- ย้อนดูเหตุผลหลักที่ ส.ว.สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในปี 62 เพราะรวมเสียงสนับสนุนข้างมากได้ คือ ส.ส. 251 เสียง ทำให้ส.ว.โหวตให้ไม่แตกแถว ขณะที่ปี 66 'พิธา' รวมเสียงได้มากกว่า คือ ส.ส. 312 เสียง หรือมากกว่าประยุทธ์ถึง 61 เสียง แต่ ส.ว.บางส่วนเริ่มกลับลำ อ้างเรื่อง ม.112
- ด้าน รอง หน.ก้าวไกล มั่นใจเสียง ส.ว.ครบแล้ว ผ่านตั้งแต่ยกแรก ระบุหลายคนไม่เปิดเผย
การเมืองกลับมาสู่ท่าทีของ ส.ว. อีกครั้งว่าจะโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หลังวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ วันนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผย หารือกับ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว กำหนดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นวันที่ 13 ก.ค. นี้ เวลา 09.30 น.
เสียงของ ส.ส. 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ที่ตกลงสนับสนุน พิธา เป็นนายกฯ ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทยรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรมและพรรคพลังสังคมใหม่ รวม 312 เสียง ซึ่งหากนับเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรปกติถือว่าเสียงเกินครึ่งของสภาไปถึง 62 เสียง มั่นคงถาวรเป็นยิ่งกว่าเรือเหล็กอีก ตามที่วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยพูดไว้ อย่างไรก็ตามในบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 272 ให้อำนาจ ส.ว.มีส่วนเลือกนายกฯ ด้วย ทำให้ต้องได้เสียงถึง 376 เสียง หรือครึ่งหนึ่งของ 750 เสียงของ 2 สภารวมกันจึงเป็นนายกฯ ได้ ทำให้สถานการณ์ 8 พรรคร่วมขณะนี้ต้องได้เสียงเพิ่มอีกมากกว่า 64 เสียงถึงจะได้จัดตั้งรัฐบาล
รอง หน.ก้าวไกล มั่นใจเสียง ส.ว.ครบแล้ว ผ่านตั้งแต่ยกแรก ระบุหลายคนไม่เปิดเผย
ล่าสุดวันนี้ (7 ก.ค.) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจากับ ส.ว. ยืนยันว่า ได้เสียงส.ว. ครบแล้ว แต่ยังต้องทำงานต่อเนื่อง เผื่อมีกรณีที่บางท่านอาจเปลี่ยนใจจะได้มีสำรองเอาไว้ โดยมั่นใจด้วยว่า ส.ว.ยกมือสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ครบถ้วนในครั้งแรกเลย
รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังกล่าวด้วยว่า อาจเป็นการคาดการณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าพรรคจะหาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.อย่างไรได้บ้าง เขาก็คิดว่า นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ทางที่เราเลือกเลย เพราะเราใช้วิธีการพูดคุยอย่างเดียว และก็มี ส.ว.บางท่านที่ไม่สะดวกเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็ขอให้เห็นผลกันในวันนั้นว่าจะโหวตแบบไหน จึงเกิดความกังวลจากหลายฝ่ายว่า คะแนนเสียง ส.ว.ไม่น่าได้มาโดยง่าย
ส.ว.บางส่วนเริ่มกลับลำ อ้างเรื่อง ม.112
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ประชาไท รวบรวมท่าที่มีแนวโน้มสนับสนุนพิธาและแสดงออกขณะนั้นได้ 22 คน ประกอบด้วย วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์, อำพล จินดาวัฒนะ, ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม, มณเฑียร บุญตัน, ซากีย์ พิทักษ์คุมพล, วันชัย สอนศิริ, ภัทรา วรานิมิตร, พิศาล มาณวพัฒน์, รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล, ประมาณ สว่างญาติ, สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ , ทรงเดช เสมอคำ, เฉลิมชัย เฟื่องคอน, วัลลภ ตังคณานุรักษ์, ประภาศรี สุฉันทบุตร, ตวง อันทะไชย, เจตน์ ศิรธรานนท์, พลเดช ปิ่นประทีป, ประยูร เหล่าสายเชื้อ, พีระศักดิ์ พอจิต, ทัศนา ยุวานนท์ และวีระศักดิ์ ภูครองหิน
แต่หลังจากพรรคก้าวไกลยังยืนยันมีนโยบายเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เสียง ส.ว.หลายคนที่เคยระบุพร้อมจะสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯเกิดความลังเล พร้อมกลับลำไม่โหวตสนับสนุนพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี
ตัวอย่างที่แสดงท่าทีกลับลำ
6 ก.ค.66 มติชนออนไลน์ รายงานว่า เฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว. กล่าวว่า ตอนนี้ตนเปลี่ยนใจ จะไม่โหวตให้พิธาแล้ว หลังจากพิจารณานโยบายมาตรา 112 ทำให้รู้สึกว่าโหวตให้ไม่ได้ แต่ถ้าพิธา ยอมยกเลิกก็พร้อมยกมือให้
ขณะที่ก่อนหน้านั้น 11 พ.ค.66 เฉลิมชัย กล่าวในเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘สมาชิกวุฒิสภาในฐานะหุ้นส่วนประชาธิปไตย’ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ตนจะพิจารณาเลือกนายกฯ โดยจะเอาพรรคการเมืองที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ คือ 251 เสียงขึ้นไปเป็นหลัก
วันที่ 6 ก.ค.เช่นกัน มติชนออนไลน์ รายงานว่า ทรงเดช เสมอคำ ส.ว. เป็นอีกคนที่กลับลำ โดยกว่าวว่า เดิมเคยมีหลักการโหวตให้พรรคการเมืองที่รวบรวมเสียง ส.ส.ข้างมากได้เกิน 250 เสียงเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าพิธา ยังมีจุดยืนแก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่สามารถโหวตให้เป็นนายกฯได้ เพราะมาตรา 112 แตะต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะยกเลิกหรือแก้ไข ดังนั้น ถ้าพรรคก้าวไกลยังมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ก็จะไม่โหวตให้พิธาเป็นนายกฯ จะต้องยกเลิกการแก้ไขมาตรา 112 เท่านั้น ค่อยมาว่ากัน
ทั้งที่เมื่อ 17 พ.ค.66 คมชัดลึก รายงานว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า ทรงเดช ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน จ.สุโขทัย พร้อมที่จะสนับสนุนพรรคก้าวไกล
อย่างไรก็ตาม ยังมี ส.ว.ที่ยืนยันจุดยืนเดิมคือ ประภาศรี สุฉันทบุตรที่เคยโพสต์ข้อความว่าสนับสนุนพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯเช่นเดิม เนื่องจากจะโหวตให้พรรคเสียงข้างมาก หากพิธาไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯแล้วพรรคอันดับ 2 เสนอแคนดิเดตเป็นนายกฯก็จะเลือกนายกฯจากพรรคอันดับ 2 แต่หากยังไม่ได้รับเลือกอีก แล้วพรรคเสียงข้างน้อยเสนอตัวเป็นนายกฯ ตนจะไม่เลือก
เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ติดใจในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลนั้น ประภาศรีกล่าวว่า เรื่องมาตรา 112 หรือเรื่องหุ้นไอทีวีเป็นเรื่องขององค์กรที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา ส.ว.ไม่มีหน้าที่ไปตัดสินเรื่องเหล่านี้
ขณะที่ ส.ว.อีกคนที่ยืนยันโหวตให้พิธาเหมือนเดิมคือ วันชัย สอนศิริ โพสต์วันนี้(7 ก.ค.) ว่า ตนก็โหวตให้ในหลักการเดิม อันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและความต้องการของประชาชน ทั้งเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และถือหลักว่า "คนโกหกแล้ว ไม่ทำชั่วไม่มี" พูดแล้วคำไหนคำนั้น ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นคนตระบัดสัตย์ทั้งต่อตัวเองและคนอื่น

ปี 62 ส.ว.โหวตไม่แตกแถว กับเหตุผลง่ายๆ เพราะ 'ประยุทธ์' รวมเสียงข้างมากได้
