เมื่อเยาวชนปกาเกอะญอ 'กะเบอะดิน' อมก๋อย เชียงใหม่ ลุกขึ้นต้าน 'เหมืองแร่' - 'อุโมงค์ผันน้ำ' EP1

เยาวชนกะเหรี่ยงโปว์หมู่บ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ออกมาย้ำอย่างหนักแน่นว่า ที่พวกเราลุกขึ้นมาต่อสู้ก็เพราะว่าอยากจะปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนและวิถีชีวิตที่เราพึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราคิดว่าทรัพยากรที่มีในหมู่บ้านเราทุกวันนี้ มันไม่ควรที่จะถูกทำลายไปเพราะว่ากลุ่มนายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของคนบางกลุ่ม

กะเบอะดิน...ดินแดนมหัศจรรย์

คือชื่อเพจ ที่น้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่กะเบอะดิน ได้ร่วมกันตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่เรื่องราววิถีชนเผ่ากะเหรี่ยงโปว์ หมู่บ้านกะเบอะดิน ที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า กันมาช้านาน

กะเบอะดิน ชุมชนเล็ก ๆ ชุมชนหนึ่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประชากรในหมู่บ้านราว 300 คน นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ ชื่อของหมู่บ้านกะเบอะดิน มาจากคำว่า “กะเบอะ” ซึ่งเป็นชื่อของหม้อชนิดหนึ่งในภาษา “ปกาเกอะญอ” ซึ่งเมื่อมารวมกับคำว่าดินจะแปลว่า “หม้อดิน” ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านในสมัยก่อนจะทำปั้นหม้อดินเพื่อขายให้ตามหมู่บ้านต่างๆ จนกระทั่งถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยวิถีชีวิตของชุมชนบ้านกะเบอะดินได้เชื่อมโยงวิถีชีวิตของพวกเขาเข้ากับทรัพยากรธรรมชาติ และธรรมชาติรอบตัวในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการใช้ชีวิตประจำวันหรืออาชีพของชาวบ้านในชุมชนล้วนต้องพึ่งพิงธรรมชาติไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งรวมแม้กระทั่งพิธีกรรมและความเชื่อของชุมชน จึงทำให้กะเบอะดิน คือดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนชื่นชอบในความเงียบ ง่าย งามตามธรรมชาติ

แต่แล้ว จู่ๆ ก็มีสิ่งแปลกปลอมได้คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ ใช่แล้ว สิ่งแปลกปลอมนั้นชื่อ “เหมืองแร่” และ “อุโมงค์ผันน้ำ” ที่กำลังเข้ามาทำลาย ความงาม ความมหัศจรรรย์ของผืนดินถิ่นเกิด ผืนป่าและสายน้ำ ?!

จนทำให้เยาวชนกลุ่มนี้ ได้รวมตัวกันลุกขึ้นสู้ คัดค้านต่อต้านโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี

พรชิตา ฟ้าประทานไพร หรือ ดวงแก้ว  หนึ่งในแกนนำเยาวชนกะเหรี่ยงโปว์หมู่บ้านกะเบอะดิน

พรชิตา ฟ้าประทานไพร หรือ ดวงแก้ว หนึ่งในแกนนำเยาวชนกะเหรี่ยงโปว์หมู่บ้านกะเบอะดิน เล่าให้ฟังว่า ที่พวกเราลุกขึ้นมาต่อสู้ก็เพราะว่าอยากจะปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนและวิถีชีวิตที่เราพึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งเราคิดว่าทรัพยากรที่มีในในหมู่บ้านเราทุกวันนี้ มันไม่ควรที่จะถูกทำลายไปเพราะว่ากลุ่มนายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้

จากข้อมูลจากเอกสารราชการในยุคแรกที่สืบค้นได้บ่งบอกอายุของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 180 ปี

“ตามหลักฐานทางการที่เราได้ข้อมูลมา  หมู่บ้านนี้อายุประมาณ 180 กว่าปี  แต่พอเราสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ เขาบอกว่า จริงๆ แล้วหมู่บ้านนี้มีอายุไม่ใช่แค่ 180 กว่าปี แต่เราอาศัยอยู่ตรงนี้มา 200-300 ปีมาแล้ว”      

เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  มีการค้นพบวัตถุโบราณ เช่น กล้องยาสูบ ที่บ่งชี้ความเป็นชุมชนดั้งเดิม ซึ่งถูกพบและปรากฎให้เห็นอย่างน้อย 4 จุด ในพื้นที่หมู่บ้าน  สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อมก๋อยมีการอาศัยอยู่กันมาอย่างยาวนาน ที่สำคัญ แหล่งค้นพบกล้องยาสูบโบราณนั้นอยู่บริเวณเดียวกันกับพื้นที่ที่มีการยื่นขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน

 สิ่งแปลกปลอมที่ชื่อ โครงการเหมืองแร่

พรชิตา เล่าให้ฟังว่า จริงๆ โครงการเหมืองแร่นี้ เริ่มมีมานานแล้ว ตั้งแต่เธอยังไม่เกิดด้วยซ้ำ

“ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน เขามาทำรั้วปักหมุดอะไรไปก่อนแล้ว ซึ่งเขาบอกกันว่า มีการค้นเจอแร่ที่เขาเรียกว่า ถ่านหินบิทูมินัส เป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดีกว่าลิกไนต์มาก เพราะให้ค่าความร้อนในการเผาไหม้สูงกว่าลิกไนต์หลายเท่า แล้วเขาก็ทำข้อมูล มีการเข้ามาสำรวจขุดเจาะในพื้นที่บ่อยๆ แล้วเขาก็เริ่มลงมือเมื่อปี 2543 มีการขอประทานบัตรเหมืองแร่ปี 2543 คือเป็นปีที่เราเกิดพอดีเลย” พรชิตา บอกเล่าให้ฟัง

หลังจากนั้น ในปี 2555  ทางโครงการเหมืองแร่ ได้มีการทำรายงาน EIA สำเร็จ

“ซึ่งเป็น EIA  ที่แบบเขาทำให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้อะไรเลย หลังจากนั้นในปี 2562 เขามีป้ายมาติดที่บ้านผู้ใหญ่บ้านว่า เขาจะมารับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน ตอนนั้นก็มีกระแสทางโซเชียลในเพจอมก๋อย มีการสื่อสารกันว่า...เราคนอมก๋อย จะปล่อยให้มีเหมืองแร่ที่บ้านเราจริงๆ เหรอ  ซึ่งก็มีคนมาคอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นกันมากว่า ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ไม่เห็นด้วย ไม่ต้องการเหมืองแร่ เพราะมันจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ”

         

พรชิตา บอกว่า กลุ่มเยาวชนกะเบอะดิน จึงได้รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ โดยมีภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้เข้ามาต่อสู้ร่วมกับเรา ซึ่งทางภาคีเครือข่ายยุติเหมืองแร่ ก็เข้ามาแนะนำให้กับทางชาวบ้าน หมายถึงว่าร่วมกันกำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์หรือว่าธงระดับต่างๆให้กับทางชุมชน และก็ลุกขึ้นมาที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ในปี 2562 เป็นต้นมา

“โดยอันดับแรกเลยก็คือ การให้ความรู้ก่อน ให้ทุกคนมีความรู้ด้านกฎหมายเรื่องของแร่ รวมไปถึงกฎหมายด้านสิทธิด้วยว่า่การสร้างเหมืองแร่ นั้นจะมีผลกระทบอะไรบ้างในชีวิต สุขภาพ การสัญจร เรื่องวัฒนธรรม และการเกษตร เราเริ่มทำข้อมูลแล้วก็คุยก็คุยตามแผนยุทธศาสตร์ ว่าจะเอายังไงดี โดยกิจกรรมของเรา ก็มีตั้งแต่การทำข้อมูลชุมชน ทำหนังสือคัดค้าน การทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ ซึ่งเราก็มีธง มีดาวชัดเจนแล้ว ดาวของเราก็คือให้ยุติเหมืองแร่  และเรามีธงชัดเจน ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน และเน้นความเป็นคนเท่ากัน”

