Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ลุ่มน้ำปิงถือเป็นลุ่มน้ำหลักลำดับที่ 6 ของไทย จากจำนวน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ มีต้นกำเนิดในทิวเขาผีปันน้ำในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ ผ่านพื้นที่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ไหลผ่านพื้นที่ราบหุบเขาก่อนไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และบรรจบกับแม่น้ำวัง ที่จังหวัดตากและไหลผ่านจังหวัดกำแพงเพชรไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 33,896 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก กำแพงเพชรและนครสวรรค์ มีความยาวประมาณ 740 กม. และมีลุ่มน้ำสาขาภายใต้ลุ่มน้ำปิง จำนวน 30 ลุ่มน้ำสาขา แบ่งออกเป็นส่วนลุ่มน้ำปิงตอนบน ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 1, ลุ่มน้ำแม่งัด ลุ่มน้ำแม่แตง และลุ่มแม่น้ำปิงส่วนที่ 2 คือ แม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 2, แม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 2/1, แม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 2/2, แม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 2/3, แม่น้ำปิงตอนบนส่วนที่ 2/4, ลุ่มน้ำแม่ริม, ลุ่มน้ำแม่กวง, ลุ่มน้ำแม่ขาน, ลุ่มน้ำแม่ลี้, ลุ่มน้ำแม่กลาง และลุ่มน้ำแม่ปิงส่วนที่ 3 คือ แม่น้ำปิงส่วนที่ 3/1, แม่น้ำปิงส่วนที่ 3/2, แม่น้ำปิงส่วนที่ 3/3, แม่น้ำปิงส่วนที่ 3/4, ลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน ลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนล่าง ลุ่มน้ำแม่หาดและลุ่มน้ำแม่ตื่น กับส่วนของลุ่มน้ำปิงตอนล่าง ได้แก่ ลุ่มน้ำปิงส่วนที่ 4 คือ แม่น้ำปิงส่วนที่ 4/1, แม่น้ำปิงส่วนที่ 4/2, แม่น้ำปิงส่วนที่ 4/3, แม่น้ำปิงส่วนที่ 4/4, ลุ่มน้ำห้วยแม่ท้อ, ลุ่มน้ำคลองวังเจ้า, ลุ่มน้ำคลองแม่ระกา, ลุ่มน้ำคลองสวนหมากและลุ่มน้ำแม่น้ำปิงตอนล่าง 

ทั้งนี้ การจัดการน้ำของลุ่มน้ำปิงพึงต้องพิจารณาทั้งในรูปแบบของขอบเขตพื้นที่การปกครอง บริบทเฉพาะพื้นที่และการเชื่อมต่อของลุ่มน้ำสาขาประกอบกัน และมองการจัดการน้ำที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ควรพิจารณาในเชิงของกระบวนการทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่การจัดการน้ำนั้นมีผลต่อทั้งผู้คน อาชีพ ชุมชน สุขภาวะและระบบนิเวศอย่างมาก ซึ่งปัญหาของการจัดการน้ำที่สำคัญประการหนึ่ง คือ “การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม” ในประเด็นนี้หากเรามองตามกรอบวิธีคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายใต้แนวคิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (environmental justice) ในนิเวศวิทยาการเมือง (political ecology) ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใจการบริหารจัดการน้ำอย่างกรณีของลุ่มน้ำปิงได้ว่า “ปัญหาการจัดการน้ำนั้นสัมพันธ์อย่างมากกับเรื่องของอำนาจ การเข้าถึงทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและกระบวนการตัดสินใจของรัฐและสถาบันต่างๆ” ซึ่งบทความนี้มุ่งนำเสนอการสร้าง “ธรรมาภิบาลการจัดการน้ำ” (Water Governance) เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่เป็นธรรม

ประเด็นแรกของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นธรรม คือ การสร้างความยุติธรรมเชิงการกระจาย (distributive justice) กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์และภาระจากการพัฒนาลุ่มน้ำปิงถูกกระจายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบชลประทาน ฝาย อ่างเก็บน้ำ หรือโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม อาจช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้พื้นที่เกษตรหรือเมืองเศรษฐกิจ ลดปัญหาภัยแล้ง แต่ในขณะเดียวกันอาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนต้นน้ำ พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรรายย่อยหรือชุมชนที่พึ่งพาลำน้ำตามธรรมชาติ หากการจัดสรรน้ำเอื้อประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือพื้นที่เมืองมากกว่าชุมชนท้องถิ่นก็อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมได้

ประเด็นที่สอง คือ ความยุติธรรมเชิงกระบวนการ (procedural justice) ที่การบริหารจัดการน้ำไม่ควรเป็นกระบวนการที่กำหนดจากหน่วยงานส่วนกลางหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้จัดการตนเองได้เป็นสำคัญทั้งในเชิงของอำนาจ งบประมาณ องค์ความรู้ และมีการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ใช้น้ำ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มอำนาจในกระบวนการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม

ประเด็นที่สาม คือ ความยุติธรรมเชิงการยอมรับ (recognition justice) ซึ่งหมายถึงการยอมรับคุณค่า ตัวตน ความรู้และวิถีชีวิตของกลุ่มคนต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้น การจัดการลุ่มน้ำปิงไม่ควรยึดเฉพาะความรู้ทางวิศวกรรม อุทกวิทยาหรือเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ควรยอมรับองค์ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับป่าต้นน้ำ ฤดูกาล การจัดการน้ำหลาก น้ำแล้ง พื้นที่เสี่ยงภัยและระบบนิเวศของชุมชนด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเกษตรกรรมและเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ โดยในประเด็นนี้ยังสัมพันธ์กับการลดความขัดแย้งในการใช้น้ำระหว่างกลุ่มคนต่างๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์/กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่มักถูกทำให้เป็นอื่น (the others) ในการจัดการน้ำและมักถูกมองเข้าใจว่าเป็นผู้สร้างปัญหา ผู้บุกรุกป่า รุกล้ำลำน้ำ หรือผู้สร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศของลุ่มน้ำ โดยไม่เข้าใจมิติทางสังคม เศรษฐกิจ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้คนและระบบความรู้ของชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์ ย่อมนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากร 

ยกตัวอย่างกรณีของชาวไทยใหญ่ในพื้นที่สูงและการเกษตรส่วนบนของลุ่มน้ำที่มักถูกมองจากทั้งคนพื้นราบ เจ้าหน้าที่ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการลุ่มน้ำว่าเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหาทั้งสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรที่ดินและน้ำจากคนไทยไปทำให้เสียโอกาสในทางเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและบริการ เป็นต้น

ดังนั้นในกรณีบริบทของลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาขา ความยุติธรรมเชิงการกระจายจึงควรถูกใช้เป็นหลักในการประเมินว่า การจัดสรรน้ำระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำมีความสมดุลหรือไม่ พื้นที่เกษตรรายย่อยได้รับน้ำเพียงพอเทียบกับพื้นที่เศรษฐกิจหรือไม่ ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้รับการป้องกันเท่าเทียมกับเขตเมืองหรือไม่ และมาตรการอนุรักษ์ต้นน้ำสร้างภาระต่อชุมชนท้องถิ่นมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งภายใต้แนวคิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมพึงให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ผลประโยชน์และภาระด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม 

ในขณะที่กระบวนการบริหารจัดการน้ำและการตัดสินใจในเชิงนโยบายและแผนของลุ่มน้ำปิงไม่ควรมีการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ในการบริหารจัดการและโครงสร้างเชิงอำนาจหน้าที่และงบประมาณกับระบบราชการมากจนเกินไปจนทำให้ท้องถิ่นขาดความคล่องตัวและสภาพคล่องในการบริหารจัดการและดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างของอำนาจหน้าที่และงบประมาณในแบบรัฐราชการรวมศูนย์ยังส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเอกภาพและรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐ หน่วยงานราชการ ท้องถิ่น ชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำได้

