รำลึก 2 ปี สุรชัยและเพื่อนถูกอุ้มฆ่า ไร้ความคืบหน้า ครอบครัวยังถูกตำรวจถามหาเสียเอง

2 ปีหลังสุรชัย แซ่ด่านและเพื่อนอีกสองคนคือ ไกรเดช ลือเลิศ หรือ กาสะลอง และชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะที่ถูกอุ้มหายไปพร้อมกันระหว่างลี้ภัยในลาว ขณะนี้ยังคงไร้ความคืบหน้าทั้งการตามหาสุรชัยที่หายไปและการตายของกาสะลองและภูชนะ ลูกชายภูชนะและกาสะลองสะท้อนไม่มีความคืบหน้าแล้วยังถูกตำรวจถามหาความคืบหน้าเสียเอง ภรรยาสุรชัยหวังคงต้องรอประเทศเป็นประชาธิปไตยถึงจะได้สืบหาต่อ

12 ธ.ค.2563 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ กลุ่ม “เพื่อนสุรชัย” จัดงานรำลึกถึงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) และเพื่อนอีกสองคนคือ ไกรเดช ลือเลิศ กาสะลอง และชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะที่ถูกอุ้มหายไปพร้อมกันตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อสองปีที่แล้วระหว่างลี้ภัยการเมืองในประเทศลาว โดยในงานมีทั้งอดีตเพื่อนร่วมคุกอย่างสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์หรือป้าน้อย ภรรยาของสมยศมาร่วมกล่าวรำลึกถึง และการแสดงดนตรี

สมยศ พฤกษาเกษมสุขกล่าวรำลึกถึงสุรชัยว่า สุรชัยเป็นนักสู้มาตั้งแต่ในอดีตช่วงปี 2519-2521 สุรชัยเข้าป่าไปเพื่อต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่ 5 ปี แต่ใชนช่วงใกล้ยุติการสู้รบสุรชัยก็ถูกจับกุมดำเนินคดีทำให้สุรชัยถูกศาลตัดสินประหารชีวิตแต่สุดท้ายก็ถูกจำคุกอยู่ 16 ปี จนได้รับการปล่อยตัวออกมา

ทั้งนี้หลังจากสุรชัยออกจากคุกก็ยังเคยลงรับสมัตรเป็นส.ส. ด้วยแต่ก็สมัครไม่ได้เพราะว่าเคยเป็นนักโทษมาก่อน แต่หลังจากการรัฐประหาร 2549 สุรชัยก็กลับมาขึ้นเวทีม็อบอีกครั้งจากคำเชิญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ในตอนนั้นขบวนการยังสู้แค่ระดับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่สุรชัยไปไกลกว่านั้น จึงแยกออกมาตั้งกลุ่มแดงสยาม จากนั้นในปี 2554 สุรชัยก็ถูกจับกุมดำเนินคดีมาตรา 112

สมยศเล่าต่อว่า หลังจากนั้นก็เกิดกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาอย่างกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และเกิดการรณรงค์แก้ไขและยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 จนกระทั่งเขาก็ถูกจับกุมด้วยเช่นกัน และเกิดคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตามมมา สมยศเล่าว่าตอนอยู่ในคุกก็ได้รับความช่วยเหลือต่างๆ จากสุรชัยและได้

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

สมยศบอกว่าหลังจากสุรชัยได้ออกจากคุกมาเมื่อเกิดการรัฐประหาร 2557 สุรชัยก็ลี้ภัยทันทีโดยมุ่งหน้าไปที่ประเทศลาว แล้วก็เปิดช่องยูทูปขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของกาสะลอง(ไกรเดช ลือเลิศ) จนกระทั่งสมยศพ้นโทษออกมาแล้ว ช่วงก่อนที่สุรชัยจะถูกอุ้มหาย สมยศได้ติดต่อไปขอเยี่ยมสุรชัย สุรชัยบอกกับเขาว่ายังไม่ได้เนื่องจากตัวเองกำลังถูกไล่ล่าอยู่ ซึ่งในวันที่ 12 ธ.ค.2561 สุรชัยและพวกยังมีชีวิตอยู่ และภายหลังจากเหตุการณ์ที่ทั้งสามคนหายตัวไปเพื่อนๆ ของสุรชัยได้เข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุก็พบว่ามีรอยล้อรถตู้ที่จมลึกลงไปในดินซึ่งคาดว่าจะเป็นรถที่มีน้ำหนักมาก

สมยศเล่าต่อว่าหลังจากนั้นตนก็ได้เดินทางไปแจ้งความพร้อมกับปราณีภรรยาของสุรชัยที่ สภ.ท่าอุเทน ทำให้ได้ลงพื้นที่ไปดูสถานที่ที่พบศพแรกในวันที่ 26 ธ.ค.จะไหลไปอีกแห่งเนื่องจากมีเกาะแก่งในแม่น้ำอยู่ และเมื่อได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้พบศพก็บอกว่าไม่ได้ไปยุ่งกับศพแล้วก็ไปแจ้งความแต่เมื่อถามตำรวจว่ามีคนแจ้งความหรือไม่ตำรวจก็บอกว่าไม่มีใครมาแจ้ง

