112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ธนลภย์ ผลัญชัย นักกิจกรรมเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ตั้งแต่ยังอายุ 14 ปี(เมื่อปี 2566) เธอได้ปฏิเสธกระบวนการทั้งหมด และไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่การจับกุมและนั่งหันหลังให้ศาลเพื่อประท้วงกระบวนการที่ไม่ยุติธรรม
112WATCH จากประสบการณ์ตรงที่หยกถูกออกหมายจับและควบคุมตัวในสถานพินิจตั้งแต่อายุยังน้อย หยกคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 มีปัญหาหรือความไม่เป็นธรรมอย่างไรบ้างที่สังคมวงกว้างอาจยังไม่เคยรับรู้
ธนลภย์ : จากประสบการณ์ที่หยกเจอ หยกมองว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 มีหลายอย่างที่สังคมอาจไม่เคยรับรู้
ในตอนแรก หยกได้ขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ภายหลังกลับมีการดำเนินการขอหมายจับแทน วันที่ถูกจับหยกไปสถานีตำรวจเพื่อสังเกตการณ์การจับกุมของเพื่อน แต่หยกกลับถูกจับกุมอย่างกะทันหัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้ติดต่อทนายความ และมีการตรวจค้นโดยตำรวจทั้งชายและหญิงนั่งทับตัวหยกล้วงเข้าไปใต้เสื้อหยกเผื่อจะเอาไอแพด
จากที่หยกติดตามคดีของพี่ๆ นักกิจกรรม สิ่งที่เห็นชัดคือปัญหาเรื่องสิทธิในการประกันตัว ปัจจุบันยังมีนักโทษการเมืองหลายคนถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดี เช่น พี่เก็ท โสภณ นักรังสีเทคนิค ทนายอานนท์ ที่มีลูกเล็กหรือคุณเอกชัย ที่มีโรคประจำตัว ในบางกรณี คดีมาตรา 112 ยังมีการพิจารณาแบบลับ ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสังเกตการณ์ มีการตีความกฎหมายอย่างกว้าง จนรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการหรือการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในรัชสมัยก่อน จริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวกฎหมายมาตรา 112 แต่มีปัญหาทั้งกระบวนการยุติธรรมและระบบการคุมขังของไทย
การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การหันหลังให้บัลลังก์ศาล หรือการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม สะท้อนถึงมุมมองของหยกต่ออำนาจรัฐและตัวกฎหมายมาตรา 112 อย่างไร
คนอื่นอาจมองว่าหยกดื้อแพ่ง แต่สิ่งที่หยกทำคือการถอนการยอมรับ (withdraw legitimacy) ปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐในการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อประชาชน และตัดสินภายใต้ศาลในปรมาภิไธย เพราะหยกมองว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

หยกนั่งหันหลังให้ศาลเยาวชนระหว่างการพิจารณาคดีเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการปฏิเสธอํานาจและกระบวนการยุติธรรม เมื่อ 29 มี.ค.2566
แต่ในการใช้นั้นใครก็สามารถฟ้องได้ ประชาชนธรรมดาฟ้องกันเองบ้าง มีอัตราโทษสูงเมื่อเทียบกับคดีเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกทั่วไป สถาบันกษัตริย์เป็นผู้เสียหายตามฐานความผิด แต่ผู้เสียหายไม่ได้ส่งตัวแทนมาฟ้องหรือต่อให้ส่งตัวแทนมาฟ้องศาลนั้นก็เป็นศาลที่ดำเนินการในพระปรมาภิไธยอยู่ดี ศาลไทยดำเนินกระบวนการในพระปรมาภิไธย ซึ่งก็คือการทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์ แต่มาตัดสินพิจารณาคดีมาตรา 112 ซึ่งในคดีนี้ผู้เสียหายคือสถาบันกษัตริย์ หยกจึงมองว่ากระบวนการดังกล่าวไม่สามารถเป็นกลางได้
ในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านปรานี ท่ามกลางอุปสรรคและการถูกจำกัดสิทธิ สิ่งใดหรือแนวคิดไหนที่เป็นสิ่งที่ทำให้หยกยังคงเข้มแข็งและยึดมั่นในจุดยืนเดิมได้
สิ่งที่ทำให้หยกยังยึดมั่นในจุดยืนมาตลอด คือความต้องการปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐในการดำเนินคดีมาตรา 112 กับประชาชน เมื่อต้องเผชิญกับความลำบาก ความเจ็บป่วย และข้อจำกัดต่างๆระหว่างถูกควบคุมตัว มันยิ่งทำให้รู้สึกว่า ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ยิ่งต้องยืนหยัดต่อไป หยกอยากให้คนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยังมีหลายอย่างที่ควรถูกปฏิรูป และมาตรา 112 ก็ควรถูกยกเลิกหรืออย่างน้อยต้องได้รับการแก้ไข หยกอยากเห็นประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่อุดมสมบูรณ์ ดีขึ้นและมีอนาคตที่ดีกว่านี้