ดังนั้น ธรรมาภิบาลน้ำที่เป็นธรรมจึงต้องปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำและกระบวนการใหม่ที่เน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น โดยรัฐเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และให้สิทธิแก่ผู้ใช้น้ำและผู้ที่ได้รับผลกระทบในการร่วมกำหนดอนาคตของทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ การยอมรับคุณค่า ตัวตน ประสบการณ์และความรู้ของกลุ่มคนต่างๆ ในลุ่มน้ำยังเป็นเรื่องสำคัญนประเด็นของความยุติธรรมเชิงการยอมรับ กล่าวคือ ชุมชนต้นน้ำและชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากมีองค์ความรู้เกี่ยวกับฤดูกาล น้ำหลาก น้ำแล้ง พื้นที่เสี่ยงภัย การดูแลป่า การใช้ประโยชน์ที่ดินและความสัมพันธ์ระหว่างลำน้ำกับวิถีชีวิต ความรู้เหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนจัดการน้ำ แต่หลายครั้งอาจถูกลดทอนความสำคัญเมื่อเทียบกับข้อมูลเชิงเทคนิคหรือความรู้จากหน่วยงานภายนอก

ในทางนิเวศวิทยาการเมืองจึงให้ความสำคัญกับการผสานความรู้พื้นเมืองและความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่การกำกับดูแลและจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีของการจัดการน้ำ โดยมองว่าความรู้ของชุมชนท้องถิ่นไม่ใช่เพียงข้อมูลประกอบ แต่เป็นฐานคิดสำคัญของการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ดังนั้น การจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงจึงควรหลีกเลี่ยงการมองชุมชนต้นน้ำเป็นเพียง “ผู้ใช้ทรัพยากร” หรือ “ผู้สร้างปัญหา” แต่ควรมองชุมชนในฐานะหุ้นส่วนของการดูแลระบบนิเวศและการจัดการน้ำร่วมกัน

นอกเหนือจากนี้ ประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลันและคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ยังส่งผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่เท่ากัน กลุ่มที่มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย ผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ชุมชนริมน้ำและชุมชนบนพื้นที่สูง มักมีความสามารถในการปรับตัวต่ำกว่ากลุ่มที่มีทุน ทรัพย์สิน หรืออำนาจต่อรองมากกว่า ดังนั้นภายใต้แนวคิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมนั้นจึงมองว่า “ความเปราะบางไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ทำให้คนบางกลุ่มมีทรัพยากรในการรับมือกับความเสี่ยงน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น” 

ในกรณีของการบริหารจัดการลุ่มน้ำปิง ธรรมาภิบาลการจัดการน้ำ (Water Governance) จึงควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานก่อนการใช้น้ำเพื่อกิจกรรมเศรษฐกิจ การสนับสนุนระบบเตือนภัยชุมชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก การเพิ่มศักยภาพองค์กรผู้ใช้น้ำระดับท้องถิ่นและการจัดทำแผนรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมที่ไม่ผลักภาระไปยังเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ “แม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นระบบชีวิต” ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมอย่างเรื่องการจัดการน้ำพึงมุ่งไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มากกว่ามนุษย์ (more-than-human governance) โดยการมองว่าป่า แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ สัตว์น้ำ และระบบนิเวศไม่ใช่เพียงทรัพยากรเพื่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ แต่เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทในการรักษาสมดุลของระบบสังคมและสิ่งแวดล้อม 

สำหรับลุ่มน้ำปิง การจัดการน้ำที่เป็นธรรมจึงต้องคำนึงถึงการรักษาการไหลของน้ำตามธรรมชาติ คุณภาพน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และการลดผลกระทบจากโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศลำน้ำ หากการพัฒนาน้ำมุ่งเน้นเพียงการกักเก็บ ผันน้ำหรือควบคุมน้ำโดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ อาจทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน ดังนั้น ธรรมาภิบาลการจัดการน้ำต้องตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้ ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำ การจัดสรรน้ำ คุณภาพน้ำ งบประมาณโครงการ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระบวนการตัดสินใจควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ หากข้อมูลถูกควบคุมโดยหน่วยงานเฉพาะ หรือประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ย่อมทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและลดความชอบธรรมของนโยบาย

ข้อเสนออีกประการเพิ่มเติม คือ การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำต่างๆ จึงควรมีระบบฐานข้อมูลกลางของลุ่มน้ำ กลไกติดตามผลโดยชุมชนท้องถิ่น ระบบร้องเรียน การจัดสรรงบประมาณและอำนาจตัดสินใจที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และการประเมินผลกระทบของการจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หรือการสร้างธรรมาภิบาลน้ำที่การจัดสรรน้ำคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางของการวางแผน การยอมรับความรู้ท้องถิ่น การประเมินผลกระทบสะสมระหว่างลุ่มน้ำสาขา การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศลำน้ำ

กล่าวโดยสรุป ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมช่วยยกระดับการจัดการน้ำจากการบริหารเชิงเทคนิคไปสู่การบริหารน้ำอย่างมีธรรมาภิบาลที่คำนึงถึงสิทธิ ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม และความยั่งยืนของระบบนิเวศ การพัฒนาลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาขาจึงควรสร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างและเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง 

 

อ้างอิง

Benjaminsen, T. A., & Svarstad, H. (2021). Political ecology: A critical engagement with global environmental issues. Springer Nature.

Eriksen, S., Schipper, E. L. F., Scoville-Simonds, M., Vincent, K., Adam, H. N., Brooks, N., Harding, B., Khatri, D., Lenaerts, L., Liverman, D., Mills-Novoa, M., Mosberg, M., Movik, S., Muok, B., Nightingale, A., Ojha, H., Sygna, L., Taylor, M., Vogel, C., & West, J. J. (2021). Adaptation interventions and their effect on vulnerability in developing countries: Help, hindrance or irrelevance? World Development, 141, 105383.

Malik, I. H., Borde, R., & Ford, J. D. (2026). Political ecology: Past, present, and future. Discover Sustainability, 7, 374. https://doi.org/10.1007/s43621-026-02707-x

Robbins, P. (2019). Political ecology: A critical introduction. Wiley.

Svarstad, H., & Benjaminsen, T. A. (2020). Reading radical environmental justice through a political ecology lens. Geoforum, 108, 1–11.

Whatmore, S. (2002). Hybrid geographies: Natures, cultures, spaces. SAGE.

  1. ^

     สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1. (2026). ลุ่มน้ำปิงตอนล่าง. สืบค้นจาก https://water.dwr.go.th/wro1/index.php/th/2018-05-04-04-13-04/2018-05-04-04-14-54

  2. ^

     Schlosberg, D. (2004). Reconceiving environmental justice: Global movements and political theories. Environmental Politics, 13(3), 517–540. และ Benjaminsen, T. A., & Svarstad, H. (2021). Political ecology: A critical engagement with global environmental issues. Springer Nature.

  3. ^

     Malik, I. H., Borde, R., & Ford, J. D. (2026). Political ecology: Past, present, and future. Discover Sustainability, 7, 374. https://doi.org/10.1007/s43621-026-02707-x

  4. ^

     Eriksen, S., Schipper, E. L. F., Scoville-Simonds, M., Vincent, K., Adam, H. N., Brooks, N., Harding, B., Khatri, D., Lenaerts, L., Liverman, D., Mills-Novoa, M., Mosberg, M., Movik, S., Muok, B., Nightingale, A., Ojha, H., Sygna, L., Taylor, M., Vogel, C., & West, J. J. (2021). Adaptation interventions and their effect on vulnerability in developing countries: Help, hindrance or irrelevance? World Development, 141, 105383.

  5. ^

     Malik, I. H., Borde, R., & Ford, J. D. (2026). Political ecology: Past, present, and future. Discover Sustainability, 7, 374. https://doi.org/10.1007/s43621-026-02707-x และ Whatmore, S. (2002). Hybrid geographies: Natures, cultures, spaces. SAGE.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง