มีความยั่งยืน และที่สำคัญคือ จุดเริ่มต้น ของการปรองดอง ก็คือ การทำให้สังคมมีธรรมาธิปไตย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

หัวหน้า คสช. กล่าวด้วยว่า วันนี้ รัฐบาลและ คสช. พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแก้ไขปัญหาของสังคมนานัปการ ที่กองสุมกันอยู่ทุกมิติ หากสังคมไม่ยอมช่วยกันแก้ปัญหา ต้องการการปฏิรูป แต่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไปในที่ถูก ที่ควร ตามครรลองของกฎหมายและยังไม่เคารพกฎหมาย แล้วผลักภาระ หรือรอคอยให้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล คสช. มาตามแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว ผิดหลักการ ขาดความรับผิดชอบร่วมกัน รอให้คนมาปัดกวาด ไม่ทันใจก็ต่อว่า ขับไล่ แบบนี้เราจะแก้ปัญหาของเราอย่างยั่งยืน ได้อย่างไร ตนอยากให้ทุกคนได้คิด มีสติ และทบทวน ว่าเราน่าจะใช้หลักธรรม หลักศาสนา และหลักการต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น มาช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองได้ด้วย

"เราจะต้องร่วมมือกันพัฒนาบนพื้นฐานความแตกต่าง บนหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน  มากกว่าการยอมให้ใครมาจุดชนวนขยายความขัดแย้งในกลุ่มคน กลุ่มประชาชน ด้วยวาทะกรรม ที่ไม่สร้างสรรค์อีกต่อไป สิ่งที่เคยทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ไม่ปลอดภัย มีผู้คนบาดเจ็บ สูญเสีย และงบประมาณก็สูญเปล่า ไร้ผลสัมฤทธิ์ ปัจจุบันสถานการณ์วันนี้ สงบเรียบร้อย จนหลายคนลืมภาพเหล่านั้นไปแล้ว ก็กลับมีคนพยายามจะปลุกระดม ให้เกิดความเคลื่อนไหว ขัดแย้ง หรือต่อสู้กันอีก ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรม ก็ได้ตัดสินกันไปแล้ว  ลองคิดดูนะครับ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
หัวหน้า คสช. ยังกล่าวถึงกรณีการแสดงความคิดเห็นต่อ “คำถาม 4 ข้อ” ของตนเองด้วยวา เป็นประโยชน์มากกับรัฐบาลและ คสช. ประชาชนด้วยเพื่อการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตนยินดีและดีใจ ที่ประชาชนส่วนหนึ่งมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความขัดแย้ง ความคิดเห็นดีๆ เช่นนี้ ทำให้ตนมองเห็นว่า เราน่าจะปฏิรูปประเทศได้ ด้วยมือของพวกเราทุกคน ซึ่งขณะนี้ มีผู้มาตอบคำถามประมาณ 5 แสนคน อยากให้ส่งกันมาอีก เพราะถือเป็นกระบวนการประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่ง ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเราจะต้องเตรียมพร้อมประชาชน ที่จะเข้ามาเลือกตั้ง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ก่อนตัดสินใจเพียงไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง โดยคำตอบของประชาชน จนถึงปัจจุบัน สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ (1) สนับสนุนการได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่ทุจริต (2) อยากได้นักการเมืองที่ดีและใหม่ๆ หรือ นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ เข้ามาในระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองนักการเมืองทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน
 
(3) การเข้ามาสู่การเลือกตั้ง ควรตรวจสอบให้เข้มข้น ให้ได้นักการเมืองที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน (4) หากนักการเมืองผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะเข้ามา  ขอให้องค์กรอิสระ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตรวจสอบอย่างรัดกุมก่อนการเลือกตั้ง (5) ควรมีกฎหมายที่ทำให้คดีไม่หมดอายุความ  หลบหนีคดี ทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำ หรืออื่นๆ  ทุกคนจะต้องมีกฎหมายมาดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดแบบเดิมๆ ต่อไป (6) ไม่มั่นใจว่าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกันถ้าเราช่วยกันก็มั่นใจได้ การเลือกตั้งใครเข้ามา ควรเลือกจากผู้เสียสละที่ทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่เลือกผู้คุ้นเคย  ผู้ที่เคยเลือกกันมา ผู้ช่วยเหลือประชาชนเฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม ก็อาจจะทำให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย เหมือนก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม  2557 (7) หากบ้านเมืองไม่สงบ ขัดแย้ง ก็ต้องใช้การเลือกตั้งต่อๆไปจนกว่าจะได้รัฐบาลที่ดี มีธรรมาภิบาล เสียงบประมาณก็คงต้องยอม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเห็นประชาชน และ (8) ให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง วันนี้เราก็ทำอยู่แล้ว