เมื่อปี 62 การโหวตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชนะธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้เสียง ส.ส.สนับสนุนไป 251 เสียง ส.ว. 249 เสียง รวม 500 เสียง ขณะที่ ธนาธร ได้ ส.ส.244 เสียง โดยไม่ได้เสียง ส.ว.สนับสนุนเลย iLaw รวบรวมคำอภิปรายสนับสนุนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ของ ส.ว. อย่างไม่แตกแถว ซึ่งมีส.ว.อย่างน้อย 4 คนที่แสดงความจำนงขอเป็นผู้อภิปรายคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ มาจากประชาชนมากที่สุด รวมเสียงพรรครวมได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต ประสบการณ์และผลงานตลอดระยะเวลาห้าปีที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้าคสช. รวมทั้งยอมรับความจำเป็นและความเสียสละของพล.อ.ประยุทธ์ที่ยอมเสี่ยงทำรัฐประหารเพื่อหาทางออกให้ประเทศที่สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในทางตัน รวมทั้งความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศ ขณะเดียวกันก็มี ส.ว.ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคอนาคตใหม่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากประชาชนมากที่สุดครับ เมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน ผมลองนั่งดีดตัวเลขดูแล้ว เกือบ 15 ล้านเสียงครับท่านประธาน มากกว่าอีกคนหนึ่งที่เสนอด้วย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ครับที่เราจะไม่เลือกคนที่มาจากประชาชน ..ในการเลือกวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เอาปืน ไม่ได้เอาทหารมาจี้หัวให้เราเลือก เหมือนการรัฐประหารครับท่านประธาน พล.อ.ประยุทธ์มาจากประชาชน และตัวแทนของประชาชนกำลังจะเลือก" วันชัย สอนศิริ อภิปรายสนับสนุนโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
สำหรับข้ออ้างความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศนั้น เมื่อพิจารณาตามสิ่งที่ คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. เคยพูดไว้ในรายการตอบโจทย์เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ภารกิจปฏิรูปประเทศของ ส.ว. จบไปแล้ว
คำนูณ กล่าวในครั้งนั้นว่า ที่มาของ ส.ว.ชุดแรกเป็นไปตามบทเฉพาะกาลที่ คสช. เป็นผู้ออกแบบมา และก็ออกแบบภารกิจพิเศษให้กับ ส.ว. ซึ่งรวมทั้งการติดตามการปฏิรูปประเทศ และก็รวมถึงการเลือกนายกฯ
หากเราย้อนกลับไปดูคำถามพ่วงซึ่งเป็นที่มาของมาตรา 272 หรืออำนาจในการเลือกนายกฯ ของ ส.ว. นั้น คำนูณ ชี้ว่าไม่ใช่อยู่ดีๆ ถามว่าควรให้ ส.ว.เลือกนายกฯ หรือไม่ เขามีเหตุและผลนำร่องก่อนว่าเพื่อความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศ คลายกับว่ารัฐบาล คสช. เริ่มปฏิรูปประเทศอยู่และมองว่าการปฏิรูปประเทศนั้นจะเป็นการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ก็ควรหรือไม่เมื่อมี ส.ว.เข้ามาติดตามการปฏิรูปประเทศแล้วควรระให้เขาได้มีสิทธิเลือกคนที่จะมาสานต่อการปฏิรูปประเทศด้วยเหตุผล ณ เวลานั้น และปี 62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นนายกฯมาก่อนก็เข้ามาสาน แต่ปี 2564 ตนเองเริ่มมองว่ามันอาจจะไม่ใช่แล้ว ความจำเป็นของมาตรา 272 ไม่มีแล้ว แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 2-3 ครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงอยากจะบอกว่าเหตุผลของการเลือกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการปฏิรูปประเทศ ข้อมูลที่สื่อควรสนใจติดตามมันไม่มีแล้ว เพราะว่าการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ก่อนที่จะเป็นคณะรักษาการก็มีมติอนุมัติตามแล้วว่าการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญถือว่าจบแล้ว ณ สิ้นปี 2565 รายงานการปฏิรูปประเทศประจำปี 2565 จะเป็นฉบับสุดท้าย
ดังนั้นขณะนี้ไม่มีเหตุและผลที่จะรองรับคำถามพ่วงนั้นแล้ว อย่างไรก็ตาม คำนูณ ยังชี้ว่า แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญยังแก้ไม่สำเร็จ ส.ว.ยังมีสิทธิเลือกนายกฯอยู่ มันก็เป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญอยู่ตามมาตรา 114 เราก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ
