สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เสวนาจับตาคดีต้นแบบเพิกถอนโฉนดที่ดินเอกชนที่ได้มาไม่ถูกต้อง

สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล จัดเวที "ปัญหา นส.3 ทับเขตป่า จับตาคดีต้นแบบ เพิกถอนโฉนดที่ดินเอกชนที่ได้มาไม่ถูกต้อง สู่แนวทางการจัดการที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ร่วมโฉนดชุมชน" เรียกร้องกรมที่ดินไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครอง นักวิชาการชี้ปัญหาที่ดินทำสังคมไทยเหลื่อมล้ำสุดขีด พบคนเดียวถือครองที่ดินถึง 6.3 แสนไร่ ขณะที่คนจำนวนมากกลับไร้ที่ทำกิน ย้ำที่ดินของรัฐเป็นช่องให้ จนท.ขูดรีดประชาชน แนะเร่งปฏิรูปที่ดิน เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ตั้งธนาคารที่ดิน 

สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เสวนาจับตาคดีต้นแบบเพิกถอนโฉนดที่ดินเอกชนที่ได้มาไม่ถูกต้อง

18 มี.ค. 2564 ที่สำนักงานนักเรียนคริสเตียน สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ร่วมกับองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) จัดเวทีสาธารณะเปิดประเด็น "นส.3 ทับเขตป่า จับตาคดีต้นแบบศาลปกครองเตรียมอ่านคำพิพากษา เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของเอกชน สู่แนวทางการจัดการที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ร่วมโฉนดชุมชน สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้" โดยมีนายสุรพล สงฆ์รักษ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) นางสาวศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความในคดีที่ชุมชนสันติพัฒนายื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ นายสมชาย ฝั่งชลจิตร รองประธานคณะกรรมาธิการการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นายวิทยา อาภรณ์ นักวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ และ น.ส.ปรานม สมวงศ์ จากโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา

นักวิชาการชี้ปัญหาที่ดินทำสังคมไทยเหลื่อมล้ำสุดขีด พบคนเดียวถือครองที่ดินถึง 6.3 แสนไร่ ขณะที่คนจำนวนมากกลับไร้ที่ทำกิน ย้ำที่ดินของรัฐเป็นช่องให้ จนท.ขูดรีดประชาชน แนะเร่งปฏิรูปที่ดิน 

นายวิทยา อาภรณ์ นักวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินในประเทศไทยว่าสถิติจากกรมที่ดินเคยสำรวจไว้ พบว่าประเทศไทยมีที่ดินรวม 320 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่ออกเป็นเอกสารสิทธิ์ได้ 120 ล้านไร่ อีก 200 ล้านไร่ เป็นที่ดินที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ เช่น พื้นที่ชื้น พื้นที่ป่าเขา หรือพื้นที่ทางทะเล อย่างไรก็ตามเมื่อไปดูตัวเลขในส่วนพื้นที่ที่ออกเอกสารสิทธิ์พบว่าในจำนวน 120 ล้านไร่ สัดส่วน 80% ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถือครองที่ดินรายใหญ่อยู่ประมาณ 3 ล้านคน และยังมีข้อมูลอีกว่า มีคนเพียง 1 คน ถือครองที่ดินมากถึง 6.3 แสนไร่ แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน 

“ที่ดินเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะนำมาเป็นฐานของทุนนิยม เป็นต้นทุนการผลิต คนที่มีที่ดินเพื่อการยังชีพจะถูกกดไว้ หรือ บีบบังคับไปสู่การถือครองกรรมสิทธิ์ที่สามารถแลกเปลี่ยนในตลาดได้ สุดท้ายแล้วกรรมสิทธิ์ที่ดินของแต่ละกลุ่มจะถูกดูดไปเป็นกรรมสิทธิ์ของคนกลุ่มเดียว คนที่มีทุนมาก ส่วนคนที่ใช้ชีวิตแบบยังชีพมีวิถีแบบในป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ และยังเป็นพื้นที่ที่รัฐประกาศทับอยู่” นายวิทยาระบุ

