Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศฯ’ พาผู้เสียหาย​บุกกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เมื่อ​ 6​ กรกฎาคมที่ผ่านมา​​ เร่ง​รัฐมนตรีรีบส่งร่าง ร่างฯ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว​ เข้าสภาฯ​ ถกพร้อมร่างภาคประชาชน​ หารือปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย​ ย้ำ! การทำร้าย ‘คู่รัก’ คือ​ ความรุนแรง​ แนะ​ 2​ ข้อเสนอ คือ เร่งรัดกระบวนการการแก้ไขกฎหมาย และสนับสนุนข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ​​

6​ ก.ค. 2569​ ที่กระทรวงการพัฒนา​สังคม​และความมั่นคงของมนุษย์​ เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ประเทศไทย​ เข้ายื่นหนังสือต่อ​ นิกร​ โสมกลาง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์​ (พม.)​ 

โดยมีตัวแทนเครือข่ายร่วมยื่นข้อเรียกร้อง​ ได้แก่​ จิตติมา​ ภาณุ​เตชะ​ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา​, นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ​, วราภรณ์ แช่มสนิท​ ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย, ​บุษยาภา​ ศรีสมพงษ์​ ทนายความผู้ก่อตั้ง​มูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ​, ธารารัตน์​ ปัญญา​ ​ทนายความผู้ก่อตั้ง​ Feminist Legal Support, อังคณา​ อินทสา​ ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล​, ธีรภัทร​ คหะวงค์​ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ​ กล่าวว่า​ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน​ ยังขาดประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวหลายด้าน​

ทางเครือข่ายได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งมือแก้ไขร่างกฎหมาย​ (พ.ร.บ.)​ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว​ พ.ศ…. หลังร่างภาคประชาชนได้ยื่นเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว​ ตั้งแต่ปลายปี​ 2568​ แล้วย้ำว่า​ ควรมีร่างกฎหมายที่คุ้มครองผู้เสียหายอย่างไม่เลือกปฏิบัติ​ และขจัดช่องว่างทางกฎหมายที่ซ้ำเติมผู้เสียหาย​ รวมถึงช่องโหว่กฎหมายที่ยังปล่อยผู้กระทำผิดลอยนวล

“อย่างไรก็ตาม เรายังมีความกังวลมากที่ร่างของรัฐบาลตัดคำว่า ‘คู่รัก’ ออกจากนิยามบุคคลในครอบครัวที่พึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ โดยอ้างเหตุความยากในการตีความสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในคู่รักหรือแฟนนับวันยิ่งมากขึ้น และมีความรุนแรงไม่ต่างจากความรุนแรงในคู่ที่แต่งงานกัน หรือคู่ที่อยู่กินร่วมครัวเรือนเดียวกัน และมีผลกระทบร้ายแรงต่อผ้ที่ถูกทำร้ายไม่แตกต่างกัน การตัดคำว่า ‘คู่รัก’ ออกจากกฎหมายนี้ เท่ากับว่ารัฐกำลังเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะรูปแบบความสัมพันธ์ เครือข่ายฯ จึงเสนอให้บรรจุคำว่า​ ‘คู่รัก’ กลับเข้าไปในกฎหมาย และระบุให้ชัดว่าครอบคลุมทั้งคู่รักต่างเพศและเพศเดียวกัน ทั้งที่อยู่หรือไม่ได้พักอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน” วราภรณ์​ กล่าว

เครือข่าย​ต่อต้านความรุนแรงฯ เห็นร่วมกันว่า​ เพราะร่างกฎหมายของฝั่งรัฐบาลยังมีช่องว่างอื่นๆ​ กล่าวโทษผู้ถูกกระทำว่าเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เกิดขึ้น​ และมีการออกคำสั่งจำกัดเสรีภาพของผู้ถูกกระทำ​ ซึ่งทางเครือข่ายวิจารณ์​ร่างกฎหมายดังกล่าวว่ามีช่องว่างสำหรับการสร้างอคติต่อผู้ถูกกระทำ​ ซ้ำเติมผู้เสียหาย​ และเสี่ยงจะเป็นการตีตรา​ ถึงแม้ว่าร่างกฎหมายของรัฐบาลจะบัญญัติให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ก็ตาม แต่ก็ยัง​เปิดช่องให้มีการยุติการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและระงับสิทธิของผู้เสียหาย​ที่จะฟ้องคดีอาญาสำหรับบางความผิดที่เป็นการละเมิดกฎหมายอาญาชัดเจน ​ในขณะที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับของภาคประชาชนได้ระบุประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวลเอาไว้ชัดเจน​ ซึ่งมองว่าต้องไปถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการต่อไป​

