'อี แจ-มยอง' ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตย (DP) ซึ่งเป็นพรรคสายเสรีนิยม ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย
4 มิ.ย. 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า อี แจ-มยอง ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตย (DP) ซึ่งเป็นพรรคสายเสรีนิยม ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.) พร้อมประกาศชัยชนะต่อผู้สนับสนุน ขณะที่ คิม มุน-ซู คู่แข่งจากพรรคพลังประชาชน ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
นายอี ได้ชัยชนะการเลือกตั้งหลังจากการนับคะแนนผ่านไปร้อยละ 94.4 และเมื่อช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน นายอี ได้คะแนนเสียงไปแล้วร้อยละ 48.8 และนายคิม คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคพลังประชาชน แนวอนุรักษ์นิยม ได้ร้อยละ 42 แม้ว่าคะแนนที่ยังไม่ได้นับ จะตกเป็นของนายคิมแต่ก็ยังตามนายอีไม่ทัน ซึ่งทำให้นายอี ยืนยันชัยชนะของเขาเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับตัวเลขผู้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเบื้องต้นอยู่ที่ร้อยละ 79.4 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2540 ในจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 44.4 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิราว 35.24 ล้านคนตามหน่วยเลือกตั้ง 14,295 แห่งทั่วประเทศ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 77.1 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อนในปี 2565
นายอีกล่าวว่า เขาจะไม่มีวันลืมหน้าที่ของประธานาธิบดีในการสร้างความเป็นเอกภาพของผู้คนในประเทศ และว่าเขาจะหาวิธีให้ประเทศอยู่ร่วมกับเกาหลีเหนือได้โดยผ่านการเจรจาและพูดคุยกัน ด้าน นายคิม ผู้สมัครจากค่ายอนุรักษ์นิยม ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ขอยอมรับเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างนอบน้อม และขอแสดงความยินดีกับนายอี เขาไม่มีวันลืมการสนับสนุนและกำลังใจอย่างท่วมท้นที่ประชาชนมอบให้
ชัยชนะของนายอี จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย หลังเผชิญความยุ่งเหยิงทางการเมืองตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา จากการประกาศใช้กฎอัยการศึกในช่วงสั้น ๆ ของ นายยูน ซ็อก-ยอล อดีตประธานาธิบดี ที่เคยเอาชนะนายอี ไปอย่างหวุดหวิดในการเลือกตั้งปี 2565 ส่งผลให้นายยูนต้องถูกถอดถอนพ้นจากตำแหน่งในเวลาต่อมา จนนำมาซึ่งการเลือกประธานาธิบดีก่อนกำหนด และชัยชนะของนายอีในครั้งนี้
จากแรงงานสู่ผู้นำประเทศ
Thai PBS รายงานว่า อี แจ-มยอง วัย 60 ปี มีชีวิตที่โลดโผนไม่ต่างจากละครเกาหลี เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน และต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม เพื่อทำงานในโรงงานหลายแห่งที่เมืองซองนัมใกล้กรุงโซล เนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินส่งเสียให้ศึกษาต่อในระดับมัธยม ในโรงงานผลิตถุงมือเบสบอล แขนซ้ายของเขาถูกเครื่องจักรทับจนพิการถาวร อี แจ-มยองเล่าว่าเขาต้องทนกับการถูกทำร้ายร่างกายในโรงงาน และเคยพยายามฆ่าตัวตายถึง 2 ครั้งด้วยความสิ้นหวัง แต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เขาฟื้นตัวกลับมาได้และได้รับทุนเต็มจำนวนเพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชุงอังในกรุงโซล ก่อนจะผันตัวมาเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องราวชีวิตที่ต่อสู้จากความยากลำบากนี้ ทำให้เขาสามารถสร้างฐานผู้สนับสนุนที่ภักดี และถูกมองว่าเป็นผู้ที่เข้าใจความทุกข์ยากของผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองซองนัมเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งในบทบาทนั้น เขาได้ช่วยปิดตลาดค้าเนื้อสุนัขที่ใหญ่ที่สุดของประเทศลงได้ และต่อมายังได้เป็นผู้ว่าการจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศนานกว่า 3 ปี
ในปี 2567 เขายังเคยถูกชายผู้แสร้งทำเป็นผู้สนับสนุนใช้มีดแทงที่คอ และต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน โดยผู้ก่อเหตุยอมรับว่าต้องการฆ่าอี แจ-มยอง เพื่อไม่ให้เขาเป็นประธานาธิบดี
