รวมท่าที ส.ว.หลังเลือกตั้ง 66 ใครบ้างโหวตไม่โหวต กลุ่มแก้ รธน.ตัดอำนาจ ส.ว.ยังยืนยันไม่ใช้อำนาจโหวต กลุ่มโควต้า ผบ.เหล่าทัพเลี่ยงข้อครหาไม่เป็นกลางงดออกเสียง บางส่วนขอดูสถานการณ์
16 พ.ค.2566 หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปรากฏผลชัดว่าพรรคที่ที่นั่งในรัฐสภามากที่สุดครั้งนี้คือพรรคก้าวไกลและตามมาด้วยพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสอง โดยมีพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นอันดับที่สาม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกพูดถึงตามมาคือจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไรเนื่องจากรวมเสียงฝ่ายค้านเดิมตามที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศไว้ว่าขณะนี้มีจำนวนส.ส.รวมแล้ว 309 คน(โดยไม่ได้รวมภูมิใจไทย) ยังไม่เกิน 375 เสียงหรือกึ่งหนึ่งของสภาร่วมที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จนเริ่มมีการพูดถึงผ่านแฮชแท็ก #สวมีไว้ทำไม และ #สวต้องฟังเสียงประชาชน
สมชาย แสวงการ ส.ว. ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวานนี้ว่าการโหวตของเขาขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้และเฉพาะจำนวนเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรยังไม่เพียงพอสำหรับเขา โดยเขาบอกว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้จะต้องเป็นคนที่มีเกียรติและไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศ
“ฮิตเลอร์เคยได้รับเลือกตั้งมาจากเสียงส่วนใหญ่แต่ยังนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ถ้ามีความเป็นได้ว่าจะเกิดความแตกแยกขึ้นในประเทศ ผมจะไม่โหวตให้เขา” สมชายกล่าว
รอยเตอร์ยังได้สัมภาษณ์กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.นายกฯ คนต่อไปจะต้องเป็นคนที่จงรักภักดีต่อ 3 สถาบันหลักของชาติคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และต้องไม่ทุจริตด้วย
นอกจากในสัมภาษณ์ของรอยเตอร์แล้วมติชนออนไลน์ได้รายงานถึงคำพูดของกิตติศักดิ์ด้วนว่าเขาขอรอดูให้พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนของ ส.ว. ถ้าตั้งรัฐบาลได้แล้วถึงจะเข้าสู่กระบวนการเลือกประธานสภาและเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ส.ว. ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือยุ่งเกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ เป็นเรื่องของสภาผู้แทนฯ ในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ซึ่งก้าวไกลก็จะต้องไปรวมเสียงให้ได้มากกว่า 250 เสียง
อย่างไรก็ตามยังมี ส.ว.ที่แสดงเจตนาแตกต่างออกไปอย่าง เจตน์ ศิรธรานนท์ ที่กล่าวว่าเขาจะเคารพแต่เสียงของคนส่วนใหญ่ และบอกว่า ส.ว.ไม่ควรขวางกั้นการทำงานของรัฐสภา และพวกเขาจะเคารพต่อเสียงของประชาชนตามผลลัพธ์ที่ออกมา
วันชัย สอนศิริ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว” กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกฯ ว่าจะต้องดูว่าพรรคการเมืองสามารถรวมเสียงส่วนใหญ่มาได้หรือไม่ คนที่จะมาเป็นนายกฯ เป็นยอมรับของทั้ง ส.ส.และส.ว.หรือไม่ รวมถึงดูเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองด้วย และถ้าพรรคก้าวไกลไปรวมเสียง ส.ส.ให้เกิน 376 เสียงได้แต่ถ้าไม่ได้ก็ไปประสาน ส.ว. แต่ที่บอกว่าไม่เอา250 ส.ว.จะมาหาทำไม
