อัยการยังไม่ส่งฟ้องคดีชูป้าย ‘เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร’

อัยการศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มีคำสั่งฟ้อง หลังครบกำหนดผัดฟ้อง คดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2558 กรณีชูป้ายเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร ในงานประชุมวิชาการไทยศึกษาครั้งที่ 13 ระหว่างนี้นัดหมายให้ 5 ผู้ต้องหามารายงานตัวเดือนละครั้ง

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ ทาง 5 ผู้ต้องหาในคดีไทยศึกษาได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่ออัยการศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ตามการนัดหมายเพื่อผัดฟ้องเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นผัดสุดท้ายตามกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงฯ โดยอัยการยังอยู่ระหว่างการทำสำนวน และเปิดโอกาสให้คู่ความได้นำพยานมาให้การเพิ่มเติม จึงยังไม่มีคำสั่งฟ้องคดี และยังต้องส่งสำนวนให้อธิบดีอัยการภาค 5 มีความเห็นทางคดีต่อไปด้วย จึงนัดให้ผู้ต้องหามารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 24 ต.ค.60

ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้แก่ ชัยยันต์ วรรธนะภูติ, ภัควดี วีระภาสพงษ์, นลธวัช มะชัย, ชัยพงษ์ สำเนียง และธีรมล บัวงาม ถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากกรณีการติดแผ่นป้ายมีข้อความว่า “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่ฝาผนังห้องประชุมศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาเมื่อวันที่ 18 ก.ค.60

ในวันนี้ ผู้ต้องหาทั้งห้าคนได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่ออัยการแขวงตามนัด พร้อมกับเซ็นรับทราบนัดรายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 24 ตุลาคม 2560 เวลา 13.30 น. โดยมีผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และนักศึกษาเดินทางมาติดตามการเข้ารายงานตัวในวันนี้ราว 20 คน รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าติดตามถ่ายรูปในระหว่างการเข้ารายงานตัวด้วย

มนตรี นามขาน พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ เปิดเผยหลังผู้ต้องหาเข้ารับทราบนัดแล้ว ว่าภายหลังจากอัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบพยานนักวิชาการเพิ่มเติมตามคำร้องของผู้ต้องหา จำนวน 5 ท่าน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ขณะนี้ทางตำรวจสอบไปได้แล้วจำนวน 2 ท่าน และได้ครบระยะผัดฟ้อง 30 วัน ตามกฎหมายของศาลแขวงแล้ว ทำให้จากนี้การฟ้องคดีต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีอัยการภาค 5 และเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ ได้รับความสนใจจากประชาชน ทำให้ทางอัยการแขวงต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชา คืออธิบดีอัยการภาค 5 ตามระเบียบ ซึ่งจะใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ก็จะมีการนัดผู้ต้องหามารายงานตัวประมาณเดือนละ 1 ครั้ง โดยการพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่ ขึ้นกับข้อเท็จจริงในคดี และคำสั่งสุดท้ายของทางอธิบดีอัยการภาค 5

มนตรียังเปิดเผยว่าในระหว่างนี้ฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ต้องหายังสามารถนำพยานหรือเอกสารต่างๆ มายื่นเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาในสำนวนคดีได้ โดยได้พูดคุยกับทางฝ่ายผู้กล่าวหา คือเจ้าหน้าที่ทหาร ก็มีการระบุว่าอาจจะมีการนำพยานที่เป็นนักวิชาการมาให้การเพิ่มเติมเทียบเคียงกันกับฝ่ายผู้ต้องหาด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางผู้กล่าวหายังไม่มีการยื่นขอให้สอบพยานเพิ่มเติมเข้ามาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตามมาตรา 7 และมาตรา 9 ของพ.ร.บ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวงฯ กำหนดให้อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง แต่อาจผัดฟ้องได้ 5 ครั้ง ครั้งละ 6 วัน รวมเป็น 30 วัน หากพ้นกำหนด 30 วันแล้ว ห้ามมิให้อัยการฟ้องคดี ยกเว้นได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดหรืออธิบดีอัยการหรืออธิบดีภาค

คดีนี้มี ร.ท.เอกภณ แก้วศิริ อัยการผู้ช่วยศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ได้รับมอบอำนาจจาก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์

ก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาทั้งห้าคนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ขอให้พนักงานสอบสอนได้สอบพยานนักวิชาการในสาขาต่างๆ เพิ่มเติมจำนวน 5 คน เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของผู้ต้องหา ภายหลังพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการศาลแขวงเชียงใหม่โดยยังไม่ได้สอบพยานเพิ่มเติม ทางฝ่ายผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ทำให้ทางอัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมได้ พนักงานสอบสวนจึงได้ทยอยเริ่มสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมแล้ว