เช่นเดียวกับ ณัฐฏนัย วุฒิศีลวัตร เยาวชนบ้านกะเบอะดิน ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาร่วมคัดค้านไม่เอาเหมืองแร่ บอกว่า เพื่อที่จะปกป้องวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน ไม่ให้สูญเสียพื้นที่ป่า พื้นที่ทำกิน เพราะว่า ปกติทำเกษตรกรรม ทำสวน ปลูกข้าว พริก กะหล่ำ มะเขือ ฟักทอง กันเป็นหลัก กระทบต่อเศรษฐกิจของชาวบ้าน นอกจากนั้น การทำเหมืองแร่ มันจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่ป่า ก็จะมีมลภาวะ ฝุ่นควันอะไรมากมายตามมาด้วย

“ที่ผ่านมา กลุ่มเยาวชนกะเบอะดิน เราจะมีการรวมตัวกัน ก็จะมีการประชุมกันเป็นครั้งคราว ตอนเย็นๆ จะนั่งคุยกัน  แล้วจะมีเฟส กะเบอะดิน...ดินแดนมหัศจรรย์ เอาไว้สื่อสารกัน กลุ่มเยาวชนที่เรารวมกลุ่มกันมันก็มีอีกหลายหมู่บ้าน ซึ่งถือว่ากลุ่มเยาวชนนี้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เรื่องนี้มาก  ถ้าเกิดไม่มีเยาวชน ผู้ใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ เขาก็ไม่ค่อยรู้อะไรมาก ไม่กล้าที่ออกจะออกมาต่อสู้กัน ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามา ก็กลัวอยู่ แต่ตอนนี้กลุ่มเยาวชนเราก็ถือว่าเป็นกำลังหลักของชาวบ้าน ซึ่งเราก็ให้ความรู้เรื่องสิทธิเรื่องกฎหมายให้กับชาวบ้านด้วย

ณัฐฏนัย วุฒิศีลวัตร เยาวชนบ้านกะเบอะดิน

ณัฐดนัย ฝากบอกไปยังสังคมข้างล่าง รวมไปถึงภาครัฐด้วย ว่าที่ต้องออกมาคัดค้านในครั้งนี้ เราต้องการให้ที่ดินทำกินทรัพยากรของเราอยู่เหมือนเดิม ไม่ให้ใครเอามันไป  เหมืองแร่ เราไม่ได้ต้องการมาอยู่แล้ว  ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ในขณะที่ ณัฐทิตา วุฒิศีลวัตร หรือเดือน เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านกะเบอะดิน อีกคนหนึ่งที่ออกมาคัดค้านเหมืองแร่ บอกว่า ตอนแรกก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน ที่รู้ข่าวว่าเขาจะทำเหมืองแร่ในหมู่บ้านของเรา

“ทำให้กังวลว่า ชุมชนจะได้รับผลกระทบและการเหมืองแร่จะมาสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับหมู่บ้านเลย มีแต่นายทุนเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์ 100% การทำเหมืองแร่ นอกจากมันจะทำลายวิถีชุมชนบนดอยแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย”

ณัฐทิตา วุฒิศีลวัตร หรือเดือน เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านกะเบอะดิน

ด้าน ศบ.อรรถพล อำรุงพนม ศิษยาภิบาลคริสตจักรบ้านกะเบอะดิน ได้บอกเล่าถึงที่มาโครงการเหมืองแร่ นี้ว่า ชาวบ้านรู้กันมานานแล้ว แต่หลังจากที่เราเห็นใบอนุญาตสัมปทานบัตร ผ่านทางเวบไซต์ ทาง Facebook ทางโซเชียลของเขา ทำให้ทุกคนตื่นตัว เริ่มค้นหาผลดีผลเสียของเหมืองแร่ ผ่านทางสื่อต่างๆ มีการศึกษาเรื่องเหมืองแร่ต่างๆ ในประเทศของเรา ยกตัวอย่างเช่นที่แม่เมาะ จ.ลำปาง เราเห็นถึงผลกระทบแล้วก็เห็นถึงความไม่น่าอยู่และความเสื่อม โทรม คนในชุมชนก็เริ่มมีความกังวลใจอย่างยิ่งว่า ถ้ามีเหมืองแร่เข้ามาในกะเบอะดิน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรและเราจะมีวิธีแก้อย่างไร  เราจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร 