นายวิทยา กล่าวว่าปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินของนายทุนนั้น ทำให้ที่ดินถูกทิ้งร้าง ที่ดินที่มีอยู่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ เพราะเป็นการถือครองเพื่อเก็งกำไร ซึ่งที่ดินไม่เหมือนทรัพย์สินอื่น เช่น เพชรนิลจินดาที่ไม่ว่าจะไปกองกับใครก็จะไม่ส่งผลกระทบกับคนอื่น แต่ที่ดินนี้ถ้าไปกระจุกตัวกับคนใดคนหนึ่ง จะมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นการกระจายที่ดินเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้รัฐต้องใช้ความจริงใจในนโยบายเกี่ยวกับที่ดินที่อยู่ในมือของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็น สปก. ที่ดินอุทยานฯ ป่าสงวน กรมธนารักษ์ ซึ่งที่ดินเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริต ไปขูดรีดชาวบ้านได้ 

“ปัญหาที่ดิน มาจากปัญหาของเรื่องการเมือง เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจออกไปสู่กลุ่มคน ท้องถิ่น ที่ยังกระจุกไว้ที่ส่วนกลาง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ ต้องใช้กลไกการปฏิรูปที่ดิน ใช้ระบบภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ใครมีที่ดินเยอะเสียภาษีเยอะ นอกจากนี้ยังมีระบบกรรมสิทธิของชุมชน โฉนดชุมชน ขณะเดียวกันเมื่อมีภาษีเพิ่มขึ้นอาจจะมีนายทุน ปล่อยที่ดินออกมา และถูกนายทุนอื่นช้อนซื้อได้ ดังนั้นจึงมีแนวทางธนาคารที่ดิน โดยธนาคารจะซื้อไว้เพื่อนำมาให้ประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องมีกองทุนยุติธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงเงินประกันตัวในการต่อสู้คดีที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งการปฏิรูปที่ดิน คือการจำกัดการถือครองที่ดิน ที่ผ่านมาใน พ.ร.บ.ที่ดิน เคยมีการกำหนดการถือครองที่ดิน แต่ถูกประกาศคณะปฏิวัติปี 2502 ประกาศยกเลิก ถ้ายกเลิกประกาศคณะปฏิวัตินั้นได้ก็สามารถที่จะจำกัดการถือครองที่ดินได้” นักวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ระบุ

สกต.ชี้ ช่องโหว่ กม.ที่ดิน ไม่ให้โอกาสคนจน ชี้ศาลปกครองแถลงคดีโดยตุลาการให้กรมที่ดินเพิกถอนกรรมสิทธิ์ นส.3ก ของ บ.ปาล์มน้ำมัน เป็นชัยชนะก้าวแรก 

ขณะที่ นายสุรพล สงฆ์รักษ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านที่ดิน และกรรมการบริหาร สกต. กล่าวว่า สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรและแรงงานไร้ที่ดินจำนวนทั้งสิ้น 5 ชุมชน ในการเข้ามาตรวจสอบที่ดินของรัฐที่หมดสัมปทานหรือการอนุญาตให้บริษัทเอกชนทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งในการลงตรวจสอบของ สกต.เราพบว่าในบางพื้นที่ที่เป็นของรัฐมีบริษัทเอกชนที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้น ๆแต่กลับบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายมาเกือบ 40 ปี ในทางกลับกันชุมชนสันติพัฒนาซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนสมาชิกของ สกต.ที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในที่อยู่อาศัย และการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน หรือสิทธิร่วมของชุมชน มาตั้งแต่ปี 2550 ต้องต่อสู้เผชิญหน้ากับบริษัทเอกชนซึ่งทำธุรกิจปาล์มน้ำมันที่เข้ามาบุกรุกในที่ดินในเขตของ สปก. และพื้นที่ป่าไม้ถาวรของ กรมป่าไม้ จนไม่เหลือสภาพป่าเชิงประจักษ์ เพราะบริษัทได้ทำลายหมดไปนานแล้ว ยกเว้นพื้นที่ป่าชุมชน ประมาณ 100 ไร่ ที่สมาชิกชุมชนสันติพัฒนาได้ร่วมกับปลูกขึ้นมาใหม่ในระยะ 13-14 ปี ที่ผ่านมา

