สส.เลย พรรคเพื่อไทยแจงงบ 25.7 ล้านยังไม่ใช่ค่าก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง เป็นเพียงงบออกแบบและทำ EIA ย้ำประชาชนกว่า 90% เห็นด้วยกับโครงการ พร้อมเสนอจัดระบบจำกัดนักท่องเที่ยวหวังพัฒนาภูกระดึงอย่างยั่งยืน

ที่มาภาพ: อุทยานแห่งชาติภูกระดึง - Phu Kradueng National Park
12 พ.ค. 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสำนักงบประมาณ อนุมัติงบประมาณจำนวน 25.7 ล้านบาท ให้คณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ดำเนินการโครงการออกแบบก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ว่างบประมาณดังกล่าวเป็นงบประมาณในการออกแบบ ยังไม่ใช่งบประมาณในการก่อสร้าง โดยขั้นตอนแล้วจะต้องมีการออกแบบในการก่อสร้าง รวมถึงการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หลังจากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนในการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งจากที่ตนได้สอบถามพบว่ากรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไม่ได้ติดปัญหาใด ๆ ในการสนับสนุนโครงการนี้ การอนุมัติงบประมาณในการออกแบบสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงนับเป็นก้าวแรกของโครงการ ส่วนความเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงนั้น นายศรัณย์ กล่าวว่า จากที่ได้ลงพื้นที่และได้สอบถามความเห็นจากประชาชน พบว่าส่วนใหญ่เกิน 90% เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่มีประชาชนบางส่วน ที่ยังกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการสร้างกระเช้าไฟฟ้า แต่ไม่ได้เป็นการต่อต้านโครงการ เช่น กลุ่มผู้ค้าตามจุดพักต่าง ๆ เกรงว่าจะได้รับผลกระทบเรื่องการค้าขายหากมีการสร้างกระเช้า รวมทั้งต้องการทราบแนวทางการเยียวยา
สำหรับโครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับภูกระดึงได้หรือไม่นั้น นายศรัณย์ ชี้แจงว่าหากมองในมุมการกระตุ้นการท่องเที่ยว เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการท่องเที่ยวหันมาท่องเที่ยวภูกระดึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่ได้มองเพียงนักท่องเที่ยวที่อาจจะเดินขึ้นภูกระดึงไม่ไหว แต่มองไปถึงนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านเวลาด้วย เพราะในปัจจุบันการเที่ยวภูกระดึง ไม่สามารถเที่ยวจบได้ภายในวันเดียว หากต้องการเที่ยวภูกระดึงต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน ทั้งการเดินขึ้น เดินเที่ยวบนภูกระดึง และเดินลง ซึ่งไม่ใช่นักท่องเที่ยวทุกคนที่จะสามารถเดินขึ้นและเดินลงภายในวันเดียวได้ จึงเป็นข้อจำกัดข้อหนึ่งของการเที่ยวภูกระดึง ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจจะไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงทำให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบไม่ได้ผลประโยชน์ของภูกระดึงอย่างเต็มที่
นอกจากนี้นายศรัณย์ ยังได้เสนอแนวทางในการบริหารจัดการภูกระดึง ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน โดยระบุว่าสิ่งที่ภูกระดึงต้องการคือ ระบบการบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวที่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากในปัจจุบันมีเพียงการตรวจเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นเท่านั้น จึงไม่สามารถกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันได้ เพื่อให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อในหลายปัญหาทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงปัญหาขยะและของเสียบนภูกระดึง