สมยศกล่าวถึงการต่อสู้ของสุรชัยที่ผ่านมาว่า สุรชัยได้อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิวัติ เดือนพฤศจิกายน 2561 สุรชัยให้สัมภาษณ์ว่า เขาปรารถนาสาธารณรัฐ สาธารณรัฐคือประเทศที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์ นี่คือแนวความคิดอุดมการณ์ และขอให้วิญญาณสุรชัยได้รู้ว่าคำว่าสาธารณรัฐได้ถูกพูดถึงอีกครั้งหนึ่งในเวลานี้โดยกลุ่มเยาวชนปลดแอกแล้ว ผ่านการใช้สัญลักษณ์ RT

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย เล่าว่าตนเองเคยไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับหน่วยงานของรัฐ กรมคุ้มครองสิทธิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และร้องถึงสหประชาชาติว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่มีการดำเนินการจากหน่วยงานรัฐไทย นอกจากนั้นฝ่ายความมั่นคงก็ยังบอกอีกว่ายังมีการเคลื่อนไหวของสุรชัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เธอเองก็ไม่เคยได้รับการติดต่อมาตั้งแต่ธันวาคม 2561 เลยและก็ไม่เห็นคลิปของสุรชัยอีกเลย และเมื่อทวงถามกับหน่วยงานต่างๆ ก็ไม่มีคำตอบ

ปราณีกล่าวว่าการสูญหายของสุรชัยครั้งนี้ก็มีการปล่อยข่าวออกมาว่าทั้งพี่น้องเสื้อแดงที่บอกว่าสุรชัยยังอยู่แต่ก็เป็นเรื่องบอกต่อๆ กันมา แต่ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงไม่ได้พูดคุยกับสุรชัยจริงๆ แล้วทางการไทยก็ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับการสูญหายของผู้ที่ถูกอุ้มหายทั้งหมด แต่ก็ไม่มีการดำเนินการหรือแสดงปฏิกิริยาที่แสดงถึงความใส่ใจประชาชนคนไทยที่เห็นต่างที่ถูกทำให้หายไปเลย

ปราณีบอกว่าถ้ารัฐบาลไทยมีความจริงใจจริงก็ต้องติดตามอย่างสุดความสามารถ เห็นคนเป็นคน ไม่ใช่แค่คนที่ถูกปกครองอย่างเดียว เธอก็ขอใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าถ้ามีความจริงใจจริงก็ต้องรีบสืบสวนกรณีที่มีคนร้องทุกข์เข้าไปว่ามีการอุ้มหายและรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบ

ปรารณีเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาเธอเองรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง ต้องใช้ธรรมะในการปลอบใจตัวเองว่าเชื่อว่าจะมีกฎแห่งกรรม แม้คนที่สั่งการและผู้กระทำการอาจรอดพ้นจากกฎหมายบ้านเมืองแต่ก็จะไม่รอดพ้นกฎแห่งกรรม อย่างน้อยจิตใต้สำนึกจะหลอกหลอนพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะตายไป และเธอขออโหสิกรรมขอให้ทุกคนที่ถูกอุ้มหายไปสู่สุขคติ สองปีที่ผ่านมาก็พยายามทำใจแต่ขอความเป็นธรรม และขอให้ได้ประชาธิปไตยและขอบคุณประชาชนทุกกลุ่มที่เห็นความสำคัญของประชาธิปไตยและออกมาเรียกร้องกัน สุรชัยก็น่าจะตายตาหลับแล้วเพราะคนหนุ่มสาวได้เรียกร้องและออกมาสืบสานปณิธานของสุรชัย

ปราณีให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐในช่วงที่ผ่านมาว่านอกจากทางตำรวจจะยุติการสอบสวนไปแล้ว ทางศาลพัทยาก็บอกว่าลดหย่อนค่าปรับให้ไม่ได้เนื่องจากไม่สามารถนำตัวสุรชัยมาขึ้นศาลได้และไม่มีพยานหลักฐานการเสียชีวิต แล้วที่ผ่านมาเธอก็เคยไปติดตามถึงฝั่งลาวแต่ก็ไม่สามารถแจ้งความที่นั่นได้เพราะว่าทางการลาวก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของสุรชัยมาตลอด ส่วนรัฐไทยก็อ้างว่าตายนอกประเทศก็ทำอะไรไม่ได้

ปราณีบอกว่าก็คงต้องรอให้มีประชาธิปไตยและความยุติธรรมก็น่าจะได้มาพร้อมกันเพื่อติดตามหาคนที่ถูกอุ้มหายไปแล้วมีการรื้อเรื่องนี้กลับมาใหม่ และหวังไว้ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งล่าสุดนี้จะทำให้เป็นประชาธิปไตยได้ในเร็วๆ นี้

