ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับมติเห็นชอบจากทั้ง 2 สภาให้ผ่านประกาศใช้เป็นกฎหมาย
หลังจากนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 81 นายกรัฐมนตรีจะต้องนำร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศลงราชกิจจานุเบกษาต่อไป
การลงมติเกิดขึ้นหลังมีการอภิปรายเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จาก สส.หลายขั้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ในชั้นวุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมมา โดยประเด็นหลักที่มีความเห็นแย้งแตกเป็นสองฝ่ายในสภาผู้แทนราษฎรคือ ‘มาตรา 11’ ว่าจะมีการเปิดทางเลือกให้เยาวชนที่เป็นผู้กระทำความผิดในคดี ม.112 ใช้สิทธิเข้ากระบวนการบำบัดฟื้นฟู เพื่อนำไปสู่การยุติคดีได้หรือไม่
มาตรา 11 ระบุว่า “บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอ ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เห็นเป็นการสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผน พร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ด้องมีคำพิพากษา ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุชประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด”
โดยวุฒิสภามีการแก้ไขโดยเพิ่มเติมวรรคท้ายความว่า “ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112”
ประชาไทรวบรวมคำอภิปรายของ สส.หลายขั้ว เกี่ยวกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมแล้วส่งกลับคืนมาที่สภาฯ
‘จาตุรนต์’ ชี้ ไม่ใช่สัญญาณดี นิรโทษกรรมเว้นคดี 112 เยาวชน
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ที่ สว.ได้มีการแก้ไขแล้วส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรว่า ประเด็นอยู่ที่การแก้ไขมาตรา 11 ซึ่งมีความสำคัญตรงที่การแก้ไขมาตรานี้เป็นการส่งสัญญาณหรือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ที่ควรจะต้องอภิปรายแสดงความเห็นไว้ ตนเองเคยพูดมาแล้ว และมีประสบการณ์ส่วนตัว มีผู้ที่รู้จัก ผู้ใกล้ชิดได้รับการนิรโทษกรรมในอดีต อยากพูดเพื่อเป็นบันทึกไว้และให้สภาได้ช่วยกันคิดต่อไป
การนิรโทษกรรมในอดีต เป็นการนิรโทษกรรมที่มีหลากหลายแง่มุม การนิรโทษกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุด ทำแล้วประสบความสำเร็จโดยง่าย ก็คือการนิรโทษกรรมการรัฐประหารและผู้ก่อกบฎ ซึ่งต่อมารัฐบาลไม่อยากมีเรื่องมีราวต่อไปจึงได้ทำการนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรมเช่นนี้ทำให้การรัฐประหารในไทยเกิดขึ้นโดยง่าย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
ส่วนการนิรโทษกรรมประชาชนในการต่อสู้ทางการเมืองก็เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง บางครั้งเป็นการนิรโทษกรรมไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่ปราบประชาชน ทำให้ฝ่ายรัฐก็ได้อานิสงส์ไปด้วย หรือบางทีฝ่ายประชาชนเป็นฝ่ายได้อานิสงส์จากการที่เขาจะนิรโทษกรรมผู้ที่กระทำการรัฐประหาร การนิรโทษกรรมเหล่านั้นมักเป็นการนิรโทษกรรมการกระทำจากเหตุการณ์ จากวันที่เท่าไหร่ถึงวันที่เท่าไหร่ โดยไม่ได้มีการพูดถึงบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ความผิดฐานใด เป็นการนิรโทษกรรมไปหมดทุกเรื่องไม่ว่าจะความผิดฐานใด ยกตัวอย่างสองกรณี
1.กรณี 6 ตุลาฯ เมื่อนิรโทษกรรมเหตุการณ์ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนั้นซึ่งมีข้อหาว่ากระทำความผิดร้ายแรง อย่างเช่นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ล้มล้างการปกครอง เป็นกบฎ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ เขาก็นิรโทษกรรมมาแล้ว ถ้าพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็รวม 112 อยู่ด้วย แต่ว่าเมื่อนิรโทษกรรมแล้ว มันเป็นสัญญาณต่อสังคมว่ารัฐไม่ต้องการที่จะประหัตประหาร กระทำย่ำยี นักศึกษา ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอยู่ ซึ่งนั่นไม่ได้แปลว่าเขาช่วยผู้กระทำผิด เพราะว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำผิดใดๆ เลย แต่ว่าการนิรโทษกรรมมันก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคม
2.การนิรโทษผู้กระทำผิดในข้อหาตาม พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ การกระทำผิดตาม พ.ร.บ. คอมมิวนิสต์นั่นหมายถึงบ่อนทำลายความมั่นคง บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติประเทศไทย ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประเทศไทยก็เคยนิรโทษกรรมมาแล้ว เมื่อนิรโทษกรรมแล้วก็ยกเลิก พ.ร.บ. ฉบับนั้นมาแล้ว จากครั้งนั้นมันส่งสัญญาณคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม จริงๆ ไม่ได้นิรโทษกรรมผู้ทำผิด ส่วนใหญ่เขาไม่ได้จะทำผิด แต่ถูกกล่าวหาแบบใส่ร้ายป้ายสี เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการนิรโทษในอดีตมันก็ทำให้สังคมหันกลับมาอยู่ด้วยกันได้ ความขัดแย้งคลี่คลายไปได้ แต่ที่มักจะทิ้งปัญหาไว้ คือเรื่องการรัฐประหาร
การนิรโทษกรรมครั้งนี้ครอบคลุมการกระทำผิดเรื่องใดบ้าง ท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้ว อยู่ในบัญชีแนบท้ายยาวเหยียด ก็คือว่าจะล้างการกระทำความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ล้างกระดานกันใหม่ แต่ก็อาจจะยังทิ้งปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้กันได้
การนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ได้นิรโทษกรรมฝ่ายรัฐ เพราะฝ่ายรัฐที่กระทำผิดหาวิธีนิรโทษกรรมตัวเองไปบ้าง หรือไม่ก็หาวิธีทำให้ตนเองไม่ต้องถูกดำเนินคดีใดๆ จึงไม่ต้องการการนิรโทษกรรม เรานิรโทษกรรมครั้งนี้แล้วก็ยังมีปัญหาการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงเนื่องจากได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้กฎหมายตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้การกระทำผิดร้ายแรงในการล้มรัฐบาล ขัดขวางการเลือกตั้ง นำไปสู่การรัฐประหาร นิรโทษกรรมครั้งนี้เราก็ยังไม่ได้แก้สิ่งที่ยังค้างคาอยู่
จาตุรนต์ย้ำว่า อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 อยู่แล้ว เพียงแต่ผมยกตัวอย่างในอดีตว่า เรื่องร้ายแรงกว่า 112 อีกมาก เขายังนิรโทษกรรมกันมาแล้ว แต่การนิรโทษกรรมในครั้งนี้มันส่งสัญญาณอะไร
การแก้มาตรา 11 ไม่ใช่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม แต่เป็นมาตรการพิเศษที่จะดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งอิงกฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเอามาใช้ในมาตรานี้ เพื่อที่จะให้เกิดการฟื้นฟูบำบัด ถ้าเขากระทำผิด เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าอาจจะไม่เกิดการดำเนินคดี จึงไม่ใช่การนิรโทษกรรม
จาตุรนต์ กล่าวว่า ในขณะที่เรานิรโทษกรรมการกระทำความผิดอย่างอื่นๆ ที่มีโทษร้ายแรงกว่า ม.112 แต่ทำไมจึงยกเว้นเฉพาะความผิด ม.112 รวมถึงการปิดช่องยุติคดี ม.112 ในกรณีของเยาวชนด้วย ไม่ให้มีสิทธิขอใช้กระบวนการฟื้นฟูบำบัด นี่คือการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ก็สามารถมองได้ และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยใช้ดุลยพินิจทางการเมือง…ซึ่งอันนั้นจะเป็นสัญญาณที่ตรงกันข้ามกับการนิรโทษกรรมที่เคยเกิดขึ้นกับในยุค 6 ตุลา หรือหลายๆ ครั้งที่ส่งสัญญาณว่าต้องการคลี่คลายความขัดแย้ง แต่นี่เราแก้เพียงนิดหนึ่ง มีผลต่อคนไม่มาก แต่มันส่งสัญญาณในทางสับสนว่า สภาเราถ้าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบแล้ว เราเห็นอย่างไรกับการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม การเปิดโอกาสให้เด็ก-เยาวชนที่อายุน้อยๆ ได้มีโอกาสที่จะฟื้นฟูบำบัดในการปรับตัว นี่ไม่พูดถึงการนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ”
“โดยส่วนตัวผม อยากให้แก้ไขกลับไปให้เป็นไปตามร่างของ สส. แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าหลายๆ ท่านที่เกรงว่าจะเสียเวลายาวนานในการปฏิบัติจริง แต่ผมก็ต้องยืนหยัดจากที่ได้ผ่านมาหลายยุค และได้เห็นสัญญาณของหลายๆ ยุคที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง…ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมา”
