ตัวตน เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของ ‘หม่อมดิวไดอารี่’

คุยกับ ‘หม่อมดิวไดอารี่’ ผู้มีตัวตนบนโลกโซเชียลมีเดียเป็นที่จดจำจากคาแรกเตอร์เฉพาะตัว เธอเป็นใคร? ตัวตนจริงๆ เป็นอย่างไร? ทำเพจเพื่ออะไร? แล้วกลัวไหมว่าจะโดนฟ้องด้วยมาตรา 112? มาฟังคำตอบของ LGBT คนหนึ่งที่ต้องการสร้างรอยยิ้มให้คนอื่น

ทพจร. ย่อมาจาก ‘ทัพพีจะร่วง’ เปลี่ยนแปลงและหยอกล้อความหมายเดิมได้อย่างน่ารักน่าชัง เริ่มต้นจากลูกเพจ แล้วถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในเพจ ‘หม่อมดิวไดอารี่’ https://www.facebook.com/momdewdiary กลายเป็นคำฮิตติดปากและติดตัว

ถามว่าหม่อมดิวเป็นใคร? ตอบแบบสั้นๆ ที่เหมือนไม่ตอบอะไร หม่อมดิวก็คือ กิตติคุณ ธรรมกิติราษฎร์

“ก็เป็น LGBT ทั่วไป”

เป็นครูสอนร้องเพลงตามสถาบันต่างๆ และมีสถาบันของตัวเอง สอนร้องเพลงมาราว 20 ปี จบการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ด้านการร้องเพลงโดยตรงจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านการประกวดร้องเพลงหลายเวที เคยได้อันดับ 3 จากเวที Yamaha Music Festival ของสยามกลการเมื่อปี 2007 แนวเพลงที่ถนัดคือแนวดีว่า คลาสสิกคอล บรอดเวย์

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ตอบคำถามถึงบุคลิก ท่าทาง วิธีการพูด น้ำเสียง ที่เปิดเผยผ่านเพจหม่อมดิวไดอารี่ ที่สร้างเสียงหัวเราะและเสียงก่นด่า รอยยิ้มและความไม่พอใจ รักและเกลียด

ประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือเพดานที่เคยสูงเกินแตะต้องลดลงมาขนาดไหนก็เห็นกันอยู่ แต่หม่อมดิวออกตัวว่า

“คุณอยากจะโยงคุณโยงไปเลยเป็นสิทธิของคุณเราไม่สามารถไปบังคับ คุณโยงโยงไปไม่เกี่ยวกับเรา เราถือว่าเราเป็นไอดอลคนหนึ่งหรือเปล่าเราก็ตอบไม่ได้ แต่คุณแม่ก็ถือว่าเราเป็น Influencer คนหนึ่งที่สามารถทำให้ลูกเพจหรือคนที่ดูคุณแม่มีความสุขในวิกฤตแบบนี้ เอาที่เขามีความสุขก็พอ”

ตัวตนของ ‘หม่อมดิว’

‘หม่อมดิว’ มีชีวิตและตัวตนในแวดวงเพื่อนๆ LGBT และในโลกโซเชียลมีเดียมากกว่า 10 ปีแล้ว มันเป็นฉายาที่คนรอบข้างมอบให้

“แต่งตัว แต่งหน้า ทำผมในลักษณะแบบนี้มานานแล้วเพราะแต่งตามแฟชั่นพระราชนิยม แล้วเราก็ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ LGBT เรายามราตรีก็อยากแต่งสวยๆ ไปเที่ยว ไปออกงานสังคม ไปเจอผู้คน เราก็แต่งไปแบบนี้เพราะเราชอบผ้าไหม ผ้าไทย แต่งแล้วก็สวยงาม ไปตามสถานบันเทิง ไปเต้นรำ ก็มีความสุขดี”

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นหลังมีการเปลี่ยนรัชสมัย ราวสองสามปีที่ผ่านมานี้เองที่ความยุ่งยากตั้งเค้า ลูกๆ (ภาษาชาว LGBT ที่ใช้เรียกรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่า) มอบพวงมาลัยข้อพระกรให้ในงานวันเกิดของเธอ โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ค แล้วถูกใครก็ไม่รู้นำภาพไปแชร์ต่อจนเป็นกระแส

“มีกลุ่มบุคคลแชร์ภาพนี้ออกไปแล้วแจ้งดำเนินคดีกับเราเมื่อประมาณปี 2019 บางทีแชร์ไปถึงที่ทำงานเราก็มีแต่ที่ทำงานเราเขาก็แยกแยะออกว่าเราแต่งตัวอย่างนี้มานานแล้วเวลาเราไปสอน”

