'ศูนย์วิจัยอสังหาฯ' เปิดนโยบายอสังหาฯ ทั่วโลกรับมือโควิด แนะรีบเปิดทำงานด่วน

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยเปิดนโยบายอสังหาฯทั่วโลกรับมือโควิด-19 ระบุต้องให้หยุดการชำระหนี้ เงินต้น ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง พร้อมเสนอไทยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หยุดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมอสังหฯ ตั้งกองทุนซื้อบ้านสำหรับเจ้าของที่ไม่สามารถที่จะผ่อนต่อ

15 เม.ย. 2563 วันนี้ โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส  (www.area.co.th) นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI) ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ โดยยกสถิติเกี่ยวกับสาเหตุแห่งความตายบนโลกนี้นับถึงวันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นดังนี้:

            12,294,674 ราย ตายเพราะการทำแท้ง
            2,807,806 ราย ตายเพราะความอดอยาก
            2,375,413 ราย ตายเพราะมะเร็ง
            1,445,864 ราย ตายเพราะการสูบบุหรี่
            723,388 ราย ตายเพราะดื่มสุรา
            486,212 ราย ตายเพราะโรคเอดส์
            390,429 ราย ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
            310,154 ราย ตายเพราะฆ่าตัวตาย
            283,699 ราย ตายเพราะไข้มาเลเรีย
            211,416 ราย ตายเพราะดื่มน้ำไม่สะอาด
            140,675 ราย ตายเพราะไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
            126,776 ราย ตายเพราะโควิด-19 

โดยโสภณระบุว่า สำหรับประเทศไทย ติดเชื้อ 2,643 ราย เสียชีวิต 43 รายมีอัตราการตาย 0.6 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ในขณะที่ทั่วโลกเสียชีวิต 2,000,734 คน เสียชีวิตแล้ว 126,776 ราย มีอัตราการเสียชีวิต 16.3 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน  แสดงว่าสถานการณ์ของไทยดีกว่าชาติอื่นมาก

ทั้งนี้นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI) ประจำประเทศไทย ได้สอบถามไปยังนายกสมาคม FIABCI ของแต่ละประเทศ และได้รวบรวมข้อมูลไว้ ดังนี้

1. อสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและรุนแรงที่สุดก็คงเป็นโรงแรม รีสอร์ตต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันคงไม่มีผู้เข้าพักโดยเฉพาะโรงแรมประเภทการท่องเที่ยว (Resort Hotel) แม้แต่โรงแรมธุรกิจในใจกลางเมือง (Business Hotel) หรือโรงแรมเพื่อการจัดสัมมนา (Convention Hotel) ก็ต่างได้รับผลกระทบเป็นอันมาก  ทำให้หลายแห่งอาจจำเป็นต้องปิดและขายกิจการ

2. อาคารสำนักงานก็คงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจำนวนผู้เช่าที่ลดน้อยถอยลงไปจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว  แต่ในภาวะปัจจุบัน ยิ่งทำให้เกิดการทำงานที่บ้านมากขึ้น  ยิ่งอาคารใดที่พบมีผู้ติดเชื้อ ก็อาจต้องหยุดให้เช่าไประยะหนึ่งเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตามเจ้าของอาคารก็ยังคงจะ “แข็งแรง” กว่าผู้เช่าหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นในวงการอสังหาริมทรัพย์

3. กรณีที่อยู่อาศัย อารมณ์การซื้อขายเช่าที่อยู่อาศัยก็คงลดน้อยหรือหายไประยะหนึ่ง  เพราะหลายคนก็ตกงานกันไป นายหน้าที่มักเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำก็ย่อมได้รับผลกระทบ กระแสเงินสด (Cash-flow) ของโครงการต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ไหนยังต้องจ่ายดอกเบี้ยอีกต่างหาก จึงอาจต้องลดแลกแจกแถมกันอุตลุดในระยะนี้ เป็นต้น

ระดับโลก: นายวาลิด มูลซา (Walid Moussa) นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI) ซึ่งเป็นสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวในภาวะขณะนี้ ต้องให้หยุดการชำระหนี้ เงินต้น ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปีเพื่อที่จะหยุดภาระของผู้ขอกู้ทั้งหลาย

กัมพูชา: นายชะเร็ก ซกนิม (Chrek Soknim) นายกสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนายหน้าประเทศกัมพูชา กล่าวว่าสถาบันการเงินยังควรอำนวยสินเชื่อแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้โครงการขาดตอน และให้ผู้ซื้อบ้านสามารถมีบ้านได้ (Pre / Post Finance) สถาบันการเงินควรมีสินเชื่อพิเศษที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับในช่วงวิกฤตินี้  ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลก็ควรงดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้

มาเลเซีย: นายบุนพิง ลิ้ม (Lim Boon Ping) รองประธานสมาคม FIABCI มาเลเซีย และนายกสมาคมนายหน้ามาเลเซียกล่าวถึงมาตรการที่ได้เสนอทางราชการไปแล้ว ได้แก่ การงดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ การงดเก็บภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gain Tax) ยิ่งกว่านั้นยังเสนอให้งดเก็บค่าธรรมเนียมการการต่ออายุใบอนุญาตนายหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมในปีนี้อีกด้วย