ที่ผ่านมา สกต.มีการเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาตรวจสอบการใช้ที่ดินจนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ลงมาตรวจสอบในพื้นที่และพบว่ากรมที่ดินได้ออกเอกสารสทธิ์ นส.3ก รับรองการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้กับบริษัทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเรียกร้องให้กรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวทั้งหมด 310 ไร่ แต่กรมที่ดินปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดำเนินการเพื่อเพิกถอนเอกสารที่ออกโดยมิชอบ จนกลายมาเป็นใบอนุญาตที่ให้บริษัทเอกชนฟ้องร้องสมาชิกชุมชนสันติพัฒนาในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ทำให้นักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินหลายสิบรายต้องถูกดำเนินคดีและถูกเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนหลายล้านบาท รวมถึงถูกสั่งให้ขับไล่ออกจากที่ดินดังกล่าวด้วย ในกรณีของชุมชนสันติพัฒนา บริษัทเอกชนที่มีข้อพิพาทคือบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกฟ้องในคดีศาลปกครองด้วย 

“แม้จะถูกเล่นงานจากกระบวนการยุติธรรม และการร่วมมือกันระหว่างรัฐและทุน ล่าสุดศาลปกครองได้มีการแถลงคดีโดยตุลาการ ได้อ่านแนวทางของคดี สั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสารที่ออกโดยมิชอบ เกือบทุกแปลงที่ชุมชนได้ร้องขอให้เพิกถอนไป และให้ดำเนินการภายใน 120 วัน นับว่าเป็นชัยชนะของชุมชนสันติพัฒนา นับเป็นก้าวแรก และเป็นหมุดหมายสำคัญในการตรวจสอบความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมมือกับนายทุนเอกชน และผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย และได้ผลักดันให้ทรัพยากรที่ดินของรัฐต้องถูกนำมากระจายการถือครองอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมเพื่อให้เกษตรกรไร้ที่ดิน หรือคนจนได้ใช้ประโยชน์” ตัวแทน สกต.กล่าวและว่า ทั้งนี้สิ่งที่ สกต. เรียกร้อง คือ การปฏิรูปที่ดิน สร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรและคนจน ในการเข้าถึงที่ดินในฐานะเป็นฐานทรัพยากรและปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของเกษตรกร และการใช้แนวทางการบริหารจัดการร่วมกันภายใต้ระบบ สิทธิร่วมของชุมชนในที่ดิน และฐานทรัพยากรที่เป็นปัจจัยการผลิต เพราะแนวทางนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถถือครองที่ดินได้อย่างมีความมั่นคงยั่งยืน สามารถปรับตัวและสร้างอำนาจต่อรองได้จริง

กมธ.เผยรับเรื่องร้องเรียนปมที่ดินกว่า 300 เรื่อง แต่แก้ไขได้แค่ 5% ชี้ชาวบ้านดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุกทั้งที่อยู่มาก่อน 

ด้านนายสมชาย ฝั่งชลจิตร รองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าที่ผ่านมามีประชาชนเดินทางเข้ามาร้องเรียนที่กมธ.ที่ดินฯมากกว่า 300 เรื่อง โดยพบว่าปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากนโนบายของรัฐที่ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิในที่ดินกิน มีด้วยกัน 3 กรณีคือ 1.การได้รับผลกระทบจากประกาศ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ทับที่ของชาวบ้านจนทำให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นผู้บุกรุก ทั้ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมและมีเอกสารกรรมสิทธิเดิมคือใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือใบใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบอื่น 2.การได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ทับพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบ้าน เช่น กรณีของบางกลอย และพื้นที่เกาะที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนมีการประกาศ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติทางทะเล เช่น กลุ่มอุรักลาโว้ย หรือกลุ่มมอร์แกนก็ได้รับผลกระทบในนโยบายนี้เช่นกัน และการได้รับผลกระทบจากกรณีที่ สปก. ออกประกาศพื้นที่ของสปก.ทับพื้นที่ของชาวบ้านอีกเช่นกัน โดยทั้ง 3 กรณีนี้แม้ชาวบ้านจะพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้เอกสารสิทธิ์มากแค่ไหนแต่กระบวนการของราชการก็เบียดขับให้คนตัวเล็กเข้าไม่ถึงระบบของการออกเอกสารสิทธิ์โดยชอบธรรมอยู่ดี

