ย้อนกลับไปวันที่ 19 ม.ค. 2567 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาให้ประชาชนชนะ ‘คดีฝุ่นภาคเหนือ’ โดยมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จัดทำ ‘แผนฉุกเฉิน’ เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข บรรเทา หรือระงับภยันตรายอันเกิดจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานในภาคเหนืออย่างเร่งด่วน ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน
หากนับจากวันที่ 19 ม.ค. 2567 จะครบกำหนดระยะเวลา 90 วันในการจัดทำแผนฉุกเฉินไปตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2567 แต่เนื่องจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาคดีฝุ่นภาคเหนือของศาลปกครองเชียงใหม่ไปยังศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2567 ทำให้การทำแผนฉุกเฉินต้องล่าช้าออกไป
กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า การยื่นอุทธรณ์ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นแสดงถึงความไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่คุกคามสุขภาพของคนเหนืออย่างรุนแรง



ประชาชนที่ร่วมไปฟ้องคดีฝุ่นภาคเหนือที่ศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2566
จุดเริ่มต้นคดีฝุ่นภาคเหนือ
การยื่นฟ้องคดีฝุ่นภาคเหนือเป็นการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2566 มีประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเป็นผู้ฟ้องคดีจำนวน 10 คน อาทิ สมชาย ปรีชาศิลปกุล, นัทมน คงเจริญ, ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ, กลุ่มสมดุลเชียงใหม่, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาลมหายใจภาคเหนือ และเยาวชนอายุ 14 ปีร่วมเป็นผู้ฟ้องคดีด้วย
มีประชาชนที่สนับสนุนการยื่นฟ้องคดีต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางมาลงชื่อร่วมสนับคำฟ้องที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7 – 9 เม.ย. 2566 จำนวน 727 คน ซึ่งทนายความได้แนบรายชื่อสนับสนุนดังกล่าวไปในเอกสารท้ายฟ้องคดีต่อศาลปกครองด้วย เนื่องจากในช่วงเวลานั้น จ.เชียงใหม่, จ.เชียงราย และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในค่าเกินมาตรฐานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยที่ภาครัฐไม่มีมาตรการออกมาแก้ปัญหาหมอกควันได้ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเดินทางมาร่วมลงชื่อสนับสนุนการฟ้องคดีในครั้งนี้
- คำฟ้องมีสาระสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. ฟ้องนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจตามมาตรา 9 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างร้ายแรงให้มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานทำหน้าที่อย่างเข้มงวด เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ใช้อำนาจนี้จนการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 มีความล่าช้า ไม่ทันต่อความร้ายแรงของเหตุการณ์
2. ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งรัฐบาลประกาศแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากในระยะเวลา 4 ปีในการใช้แผนนี้ แทบจะไม่เห็นความคืบหน้าและปัญหายังคงความรุนแรงอยู่ นี่คือความผิดปกติที่ไม่อาจยอมรับ
3. ฟ้องคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีหน้าที่ครอบคลุมถึงพันธกรณีนอกอาณาเขต (Extraterritorial Obligations) ให้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน เพิ่มในแบบรายงาน 56-1 One Report หรือแบบอื่นๆ ในฐานะเอกสารสำคัญสำหรับการตรวจสอบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอันเกี่ยวเนื่องกับแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย (ในข้อนี้ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ก.ล.ต. และคณะกรรมการกำกับตลาดทุนไว้พิจารณา)
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดหรือกระดาษ
ต่อมา วันที่ 12 ก.ย. 2567 โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น “โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด” หากนับจากวันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ก็ต้องถือว่าครบกำหนด 90 วันของการทำแผนฉุกเฉินแล้วเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา
ความล่าช้าของการจัดทำแผนฉุกเฉินในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ สะท้อนถึงความใส่ใจของภาครัฐในการแก้ปัญหา รวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ผู้รับผิดชอบคดีภาคเหนือระบุว่า หากยึดถามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2567 ศาลเห็นแล้วว่า การทำงานของหน่วยงานรัฐสามารถกระทำได้เลย ไม่ต้องรอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษา และกรณีที่ไม่ทำกระทำการจะยิ่งยากต่อการแก้ไขเยียวยาในภายหลัง คําสั่งของศาลไม่ได้สร้างอุปสรรคหรือกระบวนการใดๆ แก่การบริหารงานของรัฐหรือการบริการสาธารณะ เป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้วที่จะต้องแก้ไขปัญหาฝุ่นภาคเหนือ 17 จังหวัด
ทางทีมทนายความได้ติดตามทวงถามไปยังศาลปกครองเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ที่บังคับคดีแจ้งว่าครบกำหนด 90 วันของการทำแผนฉุกเฉินแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติผู้ถูกฟ้องที่ 1 และที่ 2 ได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้จัดทําแผนแก้ปัญหาฝุ่นตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการลงนามของผู้บังคับบัญชากรมควบคุมมลพิษ
“ความล่าช้าเกินกว่า 90 วัน มาจากการต้องรอผู้บังคับบัญชาลงนาม ก็ไม่รู้ว่าจะต้องลงนามเมื่อไหร่ ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐให้ความสําคัญกับคําสั่งศาลปกครองสูงสุดมากแค่ไหน เพียงไร คําสั่งของศาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่การที่หน่วยงานรัฐปล่อยให้ระยะเวลาเกินกว่า 90 วัน ไม่ทำอะไร คําสั่งศาลปกครองสูงสุดกลายเป็นกระดาษเฉยเลย เราในฐานะประชาชนหรือในฐานะทนายความก็ตั้งคําถามกับความศักดิ์สิทธิ์ของคําสั่งศาลปกครองสูงสุดเหมือนกัน ตอนนี้สถานการณ์ฝุ่นเริ่มกลับมาแล้ว กรุงเทพฯ มาก่อน แล้วเชียงใหม่ก็กำลังจะมา” วัชลาวลี กล่าว
นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการประกาศแผนฝุ่นสำหรับปี 2568 แล้ว แต่การจัดทำแผนนี้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม จากคนในพื้นที่
“อันนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอดว่า หน่วยงานรัฐเวลาจะออกแผนอะไรมาขอให้มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ด้วย เพื่อที่ว่าแผนมาตรการที่ออกมาจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม อย่าลืมว่าแผนมาตรการนี้จะต้องใช้ทั่ว 17 จังหวัดภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเสียงคนที่อยู่ในพื้นที่ จึงควรต้องให้ความสําคัญมากที่สุด” วัชลาวลี กล่าว
ทนายความย้ำว่า การจัดการฝุ่นภาคเหนือหรือระดับประเทศยังคงล้มเหลวทุกปี และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมออกมา ยิ่งทำให้เกิดความกังวล รวมไปถึงแผนแก้ปัญหาฝุ่นที่ขาดการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ เนื่องแผนฝุ่นเพียงแผนเดียวไม่สามารถใช้บังคับกับทุกพื้นที่ได้ รัฐควรต้องมีแผนที่บูรณาการเพื่อให้มีประสิทธิภาพ
“ตั้งแต่เรามีรัฐบาลของนายกแพทองธารมีการพูดถึงการยกระดับปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติ ประกาศในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แต่ว่าเรายังไม่เห็นความจริงจังซีเรียสที่มากพอของรัฐบาล แต่เวลาที่ฝุ่นภาคเหนือมา มันไม่ได้มาในระดับสีแดงหรือสีส้ม แต่มาระดับสีม่วง แล้วก็ฝุ่นข้ามแดนรัฐบาลจะมีทิศทางการแก้ไขอย่างไร เราก็ยังรอให้หน่วยงานรัฐออกแบบมาตรการ” วัชลาวลี กล่าว
ตอนนี้แผนรับมือของปี 2568 ที่รัฐบาลออกมายังคงมุ่งเป้าไปที่การลดการเกิดไฟในป่า มาตรการทางสาธารณสุขรองรับคนป่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการรับมือในเชิงป้องกันมากกว่ามาตรการในภาวะฉุกเฉิน วัชลาวลีทนายความในคดีฝุ่นภาคเหนือคาดหวังให้แผนฉุกเฉินที่รัฐจะจัดทำออกมาอยู่ในระดับเดียวกับภาวะฉุกเฉินในช่วงโควิด-19 เนื่องจากค่าฝุ่นในภาคเหนือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีคาดหมายได้ว่าจะอยู่ในระดับที่ร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน รัฐบาลควรจะมีการแจ้งเตือนที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้คนตะหนักได้ว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ หรือในจังหวัดเล็กๆ เช่น ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ที่อยู่ในเขตป่าที่มีไฟสูง และผู้ว่าฯ ไม่สามารถรับมือได้ รัฐบาลควรจะระดมทรัพยากรไปช่วยเหลือ เพราะงบประมาณในการบริหารจัดการไฟที่แต่ละจังหวัดได้รับก็ไม่เท่ากัน
ปัญหาที่มีในตอนนี้คือภาครัฐไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในระดับใดที่รัฐจะเรียกว่าฉุกเฉิน และแผนการรับมือกับฝุ่น PM2.5 ในภาวะฉุกเฉินจริงๆ เป็นเช่นไร ในชั้นศาลมีการคุยกันตลอดว่าแผนฉุกเฉินหน้าตามันควรจะเป็นเช่นไร นอกจากนี้ “แผนฝุ่นระดับชาติ” (แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง) ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2562 ยังสิ้นสุดไปแล้วเมื่อสิ้นปี 2567 ที่ผ่านมา คำถามคือแผนฝุ่นระดับชาติฉบับใหม่สำหรับปีนี้ ก็ยังไม่มีออกมาให้เห็น ทนายความระบุว่า ถ้าปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในวาระของรัฐบาล แล้วแผนฝุ่นฉุกเฉินของภาคเหนือและแผนฝุ่นระดับชาติตอนนี้อยู่ที่ไหน