“ซึ่งตอนแรก เราก็ไม่รู้จะทำยังไง  เราก็ได้ติดต่อขอคำปรึกษาทางนักศึกษาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มาลงพื้นที่ มาให้ความรู้อธิบายถึงความเป็นมาของเหมือง และผลกระทบของเหมืองแร่ ทำให้ชุมชนเราก็ตื่นตัวกันในช่วงเวลานั้น ก็ตื่นตัวกันอย่างมาก เราก็บอกเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็เชื่อว่าถ้าเหมืองมาเมื่อไหร่ เราก็คงจะอยู่ไม่ได้ เราก็ปรึกษาทีมทนายหลายๆหน่วยงาน จากภาคประชาชน เครือข่ายต่างๆ เราก็หาแนวร่วมกัน โชคดีที่เราได้เจอกับหลายๆเครือข่ายภาคประชาชน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะช่วยเหลือเรา  ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องตื่นตัว ต้องหาวิธี เราอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นเราก็เริ่มหาวิธีคัดค้านในทุกวิถีทาง 

เยาวชนคนรุ่นใหม่คือจุดแข็งที่มีพลังในการเคลื่อนไหว

ศิษยาภิบาลคริสตจักรบ้านกะเบอะดิน บอกว่า จุดแข็งอันหนึ่งของการต่อสู้ในครั้งนี้ ก็คือ เรามีน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่รวมตัวกันออกมาปกป้องชุมชนของตนเองจำนวนมาก ทุกคนจะลุกขึ้นตื่นตัวกันช่วงนั้น จำได้ว่าไม่มีใครไปทำงานของตัวเองเลย ทุกคนต่างช่วยกันเฝ้าระวังคนแปลกหน้าที่จะเข้ามาในหมู่บ้าน ทุกคนจะวิ่งไปวิ่งมากับมอเตอร์ไซค์บ้าง กับรถยนต์บ้าง พยายามหาวิธีตั้งรับกับบุคคลที่เข้ามาเรื่องเหมืองแร่กันอย่างไร

ศบ.อรรถพล อำรุงพนม ศิษยาภิบาลคริสตจักรบ้านกะเบอะดิน

“ผมรู้สึกว่า เยาวชนจะมีพลังมากที่ พูดได้เต็มปากว่ามีพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายายที่ไม่ค่อยรู้หนังสือแล้วก็ไม่ค่อยจะให้ความสนใจเท่าไหร่ก็มีเยอะพอสมควร แต่คนที่ถูกเลือกก็คือเยาวชนกลุ่มนี้  และที่สังเกตก็คือ คนรวมตัวกันส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงด้วย ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น น้องๆ ผู้หญิงกลุ่มนี้แทบจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ใด และก็พูดภาษาไทยไม่ค่อยคล่อง ไม่ค่อยเก่ง ซึ่งในตอนแรกๆ ผมก็จะเป็นล่ามให้กับชาวบ้านแล้วก็เป็นคนที่พูดแทนน้องๆบ้าง แต่พอเกิดสถานการณ์แบบนี้ มาถึงตอนนี้ ระยะหลัง น้องๆ เริ่มที่จะมีความกล้าหาญ และก็ได้ไปดูงานหลายๆที่ เริ่มมีการพัฒนาตัวเอง มีศักยภาพขึ้นมาใหม่ ก็เริ่มที่จะพูดต่อหน้าทุกคนมากขึ้น”

นั่นคือที่มาที่ไป และเหตุผลที่ทำให้เยาวชนกะเบอะดินและชาวบ้าน ออกไปชุมนุมเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอ ย้ำจุดยืน “ชาวอมก๋อยไม่เอาเหมืองแร่”

วันที่ 30 มี.ค.65 เครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย จำนวน 200 คน ได้เดินทางที่ว่าการอำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ ได้ยื่นหนังสือต่อนายอนุรักษ์ ศิลป์ไพราช ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ผู้แทนนายอำเภออมก๋อย โดยเครือข่ายฯ ได้ตั้งขบวนออกจากที่ว่าการอำเภออมก๋อย ไปยังสนามกีฬาอำเภออมก๋อย ขณะเดินขบวนมีการแจกจ่ายแผ่นพับ ถือธงสีเขียว ป้ายข้อความ “เหมืองแร่ถ่านหิน 3 ปีการต่อสู้และก้าวย่างของคนอมก๋อย” และกล่าวปราศรัยถึงที่มาขอการคัดค้านเหมืองแร่ ถึงพิษภัยของถ่านหินเหมืองแร่ รวมทั้งตะโกน เช่น เหมืองแร่ออกไป ออกไปเหมืองแร่ เป็นต้น ระหว่างนั้น แกนนำแต่ละหมู่บ้านส่งตัวแทนกล่าวปราศรัยถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น มลพิษ หากมีตั้งเหมืองแร่ในพื้นที่ วิถีชีวิตของชุมชนเป็นต้น