อังคณา​ อินทสา​ 

อังคณา จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ผู้ซึ่ง​เก็บตัวอย่างความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวจากหนังสือพิมพ์​ เพื่อเป็นกระจกสะท้อนสังคม​กล่าวว่า​ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคู่รักเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ​ ในช่วงเวลา​ 1​ ปี​มีราวๆ​ 100 เคสที่เสียชีวิตจากการทำความรุนแรง​ เพราะความหึงหวง​ โดยคู่รักส่วนใหญ่อายุ​ 20-30​ ปี​ เธอบอกว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างที่เจอตามข่าวหนังสือพิมพ์เท่านั้น​ นอกจากนี้ยังมีการกระทำความรุนแรงระหว่างคู่รักโดยใช้อาวุธอื่นๆด้วย​ เช่น​ ปืน​ เป็นต้น

เธอเล่าถึง​ เคสที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล​ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อายุยังน้อย​ ถูกคุกคามทางเพศ​ ถูกกระทำความรุนแรงจากคู่ตรงข้าม​มาเป็นเวลานาน​ และยังเกิดการกระทำซ้ำอยู่เรื่อยๆ​ ชวนมองถึงความน่าเห็นใจว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคู่รัก​ เขายังต้องการการช่วยเหลือ​และการให้คำปรึกษา

“สิ่งที่เราเห็นอยู่ในข่าว​ เคสที่เสียชีวิตแล้ว​ มันเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งแล้ว” อังคณา​​กล่าว​ 

เธอเห็นว่าถึงแม้ว่าร่างกฎหมายปัจจุบันจะทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดอาญาแผ่นดินแล้ว​ แต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่​ในเรื่องการจัดการรายกรณี​ จึงแนะนำให้กระทรวง พม.ได้ลองอ่านทบทวน​ นอกจากนี้ยังพูดถึงกรณี ‘การใช้อำนาจควบคุม’ โดยอิงจากงานวิจัย​ว่า​ ผู้เสียหายจะไม่มีบาดแผลปรากฏให้เห็นในเชิงกายภาพ​ เพราะโดยส่วนใหญ่จะถูกควบคุมทางจิตใจ​ ข่มขู่​ ใช้ลูกเป็นเครื่องมือของความรุนแรง​ แต่เธอมองว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจถึงตายได้​ พม.จึงควรเน้นการประเมินความเสี่ยงอย่างแท้จริง​กับผู้เสียหายด้วย​ 

บุษยาภา​ ศรีสมพงษ์​

ส่วน​ บุษยาภา​ จากมูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ ระบุถึงการกล่าวว่า​ ‘ผู้ถูกกระทำมีส่วนก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว’ ​นั้นเป็นการตีตราต่อผู้เสียหาย​ เพราะในสมการนี้ผู้เสียหายก็คือผู้ถูกกระทำ​ เธอกล่าวว่าสิ่งที่รัฐควรมองเห็นคือ​ใครเป็นผู้เจตนาหรือเป็นผู้เริ่มก่อน​ นั่นคือ​ ฝ่ายผู้กระทำ

“คราวนี้ต้องถอยออกมาก่อนว่า​ ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ​ ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่เท่ากัน​ เราไม่สามารถใช้กระบวนการการประณีประนอมเข้ามาเป็นวิธีการแรก​ได้​ จำเป็นต้องใช้การจัดการรายกรณีอย่างเป็นนัยสำคัญ​ ไม่งั้นกว่า​ 90% ของเคสที่เข้ามาหาเรา​ก็คือเขาพยายามไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐมาแล้ว​ แล้วก็ถูกกระทำซ้ำ​ แล้วเจ้าหน้าที่ให้ไกล่เกลี่ยจนเขาเลือกที่จะไม่ไปต่อแล้ว​ เขากลับไปอยู่ในวงจรความรุนแรง ​วันหนึ่งการสูญเสียก็เกิดขึ้น​ ​อันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราต้องมาแก้ว่า​ ​การประนีประนอม​ ​เราไม่ได้บอกว่าจะให้ทุกคู่เลิกกันหรือไม่ให้ทุกคู่หย่ากัน การประนีประนอมต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น​ และทำในระยะสุดท้าย​ ทำในระยะผู้ถูกกระทำมีสวัสดิภาพปลอดภัยแล้ว​ ในระยะที่เขามีอำนาจต่อรองแล้วเท่านั้น​ แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาร้องขอ​ ต้องการเท่านั้น​ สำหรับผู้กระทำก็ควรมีมาตราการเฉพาะในการทำให้เขารู้ว่าเขาคือผู้ใช้ความรุนแรง​ เป็นคนที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น​​” 

“ถ้าเรามีผู้จัดการรายกรณี​ ผู้จัดการรายกรณีไม่สามารถเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้ ​ท่านจะเห็นในร่างรัฐบาล มีผู้จัดการรายกรณีอยู่​ ​แต่กลายเป็นว่ามาตรการการจัดการรายกรณีหายไปเลย​​ หายไปตั้งแต่มาตรา 19 ถึงมาตรา 24 ​ อยากให้แยกว่า​ ผู้จัดการรายกรณี​ จุดสูงสุดคือการยืนอยู่ข้างผู้ถูกกระทำ” บุษยาภา​ กล่าวติง

“ทั้งๆที่บ้านมันเป็นของเรา​ แต่เราไม่สามารถอยู่ได้” บทสนทนาจาก​ 2​ ผู้เสียหาย​

ยุ้ย​ สุธิดา​ ราชรัตนารักษ์

ยุ้ย​ สุธิดา​ ราชรัตนารักษ์​ ผู้เสียหายคนที่​ 1 จากเหตุการณ์การกระทำความรุนแรงจากสามีชาวเยอรมัน เล่าว่า เธอเป็นผู้ถูกกระทำถึง​ 4​ ปี​ ก่อนสามีจะจากไป​ เธอถูกกระทำความรุนแรงตั้งแต่ลูกของเธอยังอายุประมาณ​ 8​ ปีจนตอนนี้อายุ​ 12​ ปีแล้ว เคยพยายามขอความช่วยเหลือจากกลไกของรัฐ แต่ก็พบอุปสรรคหลายอย่าง ทำให้เข้าไม่ถึงความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยช่วงเกิดความรุนแรงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจถึง 6 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับแค่ตักเตือนสามี ไกล่เกลี่ย และให้ทำข้อตกลงว่าจะไม่ทำร้ายตนอีก แต่พอสามีเมากลับมาก็ทำร้ายตนเหมือนเดิม ขนาดพาลูกออกมาเช่าบ้านยู่ที่อื่นยังตามมาทำร้าย ข่มขู่คุกคาม พอเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ​ ตำรวจกลับบอกว่ายังไม่เกิดความเสียหาย จึงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ

นอกจากนี้ เธอยังเคยยื่นคำร้องขอคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพกรณีฉุกเฉินต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิที่ระบุไว้ใน​ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 แต่เจ้าหน้าที่ศาลระบุว่า เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้และไมมีนิติกรดำเนินการให้ เหมือนพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ช่วยเหลือ ซ้ำยังทำบันทึกคำร้องโดยเขียนให้เหตุการณ์ดูเบาลง ทั้งที่เหตุการณ์​คือ​ ถูกทำร้ายบาดเจ็บและมีการขู่ฆ่า ทำให้เมื่อเรื่องไปถึงชั้นพิจารณาคำร้อง ผู้พิพากษาจึงพยายามไกล่เกลี่ยอีก โดยมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว และสามียอมรับผิดแล้ว น่าจะจบได้ โดยไม่ได้นึกถึงความต้องการและความปลอดภัยของเธอซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำเป็นหลัก​ ทำให้รู้สึกว่า​ สุดท้ายแล้วแนวทางของศาลก็แก้ปัญหาไม่ได้​ เธอยังถูกกระทำซ้ำอีก และอยากให้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ปิดจุดอ่อนช่องว่างเหล่านี้ด้วย

“หลังจากลงจากศาล​ หลังจากถูกคุ้มครองแล้ว​ เราก็ยังถูกกระทำอยู่​ มีชีวิตรอด​ รอดเพราะอะไร​ เพราะเขาเสียชีวิต​ หลับตายจากอย่างเดียวเลยค่ะ​ พึ่งพากฎหมายไม่ได้เลย​ ทุกวันนี้​ 1 ปีที่ผ่านมา​หายใจได้​สะดวก​ ทานข้าวได้​ น้ำหนักขึ้น​ ไม่ใช่เพราะกฎหมายช่วยนะคะ​ เพราะเขาเสียชีวิต​”

“เราไม่ต้องการไกล่เกลี่ย​ Wer uns verletzt hat, muss gehen เป็นภาษาเยอรมัน​ แปลว่า​ ใครทำร้ายเราคนนั้นต้องออกไป​ กฎหมายเขาชัดเจน​ ชัดเจนคือว่าไม่มีการไกล่เกลี่ย” ยุ้ย​เปรียบเทียบ​