‘ศศินันท์’ ซัดนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การสร้างสันติสุข
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.เขต 11 พรรคประชาชน ได้อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเป็นเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา
ศศินันท์กล่าวว่า ตนได้ฟังคำอธิบายของเพื่อนสมาชิกทุกคนอภิปรายอย่างตั้งใจ โดยทุกคำพูด ทุกประโยค ทุกแววตา ทุกความรู้สึก ขอขอบคุณทุกคนที่อภิปรายด้วยเหตุและผล แต่บางคนยังมีความเข้าใจที่ผิดไป คำว่า "เด็กถูกล้างสมอง" ที่หลายคนอภิปรายพูดซ้ำๆ จนแผ่นเสียงตกร่อง จึงยกตัวอย่างว่าในสมัยนี้มี AI เด็กไม่สามารถถูกล้างสมองได้ง่ายๆ แต่รุ่นเก่าหรือรุ่นเราต่างหากที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจมาใช้ในสมองผ่านตำราประวัติศาสตร์ไทย ที่แก้แล้วแก้อีก
“จากที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าคดีมาตรา 112 มีไม่ถึง 10 คดี ท่านลองใช้ ChatGPT หาดูได้ว่า เยาวชนโดน 112 กี่คน อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี ถ้าอัปเดตจริงๆ ณ ปัจจุบัน ในเว็บศูนย์ทนายฯ นั่นคือ 20 คน 24 คดี”
การที่เพื่อนสมาชิกได้ยกถึงตัวเลขของผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในสมัยต่างๆ โดยยกตัวอย่างทั้งคดีก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ ซ่องโจร กบฏ ครอบครองอาวุธ บุกรุกสถานที่ราชการ เนื้อหาการกระทำผิดแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคดีมาตรา 112
“ในขณะที่คดีมาตรา 112 กลับเป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต กดไลก์ แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป หรืออีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตราดูร้ายแรงมาก แต่พฤติการณ์ในคดีคือการชุมนุมโดยทั่วไป แล้วไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา จึงมีการชูสามนิ้ว นั่นคือพฤติการณ์ในคดีมาตรา 110 ที่หลายคนบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้”
การนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ ข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อหาในมาตรา 112 ก็เคยถูกนิรโทษกรรมมาแล้ว ซึ่งหลายท่านในห้องประชุมก็ต่างได้รับประโยชน์กันมาแล้วทั้งนั้น ย่อมเข้าใจดี
ศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ‘การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ’ ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมผ่านคำสั่งที่ 66/23 และใช่อยู่ว่าไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีอื่นๆ ในบัญชีแนบท้ายก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมนั้นสิ่งที่เราต้องการคือ ต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา กลับไปทำงาน กลับไปเรียนหนังสือ แต่กับคดีมาตรา 112 หรือ 110 ไม่มีใครสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่ลมหายใจกลับมายังไม่ได้ เอาร่างกลับมายังไม่ได้
“การที่เราจะไม่เห็นชอบในวันนี้กับการแก้ไขของวุฒิสภา ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคน 6,000 กว่าคน”
การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า มาตรา 11 ที่พรรคเพื่อไทยบรรจงเขียนเพิ่มลงไป ถูกลบความหมายทั้งหมดด้วยการเพิ่มวรรค 2 ของวุฒิสภา ทางพรรคเพื่อไทยไม่เอะใจหรือติดใจ แต่ตนไม่เข้าใจ เพราะในชั้นกรรมาธิการ พรรคเพื่อไทยเองเสนอว่าจะเปิดช่องในมาตรา 11 โดยเลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่า ‘นิรโทษกรรม’ แต่ใช้มาตรการของศาลเยาวชนแทน ท้ายที่สุดมาตรา 112 ก็ถูกล็อกอีกในวรรค 2 ปิดประตู ปิดหู ปิดตา มัดมือ มัดเท้า แล้วถูกปลอบประโลมด้วยคำว่า ‘การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ’
นอกจากนี้หลายคนบอกว่าหากนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ก็จะกลับมาทำอีก แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามกับการกระทำผิดซ้ำในคดีอื่นๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าจะไม่ทำอีก