ขยับการเคลื่อนไหว ร่วมฟ้องเพิกถอน EIA เหมืองแร่อมก๋อยต่อศาลปกครอง

4 เม.ย. 2565 ชาวบ้านกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 50 คน ร่วมฟ้องเพิกถอน EIA เหมืองแร่อมก๋อยต่อศาลปกครอง โดยยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านเหมืองแร่และอุตสาหกรรมถลุงหรือแต่งแร่เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ของเหมืองถ่านหินอมก๋อย บ้านกะเบอะดิน เนื่องจากชาวบ้านมีความกังวลว่าเหมืองถ่านหินจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเบอะดิน

การฟ้องครั้งนี้เป็นการคัดค้านความถูกต้องของรายงาน EIA ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เจ้าของโครงการเหมืองแร่ ชาวบ้านกะเบอะดินขอให้ศาลเพิกถอนรายงาน EIA ฉบับนี้ และดำเนินการจัดทำ EIA ฉบับใหม่ขึ้น ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง 

เนื่องจาก รายงาน EIA ของโครงการเหมืองแร่และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้จัดทำขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นั้นขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และยังมีข้อมูลพิรุธหลายประการ EIA ฉบับดังกล่าวไม่ครอบคลุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในหลายประเด็นที่ชาวบ้านกะเบอะดินมีความกังวล ถ้าหากโครงการยังเดินหน้าต่อไปจะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิการใช้ทรัพยากร รวมถึงสิทธิการมีอากาศสะอาดหายใจและสิทธิการเข้าถึงน้ำสะอาด 

ความกังวลเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย ทำให้ชาวบ้านกะเบอะดินจึงได้รวมตัวกันศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับชุมชน (CHIA) ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นความบกพร่องของรายงาน EIA ของโครงการเหมืองแร่และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยศาลปกครองได้รับคำฟ้องเพิกถอน EIA เหมืองแร่อมก๋อยของชาวบ้านกะเบอะดินไว้พิจารณา และเป็นคดีสิ่งแวดล้อมคดีแรกของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้

“ศาลได้รับคำฟ้องไว้และก็ออกเลขคดีให้เราแล้ว คือเลขที่ ส 1/65 เป็นคดีสิ่งแวดล้อมคดีแรกของเชียงใหม่ในปีนี้” สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนทีมทนายกะเบอะดิน บอกเล่าถึงกระบวนการยื่นฟ้อง

สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนทีมทนายกะเบอะดิน บอกเล่าถึงกระบวนการยื่นฟ้อง

ทั้งนี้ พรชิตา ฟ้าประทานไพร ตัวแทนเยาวชนบ้านกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย ได้บอกย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้ทำการต่อสู้เพื่อหยุดเหมืองแร่อมก๋อยในทุกโอกาส ที่เราสามารถทำได้ พวกเราคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ถ่านหินโดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย รวมทั้งการจัดทำคู่มือการประเมินผลกระทบสุขภาพชุมชน หรือ CHIA เพื่อยืนยันความไม่ถูกต้องของ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA พวกเรามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน และพวกเราจะต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ

หลายคนตั้งคำถามกับน้องๆ เยาวชนกะเบอะดินว่า การเรียกร้องต่อสู้ที่ผ่านมารู้สึกกังวล หวาดกลัวหรือถูกข่มขู่หรือไม่?

