เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณา พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. ... หรือเรียกชื่อเล่น ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม โดยมีการเสนอมาด้วยกัน 2 ร่าง คือ ร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และร่างของพรรคประชาชน
ผลการลงมติของสภาฯ ปรากฏว่า ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการตั๋วร่วม ด้วยคะแนน 367 ต่อ 0 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป โดยใช้ระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน และใช้ร่าง ครม.เป็นร่างหลักในการพิจารณา
ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.จะเข้าสู่ชั้น กมธ. ต่อไป ประชาไท ชวนส่องแนวคิดร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม จากฝั่ง ครม. และพรรคประชาชนว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ร่าง พ.ร.บ. 'ตั๋วร่วม' ฉบับ ครม.
ในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร เริ่มต้นด้วย มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฉบับ ครม.ว่า รัฐบาลต้องการให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการระบบตั๋วร่วมเพื่อสนับสนุนการให้บริการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร ในราคา 20 บาท เนื่องจากประชาชนมีต้นทุนค่าเดินทางในแต่ละวันค่อนข้างสูงและมีความยากลำบากในการเดินทาง จึงต้องการให้เกิดความสะดวกสบายแก่ประชาชนโดยใช้บัตรโดยสารเพียงใบเดียว เดินทางได้ทุกระบบขนส่ง และยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการลดปัญหามลพิษและลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยจะมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม
หลักการสำคัญของ พ.ร.บ.นี้ ได้แก่
- ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเพื่อเป็นมาตรฐานกลาง
- กำหนดค่าโดยสารร่วม โดยอำนาจการออกกฎของรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงคมนาคม
- จัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม
- ผู้ประกอบการที่จะขอรับการสนับสนุนจากกองทุน ต้องได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.นี้ก่อน
- ในกรณีที่มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างระบบตั๋วร่วม และการป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาประกอบกิจการขนส่งสาธารณะที่ต้องใช้ตั๋วร่วม และต้องได้รับใบอนุญาติตาม พ.ร.บ.นี้
2 มุมมองพรรคเพื่อไทย-ประชาชน
ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การใช้ใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบ จะลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย โดยสามารถชำระค่าโดยสารได้กับขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ และในอนาคตอาจจะสามารถรองรับขนส่งด้วยฟีดเดอร์ (ระบบขนส่งย่อย) ของภาคเอกชนได้ด้วย ผ่านการจัดตั้ง 'ศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง' และสุดท้ายผลประโยชน์จะกลับไปสู่ประชาชนอย่างแน่นอน
"กลไกทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อการจ่ายเงินเข้าด้วยกัน ภายใต้การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือ Central Clearing House กลไกนี้จะเป็นกลไกที่เป็นศูนย์ข้อมูลตรงกลาง ที่รองรับข้อมูลการใช้จ่ายและการเดินทางของทุกระบบเข้าด้วยกัน นำมาคิดสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสม เสร็จแล้วค่อยจ่ายรายได้กลับไปที่ผู้บริการแต่ละราย กลไกนี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ระบบตั๋วร่วมเกิดขึ้นได้จริง และมีคณะกรรมการระบบตั๋วร่วมเป็นผู้ออกนโยบาย กำกับดูแลโดยภาครัฐ" ชนินทร์ กล่าวเสริมจากฝั่งรัฐบาล
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ได้เห็นต่างจากร่างของ ครม. และให้การสนับสนุนให้เกิดนโยบายดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเหมือนกัน แต่ร่างของ ครม.เป็น ‘ค่าโดยสารร่วม' ไม่ใช่ ‘ตั๋วร่วม’ ตามชื่อที่ตั้งไว้
สุรเชษฐ์ กล่าวถึงความแตกต่างในร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับว่า ตั๋วร่วมที่พรรคประชาชน เสนอคือ รวมค่ารถไฟฟ้า และรถเมล์ในราคา 8-45 บาทตลอดทาง ซึ่งมีความยืดหยุ่น หรืออิงกับราคาต้นทุนแต่ละขนส่งมวลชน
สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า มีการกำหนดคำนิยามในร่าง พ.ร.บ.ที่ชัดเจนขึ้น, เพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการดูแลระบบตั๋วร่วม จากตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค, เพิ่มความชัดเจนและกำหนดกลไกที่คำนึงถึงการบังคับใช้จริง, เพิ่มหน้าที่ผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมให้เปิดเผยสถานะทางการเงิน และเพิ่มความชัดเจนในการใช้เงินกองทุน เพิ่มหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเป็น 6 ข้อ และมุ่งสร้างสมดุลของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ว่าตามใจฉัน ตามใจคนที่มาถืออำนาจ แล้วก็ใช้เงินของหลวงไปอย่างสะเปะสะปะ
"ไม่ใช่ว่าวันดีคืนดี ต้นทุนเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 33 บาท จะไปเก็บ 20 บาท หรืออีกรัฐบาลจะเกทับเหลือ 5 บาท มันเป็นเงินของคนทั้งประเทศ ต้องสร้างสมดุลว่าสัดส่วนในการใช้เงินรัฐไปอุดหนุนกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เองสัดส่วนที่จะใช้ในการอุดหนุนระบบรถไฟฟ้ากับระบบรถเมล์ ควรจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีการคำนึงถึงด้วย" สุรเชษฐ์ กล่าว
ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า รัฐต้องผลักดันโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมมากกว่านี้ อย่างระบบรถเมล์สาธารณะ เมืองขยายแต่หลายๆ อย่างไม่เพียงพอ ถนนบางเส้นไม่มีรถเมล์วิ่ง บางเส้นมีรถเมล์วิ่งแต่รอบห่างกันมาก ดังนั้น หากระบบขนส่งสาธารณะยังไม่มีความพร้อม จะมีตั๋วร่วมไปก็เท่านั้น
ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน เสนอให้รัฐบาลลองพูดคุยกับขนส่งเอกชนทั้งหมด โดยเฉพาะ BTS ที่มีค่าใช้จ่ายแรกเข้าถึง 17 บาท หาก BTS หรือขนส่งเอกชนอื่นๆ ไม่เข้าร่วมด้วย นโยบาย 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้
“ธุรกิจมันเป็น back bone มันเป็น cash cow (ธุรกิจทำกำไร) ทุกคนจะต้องมุ่งหน้าเข้ามาทำงานในเมือง ถ้าเผื่อไม่มีบีทีเอสสายสีเขียว ที่เหลือก็ล่มหมด เพราะที่เหลือไม่มีกำไร บีทีเอสน่าจะเป็นสายเดียวที่มีปริมาณผู้โดยสารเพียงพอและคุ้มทุนที่กำไร เพราะฉะนั้นเหมือนเอาประชาชนเป็นตัวประกัน” ภัณฑิล ยกตัวอย่าง
สัดส่วน กมธ.
หลังเสร็จสิ้นการโหวตรับหลักการในวาระ 1 ในการเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 31 คน แบ่งตามสัดส่วนได้ดังนี้
- ครม. 7 คน
- สส.พรรคประชาชน 7 คน
- สส.พรรคเพื่อไทย 7 คน
- สส.พรรคภูมิใจไทย 3 คน
- สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน
- สส.พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน
- สส.พรรคกล้าธรรม 1 คน
- สส.พรรคพลังประชารัฐ 1 คน
- สส.พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน
- สส.พรรคประชาชาติ 1 คน
ความน่าสนใจของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ของ ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากดูร่าง พ.ร.บ.ฉบับของ ครม.จะพบเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้
กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม ประกอบด้วย :
- เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
- เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
- ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
- เงินที่ผู้รับใบอนุญาตนำส่งเข้ากองทุน
- เงินที่ผู้รับใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วมนำส่งเข้ากองทุน
ทั้งนี้ ในส่วนเงินอุดหนุนให้รัฐมนตรีดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสมทบเข้ากองทุนในแต่ละปีงบประมาณตามความจำเป็น ส่วนเงินและทรัพย์สินของกองทุน ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
ใบอนุญาตประกอบกิจการระบบตั๋วร่วม มี 3 ประเภทหลัก คือ
- ใบอนุญาตประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการายได้กลาง
- ใบอนุญาตการให้บริการออกบัตรชำระค่าโดยสารในระบบตั๋วร่วม
- ใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม
คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ประกอบด้วย :
- รมว.คมนาคม เป็นประธาน
- ปลัดคมนาคม เป็นรองประธาน
- กรรมการโดยตำแหน่ง 11 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาฯ สภาพัฒน์, ผอ.สำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมขนส่งทางบก, อธิบดีกรมขนส่งทางราง, อธิบดีกรมเจ้าท่า, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, เลขาฯ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, ผู้ว่า กทม.
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 3 คน ด้านการเงิน การตลาด กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ
อำนาจคณะกรรมการ
- กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม โดยความนึงถึงความเป็นธรรม ความเสมอภาค หลักเกณฑ์จะประกอบด้วย
- การบูรณาการอัตราค่าโดยสารระหว่างระบบขนส่งสาธารณะต่างระบบและต่างผู้ให้บริการ
- ค่าใช้จ่ายตามปกติของการประกอบกิจการให้บริการขนส่งสาธารณะตามประเภทและลักษณะของการให้บริการ โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจและดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป
- สิทธิของผู้โดยสารสูงอายุ เด็ก คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส
- การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี
โดยต้องเปิดเผยสูตรหรือวิธีการที่ใช้ในการคำนวณเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม รวมทั้งข้อมูลค่าตัวดแปรที่ใช้ในการคำนวณ ยกเว้นข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าของผู้รับใบอนุญาต
ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ยังระบุด้วยว่า เมื่อรัฐมนตรีได้ออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมแล้ว ในกรณีที่อัตราค่าโดยสารร่วมดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุนแล้วแต่กรณี ให้หน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่สัญญากับเอกชนดำเนินการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาต่างๆ แล้วแต่กรณี ให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารร่วมที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงประกาศกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมใช้บังคับ ทั้งนี้ ต้องรายงานความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบทุก 60 วัน
