เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจงยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว. เหตุไม่สอดคล้องบริบทการเงินประเทศ ยืนยันไม่กระทบตำแหน่งผู้ช่วย-คณะทำงานการเมือง ชี้ประธานสภาย้ำตรวจสอบคณะทำงานรัดกุม หลังเกิดประเด็นแอบอ้างตำแหน่ง หวั่นกระทบภาพลักษณ์สภา
15 กรกฎาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีการยกเลิกระเบียบรัฐสภาที่เกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. และ สว. รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมาธิการสามัญและคณะทำงานทางการเมือง ว่า เมื่อเดือน มีนาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินค่าตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยของ สส. และ สว.และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ ของ สส. และ สว. และคณะทำงานทางการเมืองของประธาน รองประธาน และผู้นำฝ่าย โดยให้ระเบียบนี้มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายศิโรจน์ กล่าวว่า ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีดำริว่าการปรับเพิ่มค่าตอบแทนดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านการเงินและเศรษฐกิจของประเทศจึงขอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบในการเพิ่มค่าตอบแทนออกไปก่อน ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภามีมติเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทน ดังนั้น ในปีงบประมาณประจำปี 2570 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีการของบประมาณในส่วนนี้
ส่วนการยกเลิกค่าตอบแทนไม่ได้หมายความว่ายกเลิกผู้ช่วย สส.และ สว. นายศิโรจน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้เป็นเพียงการเพิ่มค่าตอบแทน
ส่วนกรณีมูลค่าของงบประมาณที่จะใช้หากมีการปรับเพิ่มค่าตอบแทน นายศิโรจน์ กล่าวว่า หากเพิ่มค่าตอบแทนได้จะคิดเป็น 20% ของค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่เดิม เช่น ผู้ช่วยและผู้ชำนาญการประจำตัว สส. ขณะนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ 15,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทน ที่ 24,000 บาท
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตต่อระเบียบดังกล่าวว่าออกมาในช่วงที่มีบุคคลบางคนมีการอ้างอิงต่อการเป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่งในสภานั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2569 และสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดก่อนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และไม่มีนัยยะในเรื่องดังกล่าวเสียงใด
นายศิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำชับให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะทำงานทางการเมืองของประธานและรองประธานสภาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีประวัติไม่เหมาะสมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานและภาพลักษณ์ของรัฐสภา