ถึงขนาดมีคนแฝงตัวไปที่โรงเรียนเธอเพื่อต้องการตักเตือน

“แล้วเขาก็แฝงตัวเข้ามาโดยการสืบจากเฟซบุ๊คของเรา แล้วนัดเข้ามาคุยกับเราเรื่องการทำงาน เรื่องอยากมาเรียนร้องเพลง แล้วก็มาเปิดเผยตัวว่าเขาเป็นกลุ่มนี้ว่าจะมาดูทัศนคติของเราเป็นยังไงแล้วก็มาเตือนเรา

“โชคดีจริงๆ ที่ผู้ที่มาตรวจสอบเขารู้จักกับเราพอสมควรเพราะเขาเป็นคู่ชีวิตของเพื่อนของเพื่อนเราอีกที เขาก็เลยมาพูดคุยกับเรา มันก็เลยไม่ได้เป็นการคุกคามอะไร ก็ถือว่าเขาเข้ามาเพื่อคอยเตือนมากกว่า ตอนนั้นมี พ.ร.บ.คอม ที่ว่าใครแชร์ไปโดยที่เราไม่ได้อนุญาตก็สามารถไปฟ้องได้ แต่คุณแม่ไม่ทำเพราะว่าทำไปก็เท่านั้น”

หม่อมดิวไดอารี่

ในงานวันเกิดของ Influencer คนหนึ่ง เจ้าของวันเกิดทักหม่อมดิวว่าทำไมไม่ทำเพจของตัวเอง เธอจึงชวนน้องแอดมินไปทำคลิปเธอนั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงแล้วอัพลงเพจหม่อมดิวไดอารี่ที่เปิดในวันนั้น เพจเกี่ยวกับ...

“เรื่องทั่วๆ ไปคุณแม่มองว่ามันเป็นเรื่องที่ Influencer ท่านอื่นเขาก็ทำ เขาก็มีหลากหลาย บางท่านก็มีแต่งหน้า บางท่านก็มีพาไปเที่ยว พาไปกินข้าว แต่ Content ของหม่อมดิวจะไม่ซ้ำคือจะมีการพาไปเที่ยวบ้าง พาไปทานบ้างอะไรที่คิดว่ามันอร่อยหรือไปกินแล้วคุณแม่ชอบ เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากกว่า แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะมีรายการเข้ามาเยอะแยะในสมอง รายการทำอาหารจากลูกเพจเขาอวยพรเรา ทพจร. ทัพพีจะร่วง เราก็แบบว่ามันน่ารักดี เราก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อรายการทำอาหาร แตกแขนงออกมาจากหม่อมดิวไดอารี่ เป็นรายการทำอาหารคาว

“แล้วลูกเพจก็บอกว่าไม่มีรายการทำอาหารหวานเลยอยากให้ทำบ้าง เราก็เลยเป็นทัพพีจะร่วง Le Dessert แล้วก็มีช่วงสหเทยทอล์คซึ่งจริงๆ เป็นกลุ่ม LGBT ที่เป็นเก้งกวางเขาตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ เขามีสหเทยสมาคมเราก็เลยเอาคำนี้มาใช้เป็นช่วงสหเทยทอล์ค เป็นช่วงพูดคุยเกี่ยวกับการรีวิวร้านอาหาร รีวิวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วก็เลยเปิด Marketplace ด้วย เป็นสายใจเทยให้คนเข้ามาขายของในวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้”

“เพราะมันเป็นตัวตนของคุณแม่”

หลายคนคงอยากรู้ว่าทำไมหม่อมดิวถึงมีคาแรกเตอร์นี้

“มันเป็นคาแรคเตอร์ที่ดูภูมิฐาน ดูอบอุ่น ดูเป็นคุณแม่ที่อบอุ่น เราก็อยากจะเป็นคุณแม่ของลูกๆ ที่อบอุ่น เพราะจริงๆ คุณหญิงคุณนายหรือคาแรคเตอร์ที่เป็นผู้ลากมากดี เขาก็พูดกันแบบนี้จากเท่าที่สังเกตดูหลายๆ คนที่เป็นผู้หญิงสูงวัย ถ้าลองเปิดใจแล้วไปสังเกตดูหลายๆ ท่านที่อยู่ในวงการหรือที่เป็นนักธุรกิจเขาก็จะมีลุคแบบนี้เป็นลุคที่ดูแล้วอบอุ่น มันมีความสุขฟังแล้วไม่หยาบคาย ด้วยความที่เราเป็นครูบาอาจารย์เราจะมาพูดหยาบคายให้ดูตลกโปกฮามันก็เป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องเป็นลุกที่ดูแล้วอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ลูกๆ ดูแล้วฮา

“ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ มันก็ปกติมาตลอด เวลาเราไปไหนบางคนเขาก็มอง บางคนก็มาชื่นชม หรือบางคนก็มองแบบเหยียดๆ บางคนก็มองแบบไม่ค่อยพอใจก็มีเข้ามาถามว่าทำไมถึงต้องแต่งตัวแบบนี้ แต่งหน้าแบบนี้ ทำผมแบบนี้ ทำไมต้องพูดแบบนี้ กิริยามารยาทแบบนี้ ก็เป็นพวก LGBT กันเองนี่แหละ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน พูดจริงๆ แล้วคุณแม่ก็อยู่ฝ่ายกลาง แต่คุณแม่ดูผลงานแล้วก็พูดตรงๆ ว่าการบริหารบ้านเมือง…ก็ตามนั้น เราก็ไม่อยากไปพูดอะไรเยอะแยะ แต่ว่าเราก็อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย”

หม่อมดิวยืนยันว่าสิ่งนี้คือตัวตนของเธอ

“เราเลือกทำตรงนี้เพราะมันเป็นตัวตนของคุณแม่ เราต้องเข้าใจว่าคนเราหน้าตาอาจจะเหมือนกันก็ได้โดยไม่ใช่พี่น้องกัน”

112

“ถามว่ากลัวไหม ไม่ คุณแม่คิดว่าคุณแม่ไม่ได้ทำอะไรที่ขัดกับกฎหมาย 112 เพราะกฎหมายนี้เขาครอบคลุมเบื้องสูง ก็มีอาฆาตมาดร้ายหรืออะไรอย่างนี้ เราก็ไม่เคยที่จะไปอาฆาตมาดร้ายอะไรเขา แล้วเราจะโดนได้ไหม คุณแม่คิดว่าไม่น่าจะได้นะ เพราะคุณแม่ไม่เคยไปด่าอะไรเขา ไม่เคยทำให้เขาเสื่อมเสีย แต่ถามว่าจะเอากฎหมายมาเล่นคุณแม่ว่าแต่งตัวแบบนี้ ทำเสียงแบบนี้ มันมีไหมในข้อกฎหมาย ถ้ามันมีประชาชนคนไทยก็ไม่สามารถจะแต่งผ้าไทยได้เหรอ หรือไม่สามารถแต่งชุดไทยได้อีกต่อไปเลยเหรอ มันตอบได้ยากค่ะ

“เราทำอะไรขัดต่อกฎหมายไหม คุณเอากฎหมายมากางให้ดูไหมว่ามีข้อไหนบ้างที่เราทำแล้วเราไปอาฆาตมาดร้าย เราไปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราเป็นตัวตนขึ้นมาแบบนี้แล้วทำให้เขาดูเสื่อมเสีย ทรุดโทรม ล้มล้าง คุณบอกมาเลยเราจะเลิกทำ แต่อันนี้มันไม่มีส่วนไหนที่จะทำให้เขาเสื่อมเสียหรือหมิ่นอะไรเลย เราก็แต่งตัวสวยๆของเราเพราะเราเห็นแล้วมันสวย ผ้าไทยก็ควรที่จะได้เป็นคนไทยใส่ คุณแม่แต่งไปแบบนี้ไปเที่ยวข้าวสารหรือตามที่ที่มีคนต่างชาติเยอะๆ เขาก็มองแล้วเขาก็ยิ้ม เป็นแฟชั่นที่มันดูสวย ใครๆ ก็อยากใส่

“บางคนก็คือโยงกันไปเอง เราก็เลยแบบว่าอย่าโยง ขอร้อง โยงน่ะโยงได้แต่ไม่เกี่ยวกับคุณแม่แล้วกัน” หม่อมดิวหัวเราะเมื่อถึงตรงนี้ “อันนี้ก็บอกตรงๆ เลยว่ามันคือตัวตนของเรา อย่าไปโยงว่าเราเป็นตัวตนของคนอื่น ลูกเพจบางคนเขาอาจจะโยงหรือมีความสุขที่ได้โยงก็เรื่องของเขา คุณแม่ไม่ได้สนใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องของเขาที่เขาชื่นชอบหรือเขาอยากจะโยง หรือเขาอยากจะเล่นเพื่อความสนุกสนาน

“แต่หลังๆ ลูกเพจจะเข้าใจในสิ่งที่คุณแม่เป็น เขาจะรู้ว่านี่คือตัวตนของคุณแม่แล้วก็จะไม่ค่อยได้ยุ่งอะไรเยอะแยะ อาจจะมีบ้างที่ไปโยงนิดโยงหน่อยคุณแม่ก็ไม่ได้สนใจเพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เขาอยากจะโยง อยากจะเล่นกับเรา หรืออยากจะเรียกเราเป็นแบบไหนก็ตาม มันเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงจะทำและปฏิบัติได้โดยที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย”

ถึงที่สุดแล้วการสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดูจะเป็นเป้าหมายหลักของหม่อมดิวไดอารี่

“เราถือว่าเราเป็นคนคนหนึ่งที่จะสร้างรอยยิ้มสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่นได้”

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์