กมธ.ที่ดินฯ ยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาสามารถดำเนินการแก้ไขไปให้ประชาชนเพียงร้อยละ 5 จากเรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนมาทั้งหมด โดยอุปสรรคที่พบ คือ ความล่าช้าของระบบราชการไทย โดยเฉพาะการทำงานกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ที่ลำดับการทำงานทั้งระดับชาติ ระดับกลาง และระดับจังหวัด ซึ่งกว่าแต่ละกองจะประชุมกันและมีมติในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้ นอกจากนี้เราพบว่าการพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านต่อการเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่ามีอุปสรรคอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีพิสูจน์ภาพถ่ายทางอากาศ เพราะชาวบ้านไม่มีต้นทุนเหมือนกลุ่มทุน ซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบในการพิสูจน์ในชั้นศาล และถือเป็นการเปิดช่องสำคัญในการเกิดคอรรัปชั่นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มทุน

“เราเห็นข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อมีการพิสูจน์พื้นที่เพื่อทำการออกเอกสารสิทธิ์จะเป็นกลุ่มทุนที่เข้าถึงข้อมูล มีทุนทรัพย์ และเข้าถึงเทคโนโลยีรวมถึงได้รับความร่วมมือจากความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้กลุ่มทุนได้เอกสารสิทธิ์ไปครอบครองก่อนทั้งๆที่เป็นพื้นที่เดียวกันกับของชาวบ้าน”นายสมชายระบุ

นายสมชายกล่าวว่า สำหรับกรณีของ สกต.นั้น หากศาลปกครองอ่านคำพิพากษาในวันที่ 19 มี.ค.2564 นี้ เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่ตุลาการแถลงคดีคือให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของบริษัทเอกชนออกจากพื้นที่ของสปก. ก็จะสามารถนำตัวอย่างการสู้คดีของสกต.ขึ้นมาเป็นตัวตั้งในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการออกเอกสารสิทธิ์ และหากกรมที่ดินไม่ทำการเพิกถอนโฉนดของบริษัทเอกชน ก็จะนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งอาจจะนำไปสู่การฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ามีกระบวนการทุจริตเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้ ว่าปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ หรือสามารถแจ้งความเอาผิดกับอธิบดีกรมที่ดินได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทนายความเจ้าของคดี สกต.ชวนจับตาการอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองในวันที่ 19 มี.ค.2564 นี้ระบุชาวบ้านต่อสู้เพื่อให้รัฐได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นของแผ่นดิน 

ด้านนางสาวศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความกล่าวว่าชุมชนสันติพัฒนาถูกบริษัทเอกชนฟ้องร้องทางแพ่ง ขับไล่ชาวบ้านชาวบ้านออกจากที่ดินสวนปาล์ม เรียกค่าเสียหาย 2 คดี จำนวน 15,000,000 บาท และฟ้องอาญาข้อหาบุกรุกอีก 1 คดี นอกจากนี้ยังมีคดีที่มีคนลอบสังหารชาวบ้านที่ต่อสู้เรื่องสิทธิที่ในที่ดินของสกต.อีก 1 คดีด้วย ทั้งนี้ในคดีแพ่งที่บริษัทเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายกับชาวบ้าน ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชาวบ้านชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,300,000 บาท และให้ออกจากพื้นที่ แต่ชุมชนได้ยืนยันไปแล้วว่าพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่นั้นเป็นพื้นที่ของ สปก. โดยคดีนี้มีความน่าสนใจตรงที่ สปก.เจ้าของพื้นที่ที่ ในตอนหลังได้อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าอยู่ได้ แต่ศาลในคดีแพ่งยังคงยึดหลักการเดิม โดยให้ บริษัทเอกชนมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ชาวบ้านได้ จึงกลายเป็นว่าเจ้าของที่ดินมีสิทธิน้อยกว่าบริษัทเอกชนที่มาละเมิดบุกรุกที่ดินของสปก.ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ในส่วนของบริษัทเอกชนที่เป็นคู่พิพาทเองก็ทำหนังสือในการยอมคืนพื้นที่ข้อพิพาทกับชาวบ้านให้กับ สปก.แล้วด้วย ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลแพ่งได้ขับไล่บุคคลที่บริษัทฟ้อง 12 คนและบริวารออกจากพื้นที่ชุมชน สันติพัฒนา ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ได้ยื่นคำร้องเพื่อแสดงอำนาจพิเศษว่าเขาไม่ใช่บริวารของทั้ง 12 คน และชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ของสปก. ที่บริษัทได้คืนให้กับสปก.แล้ว ซึ่งกำลังจะมีการไต่สวนการขอแสดงอำนาจพิเศษในวันที่ 22 มี.ค. 2564 ที่จะถึงนี้ และที่สำคัญบริษัทเอกชนไม่ใช่เกษตร ชาวบ้านเป็นเกษตรกรดังนั้นสิทธิของเกษตรก็ควรที่จะมีสิทธิในการอยู่ทำกินในพื้นที่ของสปก.