หลังปราณีกล่าวจบคนที่มาร่วมกิจกรรมร่วมกันวางดอกไม้รำลึกและร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน

ส่วนประเด็นการร้องต่อศาลเพื่อขอลดหรือขอให้งดการบังคับจ่ายค่าปรับคดีของสุรชัย ในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 300,000 กว่าบาทนี้ พงษ์เพชร คงหอม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ทนายความได้อุทธรณ์คำสั่งศาลไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2562 แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีหมายเรียกให้ไปฟังคำสั่งแต่อย่างใด

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐถามหาความคืบหน้าคดีจากครอบครัวแทน

“ไม่ค่อยมีใครติดต่อเรื่องความคืบหน้าคดี แต่สันติบาลโทรเป็นระยะๆ เวลามีกิจกรรมว่าจะเข้าร่วมหรือเปล่า แล้วก็มีตำรวจโทรมาถามว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ก็คิดในใจว่ากูต้องถามตำรวจหรือตำรวจต้องมาถามกูวะเนี่ย” ลูกชาย(ขอสงวนนาม) ของชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ "ภูชนะ" กล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย เมื่อถูกถามว่าในช่วงที่ผ่านมามีหน่วยงานใดติดต่อมาแจ้งความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของพ่อของเขาหรือไม่ และที่ผ่านมาก็เป็นเขาเองที่ต้องโทรศัพท์ติดตามกับทางตำรวจที่เป็นเจ้าของคดี

ลูกชายกาสะลอง(เสื้อดำ) และลูกชายของภูชนะทั้งสองคน(เสื้อแดงและเสื้อกั๊กสีน้ำตาล)

ลูกชายของภูชนะบอกว่าทราบว่าจากชลธิชา แจ้งเร็ว ว่าทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนก็ได้เรียกตำรวจท้องที่มาซักถาม แล้วทราบว่าทางอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้วเนื่องจากหลักฐานไม่แน่นหนาพอว่าใครเป็นคนฆ่าและตายที่ไหน และไม่มีหลักฐานให้สืบสวนต่อ

ลูกชายของกาสะลอง(ขอสงวนชื่อ) ก็บอกว่าความคืบหน้าในส่วนของพ่อของเขาก็ไม่แตกต่างกัน แต่เคยมีเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าหน่วยงานใดไปติดตามที่อยู่ตามทะเบียนบ้านซึ่งมีแค่ปู่กับย่าของเขาอาศัยอยู่ว่าความคืบหน้าว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ทราบว่าคดีไปถึงไหนแล้วเหมือนกัน

ลูกชายของภูชนะบอกต่อว่าเมื่อเวลามันผ่านไปหลักฐานมันก็เสื่อมสลายหายไป ก็ไม่ได้หวังว่าจะเจอคนร้าย แต่ต้องการความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้องอยากรู้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร มีคนไทยที่ลี้ภัยไปแล้วตายรัฐบาลจะมีปฏิกิริยาหรือมีแนวทางในการสืบสวนหาคนร้ายอย่างไรมากกว่า แล้วตำรวจพอเราไปแจ้งความไว้เขาก็สืบสวนไปตามแนวปฏิบัติของเขาไม่ได้มีความกระตือรือล้นในการจะจับคนร้ายให้ได้

ลูกชายของภูชนะเล่าต่อว่า ตอนที่เขาได้รู้ว่ามีนักข่าวไปสัมภาษณ์พล.อ.ประยุทธ์ในประเด็นเกี่ยวกับการหายไปของสุรชัย ตัวเขาคิดว่าหน้าที่ของผู้นำประเทศที่มีต่อการตายของคนไทยในต่างประเทศไม่ใช่มาบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เป็นว่าแล้วตกลงใครเป็นคนทำแล้วจะมีการดำเนินการอย่างไร เขาจะคาดหวังกับใครได้ในเมื่อผู้นำประเทศตอบมาแบบนี้

ลูกชายของภูชนะบอกว่าก็มีคนแนะนำให้ฟ้องเองแต่เรื่องก็ผ่านมาสองปีแล้วหลักฐานก็ไม่รู้ว่าจะเหลือสักแค่ไหน เขาไม่ได้คิดว่าจะจับคนร้ายได้ แต่อยากรู้ว่าบทสรุปของคดีที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ว่าพ่อของตนถูกฆ่าตาย ตายที่ไหนเมื่อไหร่ แล้วหลักฐานมีอะไรบ้าง ตำรวจน่าจะระบุได้ว่าพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่มีที่มาอย่างไรบ้าง ศพที่เจอไหลมาจากไหน แต่กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วตำรวจก็รอแค่ว่าตัวเขาเองสงสัยใครให้ไปบอกตำรวจแล้วจะเรียกมาสอบสวนให้ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จะสงสัยใครได้ ตอนเกิดเหตุกับพ่อที่ฝั่งลาวแล้วมาเจอศพตอนแรกเขาเองก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นพ่อตัวเอง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์