อยากให้ทุกคนหยุดคิดกับประโยคนี้ว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ไม่ใช่แค่นักกิจกรรม หรือคนที่สังคมอาจตีตราไปแล้ว แต่มีหลายคนที่ตอนเกิดเหตุยังเป็นเด็กและเยาวชน เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งเป็นเวลากว่า 20 ปี บางคนแค่ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และออกไปชุมนุม เอาไปพูด เอาไปตั้งคำถาม ด้วยความเชื่อ ความโกรธ ความขัดข้องใจ และความหวังเล็กๆ ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น เพราะเป็นประเทศที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกยาวนาน มากกว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้
“เราอาจเห็นต่างกับสิ่งที่เขาพูด อาจไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่คำถามคือ เราจะตอบสนองต่อเยาวชนเหล่านี้ด้วยอะไร ด้วยความเข้าใจว่าพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสังคมที่มีความขัดแย้งตลอด 20 ปีมานี้ หรือจะบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ใช้ชื่อว่า ‘เสริมสร้างสังคมสันติสุข’ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว กลับไม่มีที่ยืนในสมการนี้”
หากในกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่เยาวชนก็ยังไม่กล้าโอบรับ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเราต้องการสร้างสันติสุขจริงๆ หรือกำลังสร้างความขัดแย้งใหม่ในสังคมกันแน่ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง เขาไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิต แต่กลับต้องถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้ ทั้งที่ทุกคนประสานเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ตนขอตีเก๊ทั้งหมด การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐไม่ได้ต้องการการสมานฉันท์ ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขจริงๆ แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตต่อไปในสังคมนี้ ให้ได้รับบทเรียนว่า ความยุติธรรมของรัฐไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ตามรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย
“ถ้าร่างนี้ เป็นการเปิดประตูให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่หน้าให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่เยาวชน ดิฉันไม่ขอเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติและอำมหิต วันนี้ดิฉันและพรรคประชาชน เราจึงขอโหวตไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. ที่กลับมาในสภาแห่งนี้”
‘อภิสิทธิ์’ มองควรให้เยาวชนที่ผิด 112 มีสิทธิบำบัดฟื้นฟู
หวั่นเปิดช่องล้างผิดกลุ่มเอี่ยวฮั้ว สว.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.ประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ที่ สว.ได้มีการแก้ไขแล้วส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนและพรรค ปชป. สนับสนุนให้ได้มีกฎหมายฉบับนี้ ต้องการนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข โดยฐานความผิดที่เป็นข้อยกเว้นซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 3 ซึ่งพรรค ปชป.ทราบดีว่ามีผู้ที่จะได้รับอานิสงค์จากกฎหมายฉบับนี้ประมาณ 6,000 คน
มี 2 ประเด็นที่พรรค ปชป. เห็นว่าสมควรที่จะพิจารณาเพิ่มเติม คือ
- การแก้ไขของ สว.ในมาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและกฎหมาย ม.112
ไม่ว่าจะมีการแก้ไขหรือไม่แก้ไขมาตรา 11 อย่างไรเสียผู้กระทำความผิดมาตรา 112 ก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มาตรา 11 นี้เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่กระทำความผิดในขณะที่ยังเป็นเยาวชน
หลักสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอไปที่วุฒิสภาก็คือว่า กรณีเช่นนี้ ด้วยความเป็นเยาวชน เขาควรจะมีทางเลือก ไม่ได้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ พูดง่ายๆ ก็คือมาตรา 11 ต้องเป็นกรณีที่เขาร้องขอเท่านั้น ความหมายคือ เขาขอที่จะให้กรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าทำแผนบำบัดฟื้นฟูให้กับเขาได้หรือไม่ ถ้าเขาไม่ขอ เขาก็ถูกดำเนินคดีเหมือนเดิม และถึงเขาขอ เขาก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เขาได้มองเห็นแล้วว่าเขาต้องการการบำบัดฟื้นฟู และกฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้เขา
สิ่งที่พวกเราควรพูดกันก็คือ กรณีที่มีเยาวชนตัดสินใจที่จะขอรับการบำบัดฟื้นฟู เขาควรจะได้รับโอกาสนั้นไหม เราคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนคนเหล่านี้กับสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีความแนบแน่นดีขึ้นจากกระบวนการนี้หรือไม่? หรือการไปเขียนข้อยกเว้นอย่างวุฒิสภาคือดำเนินคดีกับเขาไปแล้ว จะสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า? นั่นเป็นประเด็นที่ตนเข้าใจว่าแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่อาจสรุปได้ว่าฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าถ้าเยาวชนได้มีทางเลือกช่องทางนี้ ก็อาจทำให้ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ลดลง
การที่สมาชิกบางท่านไปอภิปรายว่า ถ้าทำเช่นนี้จะเป็นการส่งเสริมให้คนกระทำผิดในวันข้างหน้า ไม่เกี่ยวเลย เพราะใครกระทำความผิดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมหรือกระบวนการนี้ อีกประเด็นที่น่าประหลาดใจและไม่ค่อยสบายใจก็คือ การที่วุฒิสภาไปเพิ่มในบัญชีท้าย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พศ.2561 มีการกำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ
“ที่แปลกใจก็คือ ผมและเพื่อนๆ ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ไม่เคยทราบเลยว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เรากังวลกันทุกวันนี้ ไปเกี่ยวข้องกับการเลือกวุฒิสภาครั้งที่ผ่านมาอย่างไร ยังไม่เคยมีใครบอกผมเลยว่าจะมีใครที่จะมีปัญหาในคดีนี้ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง แต่เมื่อมีการใส่เรื่องนี้เข้ามา นั่นหมายความว่า ถ้าใครโดนดำเนินคดีเรื่องนี้ ก็สามารถจะไปให้คณะกรรมการที่มีนายกฯ เป็นประธานไปชี้ขาดได้ว่าสมควรจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ ท่านประธานก็อาจจะบอกว่าเขาเขียนไว้แล้วนี่ ที่เราพูดว่า ‘ฮั้ว สว.’ มันก็น่าจะแปลว่าทุจริตการเลือกตั้ง ผมชวนท่านประธานลองคิดเล่นๆ ว่าการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม การเลือกตั้งที่ทุจริตก็จะไปจบลงที่การวินิจฉัยของ กกต. ว่าต้องเลือกตั้งใหม่ไหม ต้องให้ใบเหลือง-ใบแดงไหม ว่าต้องเพิกถอนสิทธิ์อื่นอย่างไร แต่มันมีความผิดอื่นตามกฎหมายการเลือกวุฒิสภา
เช่น กรณีที่พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุน สมมติว่าวันข้างหน้าในการดำเนินคดีเกี่ยวกับ สว. กกต. อาจจะดูเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วบอกว่าไม่มีหลักฐานที่จะต้องไปให้ใบเหลืองใบแดง เพิกถอนสิทธิ์ใคร แต่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีคนของพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คนที่ไปเกี่ยวข้องก็จะอ้างว่านี่เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะการเลือกตั้งไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่ามีการทุจริต แบบนี้ก็จะได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ ผมอาจจะตีความผิดก็ได้ แต่เป็นประเด็นที่สมควรแก่การร่วมกันพิจารณา”
ทั้ง ความผิดในบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีส่วนของความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วย แต่มีวงเล็บไว้ว่า “เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ”
‘ชูศักดิ์’ บอกเคยเสนอ ‘นิรโทษโดยมีเงื่อนไข’
แต่สภาชุดที่แล้วโหวตคว่ำข้อสังเกต
ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ที่ สว.ได้มีการแก้ไขแล้วส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรว่า ตนเองมีส่วนร่วมในสภาชุดที่แล้ว โดยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาแนวทางการตราร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่ศึกษาหาแนวทางในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ได้ทำการศึกษา 3-4 เดือน เชิญพรรคการเมือง ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมามีส่วนร่วมให้ความเห็น โดยรวมก็เห็นตรงกันว่าควรมีการนิรโทษกรรมผู้ที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่จุดที่เห็นไม่ตรงกัน คือเรื่องการนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 ที่ไม่ว่าจะไปพูดคุยที่ไหนก็มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย
ตนและกมธ.คนอื่นๆ ได้คิดแนวทางขึ้นมาแนวทางหนึ่ง เรียกว่า ‘การนิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไข’ หมายความว่า ไม่ใช่การนิรโทษกรรมทันที แต่จะนิรโทษกรรมได้โดยอาศัยระยะเวลา อาศัยการพูดคุย การสำนึกผิด การยอมรับสภาพความจริง การไม่กระทำผิดซ้ำ แต่ก็น่าเสียดายเพราะข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนั้น สภาชุดที่แล้วรับทราบรายงาน แต่ไม่รับทราบข้อสังเกตในประการหลัง ‘การรับทราบ’ มีความหมายเพียงว่า ส่งเรื่องให้กับรัฐบาลไปพิจารณาหาทางต่อไปในอนาคต แต่สภาชุดนั้นไม่รับทราบ ก็ไม่ว่าอะไรกัน ท้ายที่สุดรายงานชุดนั้นก็มาอยู่ที่สภาแห่งนี้ สำหรับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข มีหลักการชัดเจนว่าไม่นิรโทษกรรมความผิดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ฆ่าคนตาย รวมถึงความผิดตามมาตรา 112
“จริงๆ เรื่องมาตรา 11 ไม่ใช่เรื่องการนิรโทษกรรม แต่เป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเพื่อฟื้นฟูเยียวยาผู้กระทำผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ในชั้นของ กมธ.สภาฯ ผมเคยติดตามดูแล้ว เขาคิดถึงเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดว่าอายุยังน้อย วุฒิภาวะยังไม่มาก กระทำความผิดไปอาจจะไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงคิดว่าจะมีการเยียวยาอย่างไร เรื่องนี้คิดโดยผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านหนึ่ง ไปยกร่างให้ในชั้น กมธ.สภาผู้แทนฯ ไปเปิดดู พ.ร.บ.ว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวที่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ความหมายก็คือว่าถ้าเด็กและเยาวชนเหล่านั้นร้องขอก็จะมีกระบวนการฟื้นฟู ส่งให้อัยการไปรายงานศาล จะมีกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องฟ้อง แต่ใช้แผนฟื้นฟู ความจริงกฎหมายประเภทนี้ก็มีบัญญัติไว้ในมาตรา 86 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว เพียงแต่มาตรา 86 นั้นเป็นเรื่องที่ผู้อำนวยการสถานพินิจจะต้องทำแผนฟื้นฟูและส่งอัยการ และให้อำนาจอัยการที่จะไม่ฟ้องได้ ปัญหาใหญ่ก็คือเมื่อวุฒิสภา เห็นมาตรา 11 แล้วก็ไปเพิ่มวรรคสองขึ้นมาว่า ไม่ให้รวมถึงการกระทำตามมาตรา 112 โดยส่วนตัวคิดว่าการเพิ่มวรรคท้ายมาเช่นนี้ของ สว. ทำไปเพื่ออะไร หลายท่านในห้องนี้ก็อภิปรายว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เฉพาะกรณีมาตรา 112 อันนี้ก็เป็นปัญหาที่น่าคิด”
ชูศักดิ์กล่าวว่ามีอยู่ 2 ทางเลือกที่สภาต้องชั่งน้ำหนักว่าทางไหนจะเป็นประโยชน์มากกว่ากัน ถ้าเราไม่เห็นชอบ ก็ต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วม และมีกระบวนการอื่นๆ อีกต่อไปที่ใช้เวลานาน แต่ถ้าเราเห็นชอบกับที่วุฒิสภาแก้ไข แน่นอนว่าไม่มีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอยู่แล้ว เราก็มีมาตรการตามมาตรา 11 โดยไม่ใช้กับความผิดตามมาตรา 112 แต่ผมนึกไปว่า มันยังมีการกระทำอื่นๆ อีกมากที่เป็นความผิดควบอยู่ เช่น ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดต่อเจ้าหนักงาน ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความผิดเหล่านี้อยู่ในบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับนิรโทษกรรม
‘หมอวรงค์’ หนุนนิรโทษกรรม แต่เว้น 112
หวั่นบางพรรคใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ
เดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานว่า วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ร่วมอภิปรายด้วยว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งวันนี้มีประชาชนรอคอย พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวอยู่ประมาณ 6,000 คน และเชื่อว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน สิทธิเสรีภาพต่างๆ จะกลับคืนสู่ประชาชนกลุ่มนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ตนเชื่อว่าหวังดีต่อชาติบ้านเมือง แต่อาจมีหลักคิดที่ไม่ตรงกัน การชุมนุมของประชาชนมักจะเป็นการชุมนุมที่ต่อต้านอำนาจรัฐ และทุกครั้งเป็นผลมาจากรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบจึงเกิดปัญหาขึ้นมา ดังนั้นการเสนอ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวขึ้นมา และวุฒิสภามีการแก้ไข ส่วนตัวรับได้ แต่อยากย้ำว่า 3 ประเด็นที่มีการยกเว้น จะต้องทำให้เราจำไว้ตลอดไป เพราะในอนาคตตนเองเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีก ดังนั้นต้องจำไว้เลยว่าทุจริตนิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะถือว่าการโกงชาติบ้านเมืองเป็นรากปัญหาที่ทำให้ประชาชนยังยากจน และคดีฆ่าคนตายก็เป็นความผิดส่วนบุคคลที่ถือว่าไปละเมิดคนอื่น
ขณะที่คดีมาตรา 112 ไม่ได้เกิดจากการที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่กลับกลายเป็นคดีที่จาบจ้วงไปยังสถาบันเบื้องสูง และตนเองพูดได้อย่างเต็มปากเนื่องจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วว่ามีขบวนการล้มล้างการปกครองเกิดขึ้น ดังนั้นคดี ม.112 จึงไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม และมีเด็กเยาวชนถูกดำเนินคดีไม่ถึง 10 คน ซึ่งศาลเยาวชนมีการดูแลไม่เหมือนศาลอาญาทั่วไป ตนเองสนับสนุนที่วุฒิสภาจะแก้ไขเฉพาะส่วนนี้ เพราะไม่อยากเห็นภาพว่าจะมีบุคคลที่เป็นขบวนการหรือพรรคการเมืองมาสนับสนุนให้เยาวชนไปกระทำความผิด ตนเองสงสารเด็กที่มีประสบการณ์น้อย ถูกปลูกฝังขึ้นมาแล้วสุดท้ายเป็นคนรับเคราะห์รับกรรม
วรงค์ ยกตัวอย่างตัวเลขผู้ที่ถูกดำเนินคดีตาม ม.112 ว่า ปี 2562 มี 68 คน ปี 2564 มี 128 คน ปี 2565 มี 59 คน ปี 2566 มี 37 คน ปี 2567 มี 14 คน และปี 2568 มี 8 คน สะท้อนให้เห็นว่าปี 2563 - 2565 เป็นช่วงที่ขบวนการยุยงปลุกปั่นประชาชนทำให้เกิดคดีนี้ขึ้นมามาก แต่หลังจากสังคมนิ่งขึ้น มีสติขึ้น มีการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ปรากฏว่าคดี ม.112 น้อยลงมาก ตนเองจึงสนับสนุนที่วุฒิสภาส่งการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวลงมายังสภา แต่มีข้อห่วงใยในบัญชีแนบท้ายที่ไม่สบายใจและอยากฝากไว้ เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 124 การให้ผู้ใดรู้ความลับประเทศ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองอย่างไร เหมือนมีนัยเอื้อประโยชน์กับใครบางคนหรือไม่ในการเอาความลับของประเทศไปให้ผู้อื่นหรือให้รัฐต่างชาติ รวมถึง ม.184 การที่ผู้ใดช่วยผู้อื่นไม่ต้องได้รับโทษหรือได้รับโทษลดน้อยลง ก็ตั้งคำถามว่ามาตรานี้ตามกฎหมายอาญาช่วยเหลือใครหรือไม่ให้ได้รับโทษน้อยลง และเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองอย่างไร และ ม.190 การช่วยเหลือผู้หลบหนีระหว่างคุมขัง ซึ่งตนเองกังวลใจ
วรงค์ยังฝากไปยังคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะมีอำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ซึ่งสามารถใช้ดุลพินิจ ดังนั้นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารที่เป็นคณะกรรมการต้องใช้ดุลพินิจเพื่อความปรองดองสันติสุขจริงๆ หากเอาดุลพินิจนี้มาเอื้อประโยชน์ตามกฎหมายที่แนบท้าย ตนเองเตือนว่าแทนที่จะทำให้สังคมปรองดอง ฝ่ายบริหารจะเป็นผู้จุดประกายความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมา และถ้าใช้อำนาจมิชอบจะเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ยืนยันว่าตนเองสนับสนุนให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเพื่อคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนไม่น้อยกว่า 6,000 คน
