ย้อนดูแฮชแท็ก #ทหารมีไว้ทำไม เหตุใด 3 เหล่าทัพจึงได้ ‘บิน’ ก่อนประชาชน?

กรณีโลกโซเชียลโพสต์ภาพกลุ่มทหารที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าเตรียมตัวเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อฉีดวัคซีนนั้น ส่งผลให้แฮชแท็ก #ทหารมีไว้ทำไม กลับมาติดอันดับเทรนด์ยอดนิยมบนทวิตเตอร์ไทยแลนด์อีกครั้งในช่วงเย็นวันนี้ ถึงแม้ว่าโฆษกกองทัพบบกจะออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นทหารที่เดินทางไปฝึกกระโดดร่มร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ แต่ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลตลอดทั้งวัน ประชาไทจึงพาย้อนเหตุการณ์ที่ทหารได้บินเครื่องบินก่อนประชาชนในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา

 

12 ก.ค. 2564 ข่าวสดออนไลน์รายงานว่าวันนี้ (12 ก.ค. 2564) มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งเผยแพร่รูปภาพชายกลุ่มหนึ่งแต่งตัวคล้ายทหารกำลังรวมกลุ่มต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์เช็กอินที่อาคารผู้โดยสารขาออก สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาด้วยสายการบินโคเรียนแอร์ ซึ่งข่าวสดออนไลน์รายงานเพิ่มเติมว่าชายกลุ่มดังกล่าวมีจำนวน 109 คน และค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวดังกล่าวมีราคาสูงถึง 70,000 บาท แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้

แฮชแท็ก #ทหารมีไว้ทำไม ติดเทรนด์ยอดนิยมบนทวิตเตอร์ประเทศไทย
บันทึกภาพเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 20.45 น.
 

ต่อมา รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ลี้ภัยจากข้อหา ม.112 ได้โพสต์รูปซึ่งถูกบันทึกมาจากอินสตาแกรมของชายคนหนึ่งที่แต่งตัวคล้ายทหาร และเขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยอ้างว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของข้าราชการไทยที่ใช้อ้างว่าเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะใช้หนังสือเดินทางราชการ (ปกสีน้ำเงินเข้ม) ในการเดินทางออกนอกประเทศ แต่แท้จริงแล้วเดินทางไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่สหรัฐฯ โดยใช้เงินภาษีของประชาชน พร้อมกันนี้ ปวินยังเขียนระบุว่าชายเจ้าของโพสต์เดินทางออกจากไทยเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2564 ถึงสหรัฐฯ วันที่ 10 ก.ค. และได้รับการฉีดวัคซีนวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงจากข้อความและภาพใบนัดหมายฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ออกโดยกรมควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) ที่จำมาจากอินสตาแกรมของชายคนดังกล่าว ซึ่งระบุว่าได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกเรียบร้อยแล้ว

สำหรับหนังสือเดินทางปกสีน้ำเงินเข้ม หรือหนังสือเดินทางราชการเป็นหนังสือเดินทางเพื่อการปฏิบัติราชการเท่านั้น โดยระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ระบุว่าหนังสือเดินทางราชการออกให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญและสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ได้ราชการต่างประเทศ มีอายุไม่เกิน 5 ปี หรือเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจราชการนั้นๆ หากเสร็จสิ้นภารกิจหรือผู้ถือขาดคุณสมบัติที่จะถือหนังสือเดินทางราชการแล้ว ให้ส่งคืนแก่กระทรวงการต่างประเทศ และ “ผู้ถือหนังสือเดินทางราชการจะนำหนังสือเดินทางไปใช้ในการเดินทางส่วนตัวมิได้”

ต่อมา เวลา 10.21 น.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงผ่านทางทวิตเตอร์ @Rachadaspoke ระบุว่า “ทหารไทยไม่ได้บินไปสหรัฐ เพื่อการฉีดวัคซีน #โควิด19 เข็มสาม แต่เป็นการเดินทางไปเพื่อร่วมฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ (Strategic Airborne Operation) ร่วมกันกองทัพบกสหรัฐ ณ Fort Bragge รัฐนอร์ทแคโรไลนา ส่วนการฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์แผนเข็มสามนั้น ก.สาธารณสุขแจ้งชัด เริ่มสัปดาห์หน้า”

