สนง.ศาลฯ ชี้ REDEM ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรงแทรกแซงศาล ร้อง จนท.ดำเนินคดี

สำนักงานศาลยุติธรรมออกแถลงการณ์ชี้การชุมนุม REDEM หน้าศาล 2 พฤษภา ไม่เป็นประชาธิปไตย ยังใช้ความรุนแรงแทรกแซงหวังผลให้ศาลไปในทางที่กลุ่มมุ่งประสงค์ ขอ จนท.ดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตร.จับ-แจ้งข้อหา 4 ปชช.กลุ่มสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่ #ม็อบ2พฤษภา ก่อนศาลไม่ให้ประกัน 2 ราย

3 พ.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 13.03 น เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'สื่อศาล' ซึ่งเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานศาลยุติธรรม เผยแพร่แถลงการณ์สำนักงานศาลยุติธรรม ถึงกรณีการชุมนุมคาราวานประจานรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้ไม่ให้สิทธิประกันตัวนักโทษ ม.112 ของกลุ่ม REDEM เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา 

โดยแถลงการณ์ระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวมีบุคคลจำนวนหนึ่ง ใช้ความรุนแรงด้วยการขว้างปาสิ่งของ ใช้เครื่องมือยิงวัสดุเข้ามาในอาคารศาล การใช้วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง จนเกิดความเสียหาย ความรุนแรงและไม่สงบขึ้น นั้น นอกจากจะเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลอาญา ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยและอันเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมภายในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังมีลักษณะของการก้าวล่วงใช้ความรุนแรงเพื่อแทรกแซงโดยหวังผลให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปในทางหนึ่งทางใดตามที่กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงมุ่งประสงค์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันเป็นการมุ่งทำลายความอิสระของตุลาการตามรัฐธรรมนูญ

สำนักงานศาลยุติธรรมเรียกร้องให้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ตรวจสอบการกระทำและพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากมีการกระทำใดที่เป็นการละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็นและใช้เสรีภาพของตนอย่างสันติ ด้วยความสงบ และงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต เป็นภยันตรายแก่ร่างกาย หรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินไม่ว่าของส่วนบุคคลหรือของทางราชการ และให้การดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลตามที่กฎหมายกำหนด

โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้

 

แถลงการณ์สำนักงานศาลยุติธรรม

 

สำนักงานศาลยุติธรรมขอแจ้งให้ทราบว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาและมีคำสั่งในคดีทั้งปวง ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเสมอมา และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความคิดเห็นทางวิชาการที่มุ่งก่อให้เกิดความสร้างสรรค์และพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่เกิดขึ้นบริเวณศาลอาญาเมื่อคืนวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมาที่บุคคลจำนวนหนึ่ง ใช้ความรุนแรงด้วยการขว้างปาสิ่งของ ใช้เครื่องมือยิงวัสดุเข้ามาในอาคารศาล การใช้วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง จนเกิดความเสียหาย ความรุนแรงและไม่สงบขึ้น นั้น นอกจากจะเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลอาญา ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยและอันเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมภายในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังมีลักษณะของการก้าวล่วงใช้ความรุนแรงเพื่อแทรกแซงโดยหวังผลให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปในทางหนึ่งทางใดตามที่กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงมุ่งประสงค์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันเป็นการมุ่งทำลายความอิสระของตุลาการตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากการใช้ความรุนแรงดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันยังมีพฤติกรรมทำนองขู่เข็ญ และสร้างความหวาดกลัวไม่เพียงแก่บุคลากรในศาลยุติธรรมเท่านั้น หากแต่ยังมีการขู่เข็ญและสร้างความหวาดกลัวไปยังบุคคลในครอบครัวของผู้พิพากษาและบุคลากรในศาลยุติธรรมด้วย ทั้ง ๆ ที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาคดีแต่อย่างใด พฤติกรรมดังกล่าวที่มีการกระทำในลักษณะเป็นขบวนการ ใช้สื่อโซเชียลต่าง ๆ ล้วนมุ่งหวังให้เกิดผลในทำนองเดียวกับการใช้ความรุนแรงข้างต้นที่ต้องการให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในทางที่ตนเองหรือขบวนการของตนต้องการโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

ในการนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจึงขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ตรวจสอบการกระทำและพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากมีการกระทำใดที่เป็นการละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็นและใช้เสรีภาพของตนอย่างสันติ ด้วยความสงบ และงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต เป็นภยันตรายแก่ร่างกาย หรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินไม่ว่าของส่วนบุคคลหรือของทางราชการ และให้การดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลตามที่กฎหมายกำหนด

ในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ศาลยุติธรรมทุกศาลจะยังคงทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ พิพากษาและมีคำสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันต่อไป

สำนักงานศาลยุติธรรม

3 พฤษภาคม 2564

จับ-แจ้งข้อหา 4 ปชช.กลุ่มสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่ #ม็อบ2พฤษภา ก่อนศาลไม่ให้ประกัน 2 ราย

ขณะที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  วันนี้ (3 พ.ค.64) พนักงานสอบสวนสน.พหลโยธิน ทำการขอฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่อซีกีนและหทัยรัตน์ ต่อศาลอาญา เป็นระยะเวลา 12 วัน และนำตัวคุณภัทรไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นระยะเวลา 6 วัน ส่วนธีรศักดิ์ที่ยังเป็นเยาวชน ถูกส่งตัวไปที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อตรวจสอบการจับกุม

ทั้งศาลอาญา และศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสามตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ทนายความจึงยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสามคน

เวลา 16.30 น. ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคุณภัทร คะชะนา โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 10,000 บาท โดยเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์ และศาลนัดรายงานตัวครั้งต่อไปวันที่ 7 พ.ค. 2564

ขณะที่ศาลอาญา ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวร่อซีกีนและหทัยรัตน์ ซึ่งใช้ตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นนายประกัน โดยศาลระบุว่าพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับการคัดค้านการประกันตัวของพนักงานสอบสวน เห็นว่าหากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองไปมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผลของการไม่ได้ประกันตัว ทำให้ร่อซีกีนจะถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานาคร และหทัยรัตน์ถูกนำตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

ธีรศักดิ์ หลังไต่สวนการจับกุม ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งว่าการจับกุมของเจ้าหน้าที่ชอบแล้ว และให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ ที่ปรึกษากฎหมายจึงยื่นขอประกันตัวชั่วคราวธีรศักดิ์ ศาลเยาวชนฯ มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ด้วยคดีนี้มีหลายข้อหา จึงกำหนดหลักประกันจำนวน 10,000 บาท

ศูนย์ทนายฯ ระบุด้วยว่า คดีนี้ เกิดหลังประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่ม #REDEM ในกิจกรรมแห่คาราวานและปามะเขือเทศ-ไข่หน้าป้ายศาลอาญา เรียกร้องให้ศาลคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังการเมือง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ใช้กำลังเข้าสลายการการรวมตัวของกลุ่มบุคคลประมาณ 20 -30 คน ที่หลงเหลือ บริเวณถนนตรงข้ามศาลอาญา รัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวประชาชน 4 คน ไว้ที่ สน. พหลโยธิน หนึ่งคืน ก่อนถูกส่งตัวฝากขังในวันนี้

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์