Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่และองค์กรเครือข่ายเปิดปฏิบัติการทวงคืนสิ่งแวดล้อมที่ดี “ฟ้องนโยบายแร่เพื่อแก้โลกเดือด” ระบุ เหมืองขุดเจาะและพรากการมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจากประชาชน เตรียมเดินหน้าฟ้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก.ย. นี้

 

5 มิ.ย. 2567 เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่และเครือข่ายรานงาน สืบเนื่องจากวันที่ 5 มิ.ย. ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ปีนี้สภาวะโลกเดือดกลายเป็นปัญหาหลักที่สร้างผลกระทบให้กับประชาชนทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ร่วมกับโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw), มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) และ องค์กร Protection International (PI) ซึ่งประกอบไปด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบและกำลังจะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองจึงได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการฟ้องยกเลิกนโยบายเพื่อแก้โลกเดือด

แร่

ปัญหาเรื่องเหมืองแร่เป็นตัวการทำให้เกิดสภาวะโลกเดือด

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ( PPM) กล่าวว่า ตนเห็นถึงความจำเป็นจากสถานการณ์เหมืองแร่ในปัจจุบันที่กลายเป็นปัญหาหลักของประเทศ และเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ ปัญหาคือแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ที่เป็นปัญหาทั้งเรื่องของแนวแนวคิดและการปฏิบัติที่แผนแม่บทตัวนี้มีหลายเรื่องที่ขัดกับ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 ซึ่งสถานการณ์โลกเดือดในขณะนี้ตนคิดว่าประเด็นปัญหาเรื่องเหมืองแร่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ ที่เป็นตัวทำลายทรัพยากรจนทำให้เกิดสภาวะโลกเดือดขึ้น

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ( PPM) กล่าวอีกว่า หลายคนจะมองข้ามไปที่แร่แต่ไม่ได้คิดถึงว่าก่อนที่จะมาเป็นแร่เขาเคยเป็นอะไรมาก่อน ภูเขาทั้งลูกที่มีระบบนิเวศที่สำคัญต่อชุมชนหรือแม้แต่เหมืองถ่านหินหรือเหมืองทองเองก็อยู่ในพื้นที่ที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้คนไม่เคยเห็นและการทำให้เกิดเหมืองแร่ขึ้นต่อไปในประเทศเรื่อยๆ ประชาชนกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

จุฑามาสกล่าวว่า เหมืองแร่ในประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงมาในตอนนี้คือเหมืองโปแตชที่มีอยู่มากในภาคอีสาน ที่ตอนนี้กำลังกลายเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลเศรษฐา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการทำเหมืองแล้วคือผลกระทบที่มันทำลายล้างผืนดินประชาชนที่อยู่รอบบริเวณเหมืองไม่สามารเพาะปลูกพืชได้ พอเกิดขึ้นจึงต้องถูกตั้งคำถามและตรวจสอบก่อนที่จะมีการเปิดขยายเหมืองแร่ชนิดนี้ออกไปทั้งในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สกลนคร หรืออุดรธานี ที่เป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) กล่าวอีกว่า เหมืองชนิดที่สองคือเหมืองหิน ที่กลายเป็นเป้าหมายหลักอีกหนึ่งอย่างของรัฐบาลที่เป็นข้ออ้างในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ต้องมีการใช้หินจำนวนมากทั้งหินอุตสาหกรรมก่อสร้างและหินปูน ซึ่งทำลายระบบนิเวศหลักของคนในชุมชนท้องถิ่น ภูเขาหินปูนเหล่านั้นเป็นแหล่งน้ำซับซึมของคนในพื้นที่เป็นแหล่งรวมอาหาร เป็นศูนย์กลางอะไรหลายอย่างของคนในชุมชน

“ดังนั้นเนื่องในวันที่  5 นี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงต้องไม่มีเหมืองที่สร้างผลกระทบให้กับคนในพื้นที่ เราเลยจะเปิดปฏิบัติฟ้องยกเลิกนโยบายแร่เพื่อแก้โลกเดือด โดยเราจะฟ้องคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นคนพิจารณาแผนแม่บทแร่  และ คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ( ครน.) ในฐานะที่เป็นคนจัดการแผนแม่บท ต่อศาลปกครองสูงสุดให้มีการเพิกถอนเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2566 - 2570) ซึ่งขณะนี้เราได้มีการรวบรวมข้อมูลกันแล้วและพี่น้องในแต่ละพื้นที่ที่จะร่วมฟ้องกับเราจะเริ่มมีการเก็บข้อมูลเพื่อเขียนในคำฟ้อง และในช่วงต้นเดือนกันยาเราจะยื่นฟ้องกัน” จุฑามาสกล่าว