ส่วนคดีที่ศาลปกครองชาวบ้านฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดินของบริษัทเอกชน ซึ่งศาลจะตัดสินในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค. 2564) นี้นั้น ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกับจับตากรณีที่ศาลปกครองจะอ่านคำพิพากษากรณีที่ชาวบ้านฟ้องเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของบริษัทเอกชนจากพื้นที่ สปก. ซึ่งเป็น นส.3ก จำนวน 10 แปลง และพื้นที่โฉนดที่ออกโดยมิชอบอีก 13 แปลงที่บริษัทถือครองอยู่ โดยคดีนี้เป็นคดีที่ชาวบ้านเขาต่อสู้เพื่อนำที่ดินคืนให้กับรัฐ 

“เราร้องขอให้รัฐเพิกถอนโฉนดเพราะเป็นที่ป่าไม้ที่บริษัทเอกชนได้มีการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบ ซึ่งหน่วยทุกหน่วยยังไม่มีการเพิกถอนจนนำมาสู่เรื่องของการฟ้องคดีปกครองซึ่งจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี และจะเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นว่าบริษัทหรือนายทุนต่างๆที่บุกรุกป่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการที่จะเอาผืนป่าหรือที่ดินของรัฐกลับคืนมา และถ้าเห็นว่าป่าบริเวณนั้นเป็นป่าเสื่อมโทรมจะให้ สปก.จัดสรรก็ควรเป็นชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรหรือคนที่ไม่มีที่ดินทำกินได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้น ไม่ใช่นำมาให้นายทุนถือครองในลักษณะนี้” น.ส. ศิริวรรณ ระบุ

น.ส.ศิริวรรณ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าหากพรุ่งนี้ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดพน้อม นส.3ก จำนวน 10 แปลงซึ่งเราคาดหวังว่ากรมที่ดิน อธิบดีกรมที่ดิน หรือผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดจะไม่ดำเนินการในเรื่องการอุธรณ์คดีต่อศาลปกปกครองสูงสุด เพราะถ้ายังอุธรณ์อยู่เราจะไปขอบังคับคดีเพื่อขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ก็จะต้องรอออกไปก่อน แต่ถ้าไม่มีการอุธรณ์และกรมที่ดินไม่ยอมเพิกถอนเอกสารสิทธิตามคำสั่งศาล เราก็จะนำคำสั่งของศาลปกครองไปแสดงต่อที่ดินเพื่อเพิกถอนเพราะในคดีนี้เราฟ้องทั้งอธิบดีที่ดิน กรมที่ดิน คณะกรรรมการตรวจสอบที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเรายังฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดสุราษฏร์ธานีด้วยที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงบริษัทเอกชน ถ้ามีคำพิพากษาที่ออกมาเป็นประโยชน์เราก็สามารถนำไปใช้ได้เลย และหากพ้น 120 วันที่จะต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ตามที่ตุลาการผู้แถลงคดีได้เคยแถลงไว้ก็เป็นประเด็นที่เราสามารถดำเนินการได้เลยถ้ากรมที่ดินไม่มีการอุธรณ์
 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์