เวียดนาม: นางไหม่ ลี (Mai Lee) นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ ณ กรุงฮานอย กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเวียดนามยังไม่มีมาตรการใดๆ ช่วยเหลือผู้ซื้อบ้าน นักลงทุน หรือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเวียดนาม และคาดว่าจะไม่มีมาตรการที่ชัดเจนใดๆ ทั้งนี้เพราะตลาดที่อยู่อาศัยในเวียดนามยังเป็นไปสำหรับผู้มีรายได้สูงและนักลงทุนเป็นหลัก  ที่อยู่อาศัยหน่วยหนึ่งๆ ในเวียดนามมีราคาเฉลี่ยประมาณ 6 ล้านบาท (แพงกว่าไทย) เพราะยังไม่ได้ลงสู่ตลาดล่าง  รัฐบาลจึงอาจยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ

อินเดีย: นายฟารุก มาห์มูด (Farook  Mahmood) นายกสมาคม FIABCI อินเดีย กล่าวว่ารัฐบาลอินเดียพึงงดภาษีทุกชนิดที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อ-ขาย หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย เป็นต้น  นายฟารุกยังเน้นให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลงมา รวมทั้งลดค่าบริการไฟฟ้าซึ่งเป็นภาระสำคัญประการหนึ่งโดยใช้เวลาประมาณ 12 เดือน

อินโดนีเซีย: นายเมโกะ (Meiko) กรรมการบริหารสมาคมนักพัฒนาที่ดินที่ใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวในอินโดนีเซีย (Real Estate Indonesia หรือ REI) กล่าวว่าประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับอินโดนีเซียก็คือการไม่เก็บภาษีรายได้แก่ประชาชนในช่วงเวลานี้ เพื่อพยุงรายได้ของพนักงานบริษัทต่างๆ เพื่อให้ยังมีรายได้เพียงพอกับการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย

ฮ่องกง: กรรมการบริหารสมาคมนายหน้าฮ่องกงกล่าวว่ารัฐบาลฮ่องกงซึ่งเป็นผู้ควบคุมนักวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เช่น นายหน้า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นักบริหารทรัพย์สินโดยลดค่าธรรมเนียมการต่ออายุของนักวิชาชีพลง แต่เหล่านักวิชาชีพยังต้องการให้ลดหย่อนลงไปให้มากกว่านี้ และรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายใดๆ แต่ใช่ว่ารัฐบาลฮ่องกงไม่ได้สนใจประชาชน เพราะได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนด้านการชดเชยรายได้ และการสาธารณสุขเป็นอย่างดีจนขณะนี้ระดับการระบาดของโควิด-19 ไม่มากเช่นแต่ก่อน

สำหรับในกรณีประเทศไทย ตนในฐานะนายกสมาคมผู้ซื้อบ้าน ยังได้ทำหนังสือถึงนายกฯ เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อบ้าน ดังนี้:

1. ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยให้อยู่ในกรอบที่ไม่เกิน 3% ของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก  (เช่น ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากคือ 1% ดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ควรเกิน 4%) ในประเทศไทยค่านายหน้าเป็นเงิน 3% ของมูลค่าบ้าน ดังนั้นสถาบันการเงินต่างๆ ที่รับฝากเงินจากประชาชน จึงควรมีกำไรในสัดส่วนไม่เกิน 3% เช่นกัน  ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลพึงเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินจากต่างประเทศมาเปิดให้บริการแข่งขันกับสถาบันการเงินไทยมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงอย่างแน่นอน

2. พักการชำระหนี้เงินต้น ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินในกรณีสินเชื่อบ้านและสินเชื่ออื่นๆ เป็นเวลา 6 เดือน หรือหากสถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้ ก็ให้พักชำระหนี้เป็นเวลา 1 ปี และเมื่อครบกำหนดค่อยกลับมาชำระหนี้ตามปกติโดยยืดเวลาการผ่อนชำระออกไป

3. หยุดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ในกรณีต่างๆ รวมทั้งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเวลา 1 ปี

4. จัดตั้งกองทุนซื้อบ้านสำหรับเจ้าของบ้านและห้องชุดที่ไม่สามารถที่จะผ่อนต่อหรือมีหนี้จำเป็นต้องขาย โดยกองทุนนี้รับซื้อในราคา 75% ของมูลค่าตลาดที่ผ่านการประเมินค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานวิชาชีพโดยเคร่งครัดก่อน ทั้งนี้ให้บริษัทประเมินซื้อประกันความรับผิดชอบทางวิชาชีพไว้ด้วย  กรณีนี้จะทำให้ผู้จำเป็นต้องขายบ้านเกิดสภาพคล่องทางธุรกิจ และในอนาคตอาจสามารถซื้อคืนในราคาต้นทุนบวกดอกเบี้ย หรืออาจทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อบ้านได้ในราคาถูก เป็นการช่วยให้ประชาชนสามารถมีที่อยู่อาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์