แร่

ย้ำสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมคือสิทธิมนุษยชน ที่ทุกคนต้องได้รับ

สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) กล่าวว่า สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมคือสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนต้องได้รับ ตนเห็นว่าทุกคนในรุ่นปัจจุบันควรมีสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอต่อความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพโดยไม่ทำให้สิทธิของคนรุ่นถัดไปแย่ลงหรือเสื่อมคุณภาพในการที่จะใช้สิ่งแวดล้อมในอนาคต และเราทุกคนรวมถึงรัฐต้องดำเนินการให้สิทธิที่จะอาศัยอยู่โดยปราศจากมลพิษความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่ส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่คุกคามต่อชีวิตสุขภาพอนามัยวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ที่ดีหรือการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและข้ามพรมแดนเกิดขึ้นให้ได้

เมื่อการบริหารจัดการแร่ในปัจจุบันไม่เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ภายใต้ดุลยภาพด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน มีเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองที่ได้รับประโยชน์ รวมถึงก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน และกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยที่รัฐและผู้ก่อมลพิษไม่มีมาตรการในการแก้ไขเยียวยาอย่างเป็นธรรม การใช้สิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแผนแม่บทในการบริหารจัดการแร่จึงเป็นอีกเส้นทางที่ประชาชนจะก้าวเดิ

แร่

โต้นายกฯ แปลงผืนดินให้เป็นสินทรัพย์ของนายทุน

ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International ระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี แจ้งว่าเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความรู้กับทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการฟื้นฟูที่ดิน การลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้แก้ปัญหาโลกเดือดและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพย์ฯ หนึ่งในผู้ถูกฟ้อง ที่ผ่านมากระทรวงทรัพย์ฯ เป็นกระทรวงหลักที่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงอื่นๆแปลงผืนดินให้เป็นสินทรัพย์แต่ไม่ใช่สินทรัพย์ของประชาชน เพราะผู้จะได้รายได้เต็มๆ คือเอกชนหรือทุนที่ถือใบประทานบัตรเหมืองแร่ การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนแร่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งและเป็นอุปสรรคกับนโยบายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการบรรลุตามเป้าหมายกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีสที่นายกรัฐมนตรีไปประกาศบนเวทีต่างเช่นเวที COP

 

แผนแม่บทแร่ฯ ฉบับที่ 2 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ควรที่จะมีการจัดทำแผนใหม่

ขณะที่ เฉลิมศรี ประเสริฐศรี  ตัวแทนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ระบุว่า แผนแม่บทบริหารจัดการแร่ จะรวมเรื่องสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง การกำหนดเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ หรือพื้นที่ห้ามทำเหมืองตามมาตรา 17 วรรค 4 ในพ.ร.บ.แร่ 2560 เช่น พื้นที่แหล่งน้ำซับซึม ซึ่งต้องมีเขียนไว้ ดังนั้น รัฐควรจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงแล้วนำไปบรรจุในแผน แต่ที่ผ่านมาตนพบว่าการเชิญให้รับฟังความคิดเห็น เหมือนจัดเป็นเพียงพิธีกรรมให้เสร็จไป ถื แล้วสุดท้าย ครม. ก็ออกมาก็เท่ากับว่าแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ไม่ได้มีการยึดโยงเกี่ยวกับประชาชน

นอกจากนี้ ภาคประชาชนได้มีการคัดค้านแผนแม่บทแร่ฯ มาตั้งแต่ฉบับที่ 1 เนื่องจากรัฐใช้ฐานข้อมูลเดิม โดยการยึดเอาพวกคำขอประทานบัตร คำขออาชญาบัตรเดิม และพื้นที่ทำเหมืองแร่เดิมมากำหนดและประเมินพื้นที่ศักยภาพแร่แต่ละจังหวัด โดยไม่ได้มีการกำหนดหรือศึกษาจริงเลยว่า พื้นที่ใดมีความเหมาะสม เขตศักยภาพแร่ควรจะเป็นบริเวณไหน และเป็นพื้นที่แหล่งน้ำซับซึมหรือไม่ กระทั่งแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 – 2569) ออกมา มันก็มีปัญหากับประชาชนที่อยู่ในเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง เขาต้องได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ แต่มันไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของเขา

“เราจึงเห็นชอบร่วมกันที่จะมีการฟ้องคดีเพื่อให้สังคมตระหนักรู้ว่า แผนแม่บทแร่ฯ ฉบับที่ 2 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ควรที่จะมีการจัดทำแผนใหม่” ตัวแทนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)กล่าว

ขณะที่ จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะใช้วันที่ 5 มิ.ย. 67 วันสิ่งแวดล้อมโลกในการแสดงออกและยื่นฟ้อง เพื่อให้กฎหมายที่ตอนนี้มันถูกใช้ถูกควบคุมแบบไม่ถูกต้องได้ถูกต้อง กฎหมายแร่ตอนนี้เหมือนออกมาเพื่อให้นายทุนใช้ แต่ผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นประชาชน ตนอยากแก้ไขให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และอยากจะบอกกับคนในพื้นที่อื่นที่ยังไม่ได้รับผลกระทบว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรมการทำเหมืองสร้างผลกระทบให้กับคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบชุมชนเยอะมากทั้งตอนนี้และในอนาคต

แร่

ด้านปิยะพงษ์ แสนต่างใจ ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์ภูเตา กรณีเหมืองหินทรายเพื่ออุตสาหกรรม จังหวัดมุกดาหารกล่าวว่า  ตนจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมฟ้องนโยบายแร่เพื่อแก้โลกเดือดในครั้งนี้ด้วยเพราะเราเห็นผลกระทบจากแผนแม่บทที่เขาทำมา โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ตนมีร่องน้ำธรรมชาติที่ทับในพื้นที่ด้วย ทำให้ได้รับผลกระทบ ตนจึงร่วมฟ้องในครั้งนี้ และอยากให้คนในชุมชนของตนและชุมชนอื่นที่อาจจะยังไม่มีการประกาศเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองเล็งเห็นว่าเมื่อมีการทำเหมืองใกล้กับพื้นที่ชุมชนไหนในชุมชนนั้นย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการขุดเจาะผืนดินส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของโลกเป็นปัจจัยทำให้เกิดสภาวะโลกเดือดและทำให้เกิดฝุ่นใยหินที่ส่งผลเสียสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างร้ายแรง ส่วนเหมืองที่ใช้การระเบิดก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องแรงสั่นสะเทือน และปัญหาเสียงที่เกิดขึ้นจากการระเบิดหิน เราอยากให้คนเล็งเห็นถึงปัญหาต่างๆที่จะตามมาจึงเข้ามาร่วมฟ้องนโยบายแร่เพื่อแก้โลกเดือดในครั้งนี้

ทางเครือข่ายรายงานว่า สำหรับรายชื่อของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองและเตรียมยื่นฟ้อง ในครั้งนี้ประกอบด้วย นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจัน จังหวัดหนองบัวลำภูที่ได้รับผลกระทบจากเมืองหินปูน,นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหารที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองหินทรายเพื่อการอุตสาหกรรม ,นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลยที่ได้รับผลกระทบจากเมืองทองคำ ,กลุ่มรักษ์ดงลาน กรณีเมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน อำเภอสีชมพูจังหวัดขอนแก่น ,นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับผลกระทบจากเมืองแร่โปแตช,นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสกรณีเมืองแร่โปแตช อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกล ,เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ภูซำผักหนามกรณีเมืองหินปูนเพื่ออุตสาหกรรม อำเภอคอนสาร จังหวัดชัย ,กลุ่มรักเขาโต๊ะกรัง ตำบลควนโดนอำเภอควนโดนจังหวัดสตูล กรณีเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหิน ,กลุ่มรักษ์บ้านแหงจังหวัดลำปาง กรณีเมืองถ่านหิน,กลุ่มอนุรักษ์หินจอก อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรังกรณีเมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหิน ,กลุ่มรักเขาคอกกรณีเมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินบะซอลต์ ตำบลเขาค้ออำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ,กลุ่มอนุรักษ์ภูเตา กรณีเหมืองหินทราย เพื่ออุตสาหกรรม จังหวัดมุกดาหาร 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง