ครม. เคาะ 'ฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน' หวังดึงนักท่องเที่ยวฟื้น หลังร่วงเกือบ 20% จากการที่ไทยยกเลิกนโยบายสิทธิพำนัก 60 วัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวอินเดียต้องกลับไปขอวีซ่าหน้าด่าน (VOA) ชั่วคราว ซึ่งพำนักได้เพียง 15 วัน
เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ว่า นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน
สำหรับมาตรการใหม่ กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนให้คนไทย และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในส่วนของสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน กำหนดให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ก่อนนำมาทบทวนอีกครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงบทบาทสำคัญของอินเดียในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอินเดียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 7.17 วันต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง
ส่วนการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival กำหนดให้สิทธิแก่ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เนื่องจากได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา 15 วันแทน เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่
นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า–ออกของชาวต่างชาติ พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและติดตามการใช้สิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
“การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับระบบให้เหมาะสม ชัดเจน และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของประเทศ พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
ด้าน ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) โดยอนุมัติให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ได้รับสิทธิพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 30 วัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เพื่อสร้างความชัดเจนของมาตรการและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสำคัญ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวอินเดียเคยได้รับสิทธิพำนัก 60 วัน แต่หลังจาก ครม. มีมติยกเลิกมาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนว่าสิทธิเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ และกังวลว่าจะต้องกลับไปใช้ระบบ Visa on Arrival (VOA) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวอินเดียลดลงเกือบ 20% เนื่องจากความไม่ชัดเจนของมาตรการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อไป นอกจากอินเดียแล้ว ครม. ยังเห็นชอบทบทวนสิทธิการเดินทางเข้าประเทศของหลายประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและการอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์
