'พิธา' ย้ำจำเป็นต้องวางพระอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญเพื่อดำรงอยู่ใต้ รธน.กับประชาชนอย่างมั่นคง

‘พิธา’ ย้ำหลักการที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดหรือ King can do no wrong จำเป็นต้องจัดวางพระอำนาจและพระราชฐานะผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แนะหาฉันทามติใหม่ร่วมกันก่อนสายเกินการณ์ เสนอ ‘ประยุทธ์’ ลาออก เปิดประตูบานแรกเป็นทางออกประเทศ การยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศและระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรม จะยิ่งทำให้ประเทศถอยหลัง

27 ต.ค.2563 ทีมสื่อสารพรรคก้าวไกลรายงาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายญัตติทั่วไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยวิสามัญ ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกล่าวว่า ก่อนที่สถานการณ์บ้านเมืองจะตึงเครียดขนาดนี้ ได้เคยพยายามเตือนรัฐบาลหลายครั้งพร้อมเสนอทางออกเพื่อให้วิกฤติคลี่คลายลง แต่กลับเป็นรัฐบาลไม่ได้รับฟังข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กลายเป็นทำในสิ่งตรงข้ามเสมือนสุมฟืนเข้ากองไฟแทนในทุกครั้งที่มีโอกาส

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ภาพจากทีมสื่อสารพรรคก้าวไกล

“เมื่อเกือบสี่เดือนที่แล้ว ในช่วงเดือนกรกฎาคม ได้อภิปรายไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรหยุดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น ได้เตือนให้สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะที่จะรับมือกับ inconvenient truth หรือความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน รับมือกับความรู้สึกแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญหาที่พวกเราล้วนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมาและหมักหมมเอาไว้ให้ลูกหลาน ผมยังได้เชิญชวนพวกเราตั้งสติใหม่ เปิดใจ ปรับมุมมอง แล้วลงมือหาทางออกของประเทศไปด้วยกัน ไม่มองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์"

“เมื่อเกือบสองเดือนที่แล้ว ต้นกันยายน ได้อภิปรายถึงความมืดมนของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หน่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ คือ ‘วิกฤติผู้นำ’ ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มันชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีความสามารถที่จะนำพาประเทศออกจากความมืดนี้ได้ และถ้าท่านไม่ยอมถอย ท่านจะพาพวกเราลงเหวกันหมด

“เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ปลายกันยายน เป็นช่วงที่พวกเราน่าจะลดอุณหภูมิการเมืองบนท้องถนนได้ แต่รัฐสภาของพวกเรากลับเลือกทิ้งโอกาส และตัดสินใจถ่วงเวลา ยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศและระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรมแล้ว แทนที่เราจะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าต่อได้ กลับกลายเป็นฉุดประเทศให้ถอยหลังลงไปอีก ท่านเลือกจะกอดอดีตของท่านไว้อย่างหนาแน่น ในขณะที่เยาวชนของพวกเรากำลังถามหาอนาคต ซึ่งมาถึงวันนี้เดือนตุลาคม ไม่กี่สัปดาห์จากวันนั้น สิ่งที่พวกผมได้เตือนไป ภาพนั้นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ”

พิธา กล่าวต่อว่า การลงมติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญคือกุญแจสำคัญและโอกาสทองของรัฐสภาที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ ส.ว. ที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาก็ยื้อเวลาออกไปไม่ลงมติ รวมไปถึงเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ออกมาชุมนุมอย่างสันติ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ก็ไปกล่าวหาว่า พวกเขาขัดขวางขบวนเสด็จและประทุษร้ายต่อพระราชินี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยกกำลังตำรวจทหารเข้ากรุง สลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งจับกุมปราบปรามนักเรียนนักศึกษาประชาชน และมองพวกเขาเป็น ‘อริราชศัตรู’ ทั้งนี้ มีความเคารพถ้าประชาชนจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสันติ แต่สิ่งที่คัดค้านคือ การใช้ ‘กลไกรัฐ’ ไปสุมไฟความเกลียดชัง ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติทำร้ายต่อกัน

พิธา อภิปรายเพิ่มเติมว่า รัฐบาลในราชอาณาจักรต้องมีบทบาทเป็นเกราะกำบังให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีกุศโลบายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รัฐบาลต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าประชาชนแต่ละคนจะมีความคิดเห็นต่อสถาบันแตกต่างกันอย่างไร แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำลังให้แก่ตนเอง สิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ทั้งของโลกและของไทย คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ผู้นำประเทศที่มาจากการรัฐประหาร ถ้า พล.อ. ประยุทธ์ ยังดึงดันอยู่ในอำนาจหวงเก้าอี้นายกฯ เส้นทางข้างหน้าก็คือ ‘ทรราชย์’ คนต่อไป

สำหรับแนวทางหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก คือการเริ่มกันใหม่โดยใช้สภาเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกนายกฯ คนใหม่จากบัญชีของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่น โดยสมาชิกวุฒิสภาควรงดออกเสียง

“พรรคก้าวไกลแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่และไม่มีบัญชีรายชื่อเสนอให้ใครเป็นนายก เรายืนยันว่าจะยอมยกมือให้นายกคนใหม่ที่มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยไม่ต้องใช้เสียงของ ส.ว. และไม่ต้องมีนายกคนนอก และเมื่อเราได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ชอบธรรมมากขึ้นแล้ว รัฐสภาก็เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนให้สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวดภายใต้กรอบที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐและระบอบการปกครอง พร้อมกันนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่จำเป็นไปด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ถ้าเราแก้ปัญหาทางการเมืองด่านแรกไปได้แล้ว การเมืองก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงได้ตามมา และหลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญให้มี สสร. รวมทั้งปิดสวิทซ์ ส.ว. หรือแก้ระบบเลือกตั้งได้แล้ว รัฐบาลชุดใหม่ก็ควรยุบสภา ซึ่งเราสามารถที่จะจัดการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมกับเลือก ส.ส.ร. พร้อมกันได้”

พิธา กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นสำคัญที่รัฐสภาควรเป็นแบบอย่างในการพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งอยู่ในข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา อยู่ในญัตติที่รัฐบาลเขียนถึง นั่นคือ เรื่อง ‘การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์’

“ต้องเข้าใจและยอมรับเสียก่อนว่า ตอนนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว โลกใบเก่าที่หลายคนคุ้นเคย ที่หลายคนโหยหานั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไป แต่เรากำลังเผชิญกับ new normal หรือความปกติทางการเมืองแบบใหม่ การเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน เป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ เป็นพลังและความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาและความล้มเหลวทางการเมืองที่พวกเรามีส่วนร่วมก่อขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 ต่อเนื่องมาถึงรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีผู้นำกองทัพบางคนและบุคคลบางฝ่ายกระทำการทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัยเมื่อสภาพความเป็นจริงและรากฐานของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สังคมจำเป็นต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ หากยังปิดหูปิดตาแล้วกอดโลกใบเก่าเอาไว้ เราจะไม่ได้จับมือเผชิญโลกใบใหม่ไปด้วยกัน แต่กลับจะสร้างโศกนาฎกรรมบทใหม่ขึ้นมาแทน”

เมื่อกล่าวถึงข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ พิธา กล่าวว่า มีทางเลือกอยู่สองทาง คือ ทางแรกคือทำเหมือนเดิม หากปะทุขึ้นมาก็จับ ปราบ และเข่นฆ่าให้หลาบจำ หากดึงดันที่จะใช้แนวทางนี้กังวลว่าจะไม่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนจำนวนมากดีขึ้น แนวทางที่สองคือ ยอมรับความปกติใหม่ของสังคมไทย แล้วสร้างบรรยากาศและพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยในการแสวงหาฉันทามติใหม่ ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน

“การทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ควรใช้กลไกของรัฐสภาร่วมกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ กระบวนการนิติบัญญัติ การอภิปรายปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือแม้แต่การทำประชามติอย่างระมัดระวัง เป็นต้น เพื่อแสวงหาข้อตกลงใหม่ที่ยอมรับกันได้ โดยในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงสถาพรเพราะทรง ‘ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง’ ตามหลักการที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดหรือ King can do no wrong ในระบอบเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องจัดวางพระอำนาจและพระราชฐานะอย่างประณีตผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมาย ระเบียบแบบแผน การจัดสรรงบประมาณ การจัดการพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือกุศโลบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนและพัฒนาการของแต่ละสังคมตามยุคสมัย เพื่อทำให้ไม่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยจะผลัดเปลี่ยนเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังมั่นคงได้ เป็นที่เคารพของประชาชน นี่คือวิธีการที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่ 21”

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวทิ้งท้าย ว่า หากเรายังหลีกเลี่ยงการแสวงหาฉันทามติใหม่ ยังไม่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ประเทศก็จะไปต่อไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิ ที่จะพาเพื่อนร่วมชาติเดินไปข้างหน้าในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศของเรามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งความเกลียดชัง ต้องเลิกสร้างและผลิตซ้ำความเกลียดชังตั้งแต่วันนี้ แล้วแทนที่ด้วยความหวัง แทนที่ด้วยฉันทามติใหม่ ที่จะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์