นิช​ เนืองนิช​ ชิดนอก

นิช​ เนืองนิช​ ชิดนอก​ ผู้เสียหายคนที่​ 2​ จากเหตุการณ์การกระทำความรุนแรง​ เธอเล่าว่า​งานของเธอทำอาชีพช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด​ อย่างที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม​ 4 ภาคและเลขาธิการ​ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ​ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเจอปัญหานี้ในครอบครัว​ ที่สามีจะฆ่าลูก​ ก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจ​ แต่ก็เจอเช่นเดียวกับยุ้ย​คือ​ ตำรวจมักจะให้ไกล่เกลี่ยกัน​ มองว่าเป็นปัญหาในครอบครัว​ ทั้งๆ ที่เธอยังไม่พร้อม​ ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายเธออีกรอบ เธอบอกว่าอาจจะเป็นความโชคดีที่เธอยังมีเครือข่ายภาคประชาชนให้สามารถประสานงานได้ จึงได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล​เข้ามาช่วย​ ตำรวจจึงจะยอมให้โทรศัพท์คุยกันคนละห้อง​ การมีคนกลางหรือมูลนิธิเข้ามาช่วยเหลือด้วย ความเข้าใจ​มันสำคัญมาก​ แต่ถึงแม้ว่ามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจะเข้ามาช่วยก็ตาม​ แต่เรื่องสภาพจิตใจ​ เธอก็ต้องการจิตแพทย์มากกว่า

“อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง​ ช่วยผลักดันกฎหมายข้อนี้หน่อย​ เพราะว่ามันอาจจะมีหลายๆ คนที่เข้าไม่ถึงกลุ่มหรือผู้ที่ช่วยเหลือได้​ แม้อย่างน้อยๆ เราเอง​เข้าถึงชุมชน​ ยังสามารถไปช่วยดูแลพี่น้องได้ต่อได้​” นิช​ ทิ้งท้าย

ธารารัตน์​ ปัญญา​ ​ทนายความผู้ก่อตั้ง​ Feminist Legal Support​ ย้ำว่าแผนแก้ไขและป้องกันความรุนแรงในครอบครัวที่ฝั่งรัฐบาลได้เขียนไว้ในร่างกฎหมาย​ และมีจุดจบคือ​ สามารถที่จะยุติการดำเนินคดีได้​ เธอรู้สึกกังวล​เพราะทัศนคติของเจ้าหน้าที่มักมองว่า​ “เรื่องเหล่านี้เคลียร์กันได้อยู่แล้ว” และอีกหนึ่งประเด็นที่เธอกังวลคือ​ เรื่องอายุความคดี​ แนะให้เพิ่มหลักการ​ เป็นนับจากเวลาที่ผู้เสียหายอยู่ในความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ลำพังคดีภายในครอบครัว​ขึ้นศาลก็มีอุปสรรคมากพอแล้ว​ ดิฉันไม่อยากจะให้มันถูกปิดกั้นตั้งแต่ด่านแรก​ ก็คือด่านอายุความ​ คิดว่าผู้เสียหายกว่าเขาจะยินยอมเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรม​มีอุปสรรคมากมายอยู่แล้ว​ เพียงแต่ว่าด่านนี้เป็นด่านแรกที่จะทำให้เขากล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยที่ไม่ต้องมานั่งเถียงว่า​ เขาจะตัดสินใจไปแจ้งความเมื่อไหร่” ธารารัตน์​ อธิบายเพิ่ม

ธารารัตน์​ ปัญญา​ 

ด้าน​ นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์​ ตอบรับข้อเสนอจากภาคประชาชน​ เพื่อไปปรับปรุงต่อว่าพม. จะแก้ไขร่างกฎหมายนี้อย่างไรได้​ แล้วนำเข้าไปถกเถียงกับภาคประชาชนต่อในชั้นกรรมาธิการ​ พร้อมขอบคุณผู้เสียหายทั้ง​ 2 คนที่เข้ามาร่วมชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น​ และเขาเชื่อว่าผู้เสียหายยังมีเยอะกว่านี้มาก​ เพราะเขาและหน่วยงานพม.ก็เคยได้ทราบเคสในลักษณะนี้มาบ้างเช่นกัน​ 

จตุพร โรจนพานิช​ ​อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว​ ก็ได้เข้าฟังอยู่ด้วย​ พร้อมตอบรับ​ รับฟังและทบทวนทุกข้อเสนอแนะจากเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ​ เธอระบุด้วยว่าพร้อมนำไปปรับ​ แก้ไขและดันต่อ​ เพราะ​นิกร​ โสมกลางจะคอยตามงานอยู่ตลอด

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง