'อานนท์นิด้า' จ่อร้องเรียนเอเอฟพีตรวจสอบข้อเท็จจริง-โฆษก พท. รับทราบข้อหา พ.ร.บ.คอมฯ

เอเอฟพีตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ โพสต์ของอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เรื่องชาวสิงคโปร์ปฏิเสธวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นาทำให้คนเข้าใจผิด อานนท์แจงแค่แสดงความเห็นไม่ได้แปลผิด ด้านโฆษกเพื่อไทยรับทราบข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เหตุทวีตวิจารณ์การควบคุมโรคของรัฐบาล

17 มิ.ย. 2564 เอเอฟพีตรวจสอบข้อเท็จจริง รายงานว่า อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ที่โพสต์ว่า “มั่นใจว่าชาวสิงคโปร์ฉลาดกว่าสามสัสและสามกีบอย่างแน่นอน ที่สิงคโปร์ ประชาชนออกมาปฏิเสธ​วัคซีน’​ไฟเซอร์​กับโมเดอน่า’ เริ่มทนการแพ้  ไม่ไหว  ขอฉีดซิโนแวคแทน” พร้อมแนบลิ้งก์ของ Channel News Asia (CNA) ช่องโทรทัศน์ของประเทศสิงคโปร์ เป็นโพสต์ที่ทำให้เข้าใจผิด

เอเอฟพีรายงานอีกว่า บทความที่อานนท์อ้างถึง ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2564 มีเนื้อหาโดยสรุปว่าบุคคลที่มีอาการแพ้ หรือถูกปฎิเสธจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค หรือโมเดอร์นา จะได้รับการชดเชยโดยรัฐบาลสิงคโปร์ ถ้าบุคคลในกลุ่มดังกล่าวตัดสินใจเลือกฉีดวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทซิโนแวคที่คลินิกเอกชนแทน

เอเอฟพียังอ้างถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า บุคคลที่ไม่ผ่านการประเมินเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคหรือโมเดอร์นา จะสามารถรับวัคซีนได้ในภายหลังเมื่อวัคซีนดังกล่าวมีข้อมูลมากขึ้น หรือสามารถรับวัคซีนตัวอื่นแทน

ในบทความของ CNA ไม่ได้มีเนื้อหาที่กล่าวว่าสิงคโปร์ปฎิเสธการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคหรือโมเดอร์นา และปัจจุบัน สิงคโปร์ใช้วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและโมเดอร์นาเป็นหลัก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พักอาศัยระยะยาวในประเทศสิงคโปร์

ขณะที่อานนท์โพสต์ยืนยันว่า ข้อความของตนเป็นการแสดงความเห็น ไม่ใช่การแปลข่าวผิด พร้อมตั้งคำถามว่าเอเอฟพีทำหน้าที่อย่างมีจริยธรรมหรือไม่ เตรียมยื่นเรื่องถึงสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย และอาจพิจารณาร้องเรียนหน่วยงานรัฐให้ระงับวีซ่านักข่าวเอเอฟพีด้วย

ขณะที่โฆษกพรรคเพื่อไทยรายงานว่า 18 มิ.ย. 2564 อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมาที่ สน.นางเลิ้ง เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งความดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

โฆษกพรรคเพื่อไทยคาดว่า ข้อหาดังกล่าวน่าจะมาจากการทวีตภาพข่าวของสำนักข่าวไทยพีบีเอสที่ระบุว่า “เศรษฐีอินเดียแห่บินหนีโควิด-19 บางลำบินเข้าไทย” โดยทวีตข้อความว่า “วันนี้ 25 เม.ย.64 ยอดพุ่ง 2438 ราย ตายเพิ่ม 11 ราย แต่กลับพบเศรษฐีอินเดียบินหนีโควิดมาไทยและที่อินเดียกำลังระบาดรุนแรง บริการทางการแพทย์ของไทยยังควบคุมโรคและคุ้มครองคนไทยไม่ได้เลย รัฐบาลห่วยมาก ประมาท บริหารไม่เป็นและยังเพิ่มความเสี่ยง” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2564

อรุณีกล่าวว่า การทวีตข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นในฐานะของประชาชน และที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับมอบหมายจากประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานและกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในขณะนั้นรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ จนเกิดการระบาดระลอกที่ 2 และ 3 ซึ่งมีต้นตอมาจากสถานบันเทิงและแรงงานต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาภายในประเทศ ซ้ำยังปล่อยให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดียที่ยังคงมีการระบาดค่อนข้างรุนแรง ผู้ติดเชื้อต่อวันหลายแสนรายเข้ามาภายในประเทศ ขณะที่ ศบค.รายงานผู้ติดเชื้อวันที่ 17 เม.ย. 2564 พบชาวอินเดียที่เดินทางเข้าไทยเกือบ 10 คนติดเชื้อโควิด-19 จนถึงต้นเดือน พ.ค. ยังมีชาวอินเดียนับสิบรายเดินทางเข้าไทยและตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดจำนวนมาก ซึ่งในขณะนั้นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย ได้ระบาดไปหลายประเทศทั่วโลกจากการเดินทางข้ามพรมแดน จนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประจำประเทศไทยได้ออกประกาศยกเลิกและระงับการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย (COE : Certificate of Entry) มีผลเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2564

อรุณี กาสยานนท์

อรุณี กาสยานนท์

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำว่า สิ่งที่ตนเองได้ทวีตนั้นเป็นความจริง ประชาชนและหลายภาคส่วนได้แสดงความเห็นและประเมินสถานการณ์การระบาดของสายพันธุ์อินเดียแล้ว ยกเว้นรัฐบาลไทย โดย ศบค. ไม่เคยตระหนัก ไม่เคยหาทางปกป้องชีวิตพี่น้องประชาชนในประเทศที่กำลังตกอยู่ภาวะลำบาก จากการบริหารที่ผิดพลาดล้มเหลวซ้ำซาก ทำวิกฤตให้กลายเป็นวิกฤตที่หนักกว่าเดิม นอกจากรัฐบาลจะทำหน้าที่ของตนเองไม่ดีพอ ยังไล่ฟ้องดำเนินคดีกับคนพูดความจริงอีก การกระทำแบบนี้ถือเป็นการคุกคามการทำหน้าที่การตรวจสอบของฝ่ายค้านโดยซึ่งหน้า รุกรานการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยภาคประชาชน

“ที่ผ่านมาสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก ถูกตัวแทนรัฐบาลไล่ฟ้องเอาผิดเพียงเพราะออกมาพูดความจริง สิ่งที่รัฐบาลทำแสดงให้เห็นถึงความกังวล ความสั่นคลอน ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในอำนาจของตัวเองมากขึ้น หากมัวแต่คอยปิดปากประชาชน ปิดหูปิดตาตัวเอง จะแก้ปัญหาทุกข์ยากของประชาชนได้อย่างไร ตอนนี้ความจริงกำลังไล่ล่าพวกท่านอยู่ อยู่ที่ท่านจะกอดอำนาจได้อีกนานแค่ไหน” อรุณีกล่าว

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์