ทั้งนี้เมื่อสรยุทธ์ สุทัศนจินดา พิธีกรถามวันชัยว่าเคยพูดว่าจะโหวตให้กับพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ใช่หรือไม่ วันชัยตอบในประเด็นนี้ว่าเขาจะยกให้กับพรรคที่รวมเสียง ส.ส.มาได้มากไม่ใช่พรรคที่ได้อันดับ 1 ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด
“ปัญหาคือคุณได้อันดับหนึ่งแล้วคุณรวมเสียงได้ข้างมากเกิน 251 หรือเปล่า (อันนี้เกินแล้วเขาได้ 310-สรยุทธ์) เขารวมกันแล้วเสนอกันหรือเปล่า เขาเสนอกันก็โอเคผมไม่ได้ปฏิเสธ”
สรยุทธ์ถามย้ำว่าตอนนี้มีการรวมกันได้ 310 เสียงในกลุ่ม ส.ส.แล้วเสนอพิธาเข้าไปในที่ประชุมร่วมกันของสองสภาแล้ววันชัยจะโหวตให้พิธาหรือไม่ วันชัยตอบว่าโดยหลักการแล้วเขาไม่ขัดข้อง แต่ถึงวันที่ต้องโหวตแล้วเขาขอดูรายละเอียดก่อน แต่เบื้องต้นเขายอมรับกับเสียงส่วนใหญ่
ทั้งนี้วันชัยยังกล่าวในรายการด้วยว่านอกจากตัวเลข 310 แล้วเขายังรวมกรณีที่เพื่อไทยจับกับพรรคอื่นโดยไม่มีก้าวไกลก็ยังมีจำนวน 290 ก็จัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตามเมื่อสรยุทธถามย้ำเรื่องที่ว่าถ้าก้าวไกลทำไม่สำเร็จแล้วสิทธิมาตกที่เพื่อไทยถูกหรือไม่
“ถูกต้อง แต่อย่าลืมว่าก้าวไกลได้ 150 ไม่ได้ 300 กว่าเหมือนคุณทักษิณ แล้วเขาจะไปถือว่าเราเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างไร สภามี 500เสียงแต่เขาได้เพียง 150 ยังเหลืออีกตั้ง 350 เราหลงประเด็นกัน นักข่าวเห็นพูดจากันเหมือนก้าวไกลมาถล่มทลายจะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ผมนั่งดูหน้าจอเขาคิดกันอย่างนั้น ถ้าได้ 250 พวกเรานักจัดรายการก็น่าจะตื่นเต้นเส้นกระตุกกัน”
วันชัยยังกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนเพื่อไทยก็ได้จำนวนใกล้เคียงกับก้าวไกลครั้งนี้ หรือแม้แต่ประชาธิปัตย์ก็เคยได้ 120 กว่าเสียงก็ยังไม่ได้ แต่สังคมก็ผลักดันกันว่าก้าวไกลจะต้องเป็นรัฐบาล เหตุใดถึงไม่ผลักดันกันว่าอาจจะเป็นฝ่ายค้านก็ได้
สรยุทธ์ยังได้ถามว่าถ้าสมมติว่ากรณีที่เสนอพิธาหรือคนอื่นแล้วไม่ผ่าน จนถึงเป็นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณจะผ่านเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้หรือไม่ วันชัยตอบประเด็นนี้อย่าสมมติเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เป็นไปไม่ได้
ส่วน เสรี สุวรรณภานนท์ มีสำนักข่าวไทยสัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ด้วยโดยเขาตอบว่าต้องรอติดตามการจัดตั้งขั้วรัฐบาลก่อนซึ่ง ส.ว.ให้ความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองมีเงื่อนไขที่จะต้องพูดคุยกันจะรับกันได้หรือไม่แต่เขาคิดว่าพรรคการเมืองคงไม่ทำให้เกิดเดดล็อกทางการเมืองหรือก่อความไม่สงบสุข ส่วนเรื่องจะสนับสนุนพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้นเขาปฏิเสธให้ความเห็น
เมื่อ 16 พ.ค. 2566 จเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ในรายการ "กรรมกรข่าว คุยนอกจอ" (ยามเย็น) เสนอตรวจสอบหลักฐาน 3 ส่วน เพื่อส่งให้ กกต. ไปเป็นข้อมูลในเชิงประจักษ์ ได้แก่ การถือหุ้น iTV การแก้ไข มาตรา 112 และการครอบงำพรรค เลยตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยมีเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นผู้กำกับคณะทำงาน โดยจะให้เสร็จภายใน 1 เดือนก่อนที่จะหมดเวลาตรวจสอบผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ก่อน กกต.รับรอง