“ที่ผ่านมา กลุ่มพวกเรารู้สึกกังวลหรือว่ามีกลัวไหม มันก็จะมีบ้าง หรือคำถามที่ว่า ลุกขึ้นมาต่อสู้แบบนี้ไม่กลัวนายทุนหรือ เขามีตังค์เยอะนะ เขามีปืนนะ หรือว่าเขาจะฆ่าเราได้นะ  เมื่อก่อนเราเคยกลัวหรือมีบ้าง แต่ช่วงหลังนี้ไม่มีแล้วค่ะ เพราะว่าเราก็ชัดเจนในอุดมการณ์หรือชัดเจนในเป้าหมายแน่นอนอยู่แล้ว ก็ได้เรียนรู้เรื่องของการพัฒนาศักยภาพ  เรื่องของกฎหมายอะไรหลายๆ อย่างแล้ว ว่า โอเค เรามีสิทธิ์ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้นะ เรามีสิทธิ์ที่เราจะลุกขึ้นมาร่วมฟ้องนะ  ทำหนังสือคัดค้านได้นะ เพราะเรารู้ว่าสู้เพื่อบ้านเกิดของตัวเองนะคะ แล้วก็จะไม่กลัวอะไรแล้ว แต่ว่าเราอาจจะต้องทำตัวไม่ให้เป็นจุดเด่น หรือไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งจ้องเราเกินไป” ตัวแทนเยาวชนบ้านกะเบอะดิน บอกย้ำและยืนยันอย่างหนักแน่น

เปิดข้อโต้แย้ง 7 ข้อ จากชาวบ้านอมก๋อยและทีมทนายความต่อข้อเสนอของบริษัทฯ

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย 2565 ทางเพจกะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์ ได้โพสต์ข้อความหลังจากที่บริษัทฯได้ยื่นข้อเสนอให้ชาวบ้านกะเบอะดินที่ผ่านมา ซึ่งทางชาวบ้านและทีมทนายความได้ยื่นข้อโต้แย้งตามหลักกฎหมาย ทั้งหมด 7 ข้อ จากประเด็นข้อเสนอของบริษัทฯ  ดังนี้

1. อีไอเอจะทำใหม่ต้องถอนหรือขอยกเลิกอีไอเอเดิมจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)

2. หลังจากถอนอีไอเอแล้วต้องให้ สผ.และกพร.มีคำสั่งให้อนุญาตก่อน

3. การขอกรมป่าไม้เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง จะต้องขอถอนคำขออนุญาตเดิม และเริ่มทำการขออนุญาตใหม่ ทำประชาคมใหม่ ขอมติสภาอบต.ใหม่

4. การแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้อบต. และชุมชน แบ่งจากรายได้ หรือกำไร หรือแบ่งจากมูลค่าของถ่านหิน มีอะไรเป็นหลักประกันในการแบ่งรายได้

5. เยาวชนเป็นส่วนหนึ่งการคัดค้าน ยังมีผู้ฟ้องคดีอีก 50 คน ผู้สนับสนุน 600 คน ไม่ว่ายังไงก็ต้องฟังเสียงของทุกคน

6. คดีปกครองไม่มีจำเลย มีแต่ผู้ถูกฟ้องคดี และเราไม่ได้ฟ้องบริษัทฯ แต่ศาลเรียกให้บริษัทเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับหน่วยงานรัฐ เป็นคำสั่งของศาล

7. ผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้คือชาวบ้านทุกคน ถ้าไม่มีชาวบ้านก็ไม่มีการต่อสู้ เราคงเดินมาถึงวันนี้ไม่ได้

ความถูกต้องและแม่นยำที่สุดคือหลักความเป็นจริงตามกฎหมาย มิใช่ข้อเสนอที่เป็นเท็จเพียงเพราะต้องการถ่านหิน

การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนและชาวอมก๋อยทุกคน เชื่อมั่นพลังมวลชน

จุดยืนเดียวของพวกเราคือ “ยุติเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย”

ข้อมูลประกอบ

  1. เมื่อ “กะเบอะดิน” ถูกสิ่งแปลกปลอมที่ชื่อ “เหมืองแร่” และ “อุโมงค์ผันน้ำ”เข้ามาทำลาย?! เยาวชนจึงลุกขึ้นคัดค้านด้วยจิตวิญญาณกะเหรี่ยงโปว์,องอาจ เดชา,วารสารผู้ไถ่,ฉบับที่ 119 พ.ค.-ส.ค.2565
  2. หนังสือ CHIA กะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์
  3. คดีสิ่งแวดล้อมคดีแรกของปี ชาวบ้านกะเบอะดินร่วมฟ้องเพิกถอน EIA เหมืองแร่อมก๋อยต่อศาลปกครอง, วรรณา แต้มทอง,ประชาไท, 4-4-2022
  4. เพจ กะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์