 

และในเวลา 13.33 น. รัชดาได้ทวีตเพิ่มเติมอีก 1 ข้อความ ระบุว่า “ทหารบินไปฝึกโดดร่มที่สหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมฝึกคอบบร้าโกลปีหน้า ทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนจากไทยแล้ว ที่เอาภาพมาแชร์กันทำให้เข้าใจผิดว่าทหารบินไปสหรัฐเพื่อฉีดวัคซีน ที่จริงคือนักบินตำรวจ ไปฝึกบิน ฮ จำลอง Bell412ep และไปฉีดวัคซีน Pfizer เอง รายละเอียดโปรดอ่าน” พร้อมแนบรูปบันทึกหน้าจอสถานะเฟซบุ๊กของบุคคลที่อ้างว่าหนึ่งในเป็นทหารตามรูปที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งชายคนดังกล่าวระบุว่าหากตนกลับถึงประเทศไทย จะดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อคนที่ไม่ลบโพสต์ดังกล่าว และเขาได้บันทึกหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ข่าวสดออนไลน์ รายงานเพิ่มเติมว่า พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงกรณีปรากฎภาพทหารเดินทางเตรียมเดินทางออกนอกประเทศที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมินั้นเป็นการเดินทางไปสหรัฐฯ ของกำลังพลกองร้อยส่งทางอากาศ เพื่อฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ (Strategic Airborne Operation) ร่วมกับกองทัพบกสหรัฐ ณ เมืองฟอร์ตแบรกก์ (Fort Bragge) รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 10-26 ก.ค. 2564 ซึ่งการฝึกดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ภายใต้การฝึกร่วมผสมครอบบร้าโกลด์ปี 2565 พร้อมระบุว่าก่ทหารทั้งได้รับการกักตัวก่อนเดินทาง เมื่อเดินทางถึงสหรัฐฯ ได้กักตัวตามระบบการฝึกทหารของสหรัฐฯ (Military Trainning Quarantine) และทุกคนผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบสวอบเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลออกมาเป็นลบ นอกจากนี้ รองโฆษกกองทัพบกยังระบุว่าทหารทุกนายที่เดินทางไปร่วมฝึกครั้งนี้ฉีดวัคซีนที่ประเทศไทยครบ 2 เข็มเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ วัคซีนแอสตราเซเนกาและซิโนแวค

รองโฆษกกองทัพบกยังกล่าวว่าภาพที่โพสต์ในอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นภาพปลอม เพราะเมื่อพิจารณาจากปีเกิดของบุคคลในภาพตามที่ปรากฎพบว่ามีอายุถึง 58 ปี และทหารที่ไปไม่น่าจะอายุมากขนาดนั้น พร้อมชี้แจงว่างบประมาณการฝึกร่วมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

นอกจากนี้ รองโฆษกกองทัพบบกระบุว่าก่อนหน้าที่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 กองทัพบกได้เผยแพร่รายละเอียดการเข้าร่วมการฝึกดังกล่าวแล้วผ่านเพจเฟซบุ๊ก SMART Soldiers Strong ARMY ซึ่งระบุรายละเอียดการฝึกไว้อย่างชัดเจน

ทหารเรือบินกลับจากอู่ฮั่นก่อน ส่วน นศ.ไทยรอทีหลัง

ย้อนกลับไปเมื่อปีช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน นักศึกษาชาวไทยจำนวนมากแจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศแต่ทางรัฐบาลบอกว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้เนื่องจากทางการจีนล็อกดาวน์ปิดน่านฟ้า ห้ามเที่ยวบินจากต่างประเทศเดินทางเข้าออกโดเด็ดขาด แต่เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 ไทยพีบีเอสรายงานว่า พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวเรื่องทหารเรือจำนวน 20 นายซึ่งปฏิบัติราชการอยู่ ณ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ได้ทยอยเดินทางกลับไทยครบหมดแล้วด้วยเครื่องบินพลเรือน ในวันที่ 26 ม.ค.2563 โดยทหารเรือกลุ่มดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ

ต่อมาในวันที่ 28 ม.ค. 2563 มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงกรณีทหารเรือ 20 นายเดินทางกลับจากอู่ฮั่นว่า “ยังไม่ได้รับรายงาน” พร้อมกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียในเรื่องดังกล่าวว่าเป็น “คนละเรื่องกัน” และเป็นการกลับมาด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ไม่ใช่เครื่องบินทหาร และทหารที่เดินทางกลับมาได้รับการตรวจคัดกรองและได้รับอนุญาตจากทางการจีนให้เดินทางออกนอกประเทศ

ต่อมาในวันที่ 4 ก.พ. 2564 บีบีซีไทยรายงานว่าเที่ยวบินพาณิชย์ของสายการบินแอร์เอเชียได้เดินทางไปรับคนไทยกลุ่มแรกจำนวน 138 คนกลับจากเมืองอู่ฮั่นของจีนถึงไทยอย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาบินทั้งหมด 18 ชั่วโมง และคนไทยทั้งหมดที่เดินทางกลับมาในเที่ยวบินนี้ได้รับการตรวจแล้วไม่พบเชื้อ เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ คมชัดลึก รายงานว่า กฤษณรัตน์ บูรณะสัมฤทธิ อดีตรองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ตอบข้อสงสัยของสังคมเรื่อง “ทำไมสายการบินที่บินไปรับคนไทย จึงไม่ใช่การบินไทย” ซึ่ง กฤษณรัตน์ ชี้แจงว่า “ทางประเทศจีนได้แจ้งกับทางรัฐบาลไทย ขอให้เป็นสายการบินพาณิชย์ที่มีใบอนุญาตลงจอดเมืองอู่ฮั่นเท่านั้น ห้ามเครื่องบินทหารเข้าไปรับ ซึ่งมีแอร์เอเชียที่มีเที่ยวบินปรกติอยู่แล้ว ทางรัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องให้แอร์เอเชียไปรับแทน”

กองทัพอากาศส่งเครื่องบินรับทูตทหารกลับไทยก่อน ขรก. และ นศ.

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2564 ระบุว่า พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ และโฆษกกองทัพอากาศชี้แจงเรื่องการส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 15 แอร์บัส A320 ของกองทัพอากาศไปรับผู้ช่วยทูตทหารอากาศไทยและครอบครัวรวม 6 คนที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย เพื่อให้กลับมารักษาตัวจากโรคโควิด-19 ที่ไทย โดยเครื่องบินลำดังกล่าวออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. และมีกำหนดบินกลับถึงไทยในวันรุ่งขึ้น

โฆษกกองทัพอากาศกล่าวว่าการนำเครื่องบินไปรับทูตทหารและครอบครัวเป็นการทำเรื่องขอตัวรับกำลังพล ไม่ใช่การนำคนไทยออกนอกประเทศ และต้องขออนุญาตกระทรวงการต่างประเทศก่อนอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ยังได้ระบุว่ากองทัพอากาศได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศไว้ว่าหากที่ข้าราชการของสถานทูตคนใดต้องการเดินทางกลับพร้อมเที่ยวบินนี้ สามารถกลับมาได้ เพราะมีการกั้นพื้นที่ระหว่างผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อไว้ชัดเจน แต่ไม่มีผู้ใดประสงค์จะเดินทางกลับกับเที่ยวบินดังกล่าว

ต่อมา ในวันที่ 30 เม.ย. 2564 กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า กองทัพอากาศได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ทางกองทัพส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 15 แอร์บัส 320 ไปรับคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 จากประเทศอินเดียให้เดินทางกลับมารักษาตัวที่ไทย โดยเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นลำเดียวกับที่บินไปรับผู้ช่วยทูตทหารและครอบครัวเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งกองทัพอากาศระบุว่าจะดำเนินการเหมือนครั้งที่ผ่านมาที่เดินทางไปรับผู้ช่วยทูตทหาร และในวันที่ 1 พ.ค. 2564 ไทยโพสต์ รายงานว่า เที่ยวบินดังกล่าวซึ่งโฆษกกองทัพอากาศแถลงก่อนหน้านี้ เดินทางกลับถึงไทยแล้ว โดยมีข้าราชการสถานทูตไทยประจำกรุงนิวเดลีจำนวน 4 คนซึ่งติดเชื้อโควิด-19 เดินทางกลับมาเท่านั้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์