ส.ว.จเด็จ กล่าวด้วยว่า เขาจะไม่โหวตสนับสนุนให้พิธา เป็นนายกฯ เนื่องจากเรื่องแก้ไขมาตรา 112 พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมต้องแก้ไขลดโทษเบาลง เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดการดูหมิ่น หมิ่นประมาท กษัตริย์ พระราชินี และผู้สำเร็จราชการ ง่ายลงหรือไม่
"ผมยินดีให้เพิ่มโทษผมยินดี แต่การทำท่าว่าเหมือนแก้ไข การใช้คำพูดว่าล้มล้างบ้าง การใช้คำพูดว่าปฏิรูป กลับไป-มา ทำให้ผมไม่ไว้วางใจคุณพิธา และพรรคก้าวไกล เสียแล้วในเรื่องนี้... ผมถือว่าแนวทางอย่างนี้ เป็นแนวทางที่ต้องการด้อยค่าสถาบัน (กษัตริย์)" ส.ว.จเด็จ กล่าว และระบุว่าอันนี้เป็นความเห็นของเขาเอง แต่มองว่า ส.ว.น่าจะคิดแบบเขาเยอะ
กลุ่มโหวตแก้ รธน. ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ
รายการ The End Game ของเดอะ สแตนดาร์ด สัมภาษณ์ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ กล่าวว่าเธอจะไม่โหวตเลือกนายกฯ ซึ่งยึดถือตามหลักการไม่ได้เปลี่ยนไปตามผล แต่ถ้าจะมี ส.ว.คนอื่นโหวตให้ก็ไม่ได้ว่าอะไร และยืนยันว่าการไม่โหวตไม่ได้แปลว่าไม่ฟังเสียงของประชาชน เพราะก่อนมีการเลือกตั้งประชาชนเองก็ไม่อยากให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ และเธอยังได้กล่าวถึงการโหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง 62 ว่าเป็นการทำไปตามผลของคำถามพ่วงในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 ว่าต้องการมีนายกฯ มาดำเนินการปฏิรูปซึ่งในเวลานั้นมีเพียงพล.อ.ประยุทธ์
มณเฑียร บุญตัน 1 ใน ส.ว. 23 คนที่เลือกโหวตให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อตัดอำนาจเลือกนายกฯ ในการประชุมสภาเมื่อกันยายน 2565 และเคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเมื่อ 22 ก.ย.2565 ว่าเขาจะไม่ใช่อำนาจตามมาตราดังกล่าวมาโหวตเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้ง 2566 นี้แล้วและที่ผ่านมาก็โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีการตัดอำนาจนี้ของ ส.ว.ด้วย
ล่าสุดมณเฑียรโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของตนโดยตั้งคำถามต่อการเรียกร้องให้ ส.ว.ให้ไม่โหวตเลือกนายกฯในช่วงก่อนเลือกตั้งแต่หลังเลือกตั้งกลับอยากให้ ส.ว.กลับมาโหวต ว่าไม่เอาหลักการที่เคยใช้ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 แล้วหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตัวเขาเองโหวตเลือกตัดอำนาจนี้จากรัฐธรรมนูญมาตลอดและประกาศด้วยทุกครั้งว่าจะไม่ใช่อำนาจนี้หลังการเลือกตั้งครั้งนี้มาตั้งแต่ปี 2564 แล้ว เขาจึงสงสัยว่าควรจะต้อง ส.ว.ปิดสวิตช์ตัวเองหรือไม่
แม้มณเฑียรจะยอมรับว่าเขาจะกาให้พรรคก้าวไกลทั้งพรรคและเขต แต่เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่สามารถนำมาปนกับการทำหน้าที่ในสภาของเขาได้
“ผมจึงคิดว่า ความคาดหวังต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวของสว.น่าจะไม่ง่ายครับ และไม่อยากให้สังคมมองสว.ไปในทางเดียวกันหมด เพราะนั่นไม่ใช่ความเป็นจริงทางการเมือง” มณเฑียรระบุ
อำพล จินดาวัฒนะ เป็นอีก 1 ใน 23 ส.ว.ที่โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และเคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเช่นกันว่าจะไม่ใช่อำนาจนี้ในการโหวตเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน
ล่าสุดเขาได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กผลการเลือกตั้งได้สะท้อนเจตนาของมหาชนแล้ว จากนี้ควรปล่อยให้กลไกประชาธิปไตยทำงานต่อ ไม่ว่าใครก็ตามอย่าได้แทรกแซงไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใด
เรื่องเล่าเช้านี้รายงานว่า วัลลภ ตังคณานุรักษ์ อีก 1 ส.ว.ที่เคยโหวตตัดอำนาจตัวเองเหมือนกันได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวานนี้ด้วยเช่นกันว่าจะปิดสวิตช์ตัวเองและจะไม่ยุ่งจะใช้สิทธิงดออกเสียง และมองเป็นเรื่องแปลกที่ตอนประกาศปิดสวิตช์คนชื่นชมแต่พอถึงเวลาก็อยากจะให้โหวต
อย่างไรก็ตาม วัลลภได้โพสต์ตั้งแต่เมื่อวานด้วยว่าเขาเคยให้สัมภาษณ์ชัดเจนแล้วตั้งแต่ตอนมีการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะปิดสวิตช์ตัวเองในการใช้สิทธิเลือกนายกฯ
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเมื่อ 17 พ.ค. 2566 เวลา 2.28 น. พบว่าไม่สามารถเข้าถึงโพสต์เฟซบุ๊กได้แล้ว
ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา และเป็น 1 ใน 64 ส.ว.ที่เคยโหวตตัดอำนาจเลือกนายกฯ ตาม ม.272 ให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์รัฐสภาวันนี้ (16 พ.ค.) ต่อประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามต่อการโหวตนายกฯ ของ ส.ว. โดยระบุว่า ส่วนตัวเขายังไม่ตัดสินใจ เพราะว่า ส.ว.เป็นปลายน้ำ โดยจะพิจารณาจาก 3 รายชื่อที่เสนอมา หนึ่งต้องฟังเสียงประชาชน ส.ส.เสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ สองต้องเป็นคนดี ไม่ติดคดีความ ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และสามต้องชี้ให้เห็นว่าสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ควรจะเป็น
ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า กรณีของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นี่ถือว่าติดคดีอยู่ และจะเลือกพิธา ได้ ก็ควรต้องให้คดีความสิ้นสุดก่อน และอยากให้ กกต. เร่งรีบดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว เพราะคนอยากได้นายกฯ เหมือนกัน
"จะพิสูจน์ได้ว่าท่านเป็นคนดีไม่ขาดคุณสมบัติ ถ้าต้องคดี และก็ศาลชี้ว่าท่านมีเจตนาทุจริต ท่านขาดคุณสมบัติ รู้ทั้งรู้แล้วยังไปสมัคร แทบไม่ต้องอธิบายเลย เพราะว่าเราไม่สามารถเลือกท่านได้" ดิเรกฤทธิ์ กล่าว
ต่อกรณีแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 นั้นมีส่วนต่อการตัดสินใจของดิเรกฤทธิ์ขนาดไหน ดิเรกฤทธิ์ ระบุว่า "มีส่วนมาก" เพราะมันคือบริบทสังคมและตัวตนของชาติไทย ความเห็นส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรานี้ ซึ่งคุ้มครองประมุขประเทศนี้
นอกจากนี้ ดิเรกฤทธิ์ ระบุด้วยว่า แม้ว่าการที่ได้รับเลือกจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจนสามารถชนะการเลือกตั้งมาได้นั้น ไม่ได้แปลว่าประชาชนต้องเห็นด้วยกับทุกนโยบายของพรรคการเมืองดังกล่าว เพราะประชาชนดูภาพรวมเป็นหลัก
ส.ว.คนเดิม ทิ้งท้ายว่า เขายังไม่ตัดสินใจ เพราะว่าเขาอยากดูรายชื่อที่ดูเสนอเป็นนายกฯ ก่อน ถ้าผู้ที่ถูกเสนอมา 3 คนผ่านเกณฑ์ที่เขาเสนอไว้ 3 ข้อที่กล่าวข้างต้น "ผมก็จะไม่งดออกเสียง และอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี"
กลุ่มโควต้า ผบ.เหล่าทัพ
16 พ.ค.2566 สปริงนิวส์และกรุงเทพธุรกิจรายงานถึงข่าวที่ว่า ส.ว.กลุ่มผู้บัญชาการเหล่าทัพจะงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหากาวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ในฐานะที่กองทัพเป็นหน่วยงานรัฐ
ส.ว.ในกลุ่มนี้ได้แก่ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และพล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