ก่อนหน้านี้แม่เคยไล่ให้หยกลี้ภัย เพราะหยกเคยบอกแม่ว่าอาจต้องติดคุก (เด็ก) แม่กังวลว่าหยกจะใช้ชีวิตไม่ได้ กังวลที่จะต้องไปอยู่กับเด็กพวกนั้น เป็นคำที่หยกเองก็ไม่ชอบ ในนั้นมีเพื่อนที่โอเคแต่การเข้าไปอยู่ทำให้เห็นว่าระบบในนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กแย่ลง

ผื่นที่ขึ้นตามร่างกายของหยกหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากบ้านปรานี ภาพโดย แมวส้ม
จนสุดท้ายก็ไม่สามารถตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วไปจากประเทศตัวเองได้จริงๆ หยกถูกคุมขังอยู่ที่บ้านปรานี จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 51 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตหลายอย่าง หยกไม่เคยต้องออกจากกรุงเทพนานขนาดนั้น ไม่เคยซักผ้าเองหรือใช้ชีวิตแบบนั้นมาก่อน หยกป่วยเป็นโควิด-19 และมารู้ทีหลังตอนอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยร้องขอการไปโรงพยาบาล แต่ได้รับเพียงยาอมแก้เจ็บคอ ช่วงเวลานั้นการหลับเหมือนการชัตดาวน์จ้องเพดานจ้องผนังแล้วหลับไปโดยไม่รู้ตัว ร้องขอในใจว่าขอให้หลับไปเลย ไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วอยากหลับไปเลยเพราะทรมานมากๆ จนไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วช่วงนั้นสติเลือนรางมากๆ โชคดีที่ยังมีเพื่อนที่ถูกกักตัวอยู่ด้วยกันคอยช่วยดูแล สิ่งที่หยกเห็นจากข้างใน ทำให้หยกรู้ว่าระบบสถานพินิจและการคุมขังของไทยยังมีปัญหาอีกมากหลายอย่างไม่มีเหตุผลรองรับและส่งผลต่อชีวิตเด็กจำนวนมาก
หยกเคยตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า "ยังไม่เห็นปัญหาของ ม.112 อีกหรือ?" มาถึงวันนี้ หยกอยากส่งข้อความหรือคาดหวังอะไรจากนักการเมือง ผู้มีอำนาจ และสังคมไทยเกี่ยวกับอนาคตของมาตรา 112 และสิทธิเด็ก
เศรษฐกิจแย่ลง ข้าวของแพงขึ้นแต่ค่าแรงสวนทางกัน รวมทั้งมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และเสรีภาพในการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ การคงอยู่ของมาตรา 112 โดยไม่มีการปรับแก้ ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และทำให้ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างอำนาจ การจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และความเหลื่อมล้ำได้อย่างเสรี ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ในหลายครั้ง รัฐดูเหมือนจะควบคุมความเห็นต่างได้ดีกว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพ งาน หรือสวัสดิการ หยกยังอยากเห็นการยกเลิกมาตรา 112 หรืออย่างน้อยคือการปรับแก้กฎหมาย รวมถึงให้นักโทษการเมืองได้รับสิทธิในการประกันตัว เพราะจริงๆ แล้วไม่ควรมีใครต้องถูกคุมขังเพียงเพราะความคิดเห็นทางการเมือง เขาควรได้ออกไปใช้ชีวิต ทำตามความฝัน และอยู่กับคนที่รัก
ขณะเดียวกัน สิทธิเด็กในประเทศไทยก็ยังเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง โรงเรียนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการเชื่อฟัง มากกว่าสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็ก เด็กมักถูกมองว่ายังไม่โตพอที่จะสื่อสารหรือมีความคิดเห็นทางการเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องการเมือง เพศ หรือการตั้งคำถามต่อสังคม ความคิดของเด็กมักถูกลดทอนว่าเป็นเพียงการถูกชักจูง มากกว่าจะถูกมองว่าเด็กสามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
เอาจริงๆ หยกก็ไม่ได้คาดหวังกับพรรคการเมือง นักการเมืองหรือว่าผู้มีอำนาจ สักเท่าไหร่ตั้งแต่แรก แต่เราก็ยังคงต้องพูดบ้าง ต้องติดตามข่าวในฐานะที่เราเป็นประประชาชน นักการเมือง พรรคการเมือง มีอำนาจได้เพราะประชาชน หยกไม่เคยเชิดชูในพรรคใดพรรคนึงหรือผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งเลย แต่หยกอยากบอกประชาชนว่า ที่ผ่านมาหยกพูดหยกไม่คิดว่าคนจะจำหยกมากมายขนาดนี้ หยกทำหยกก็ทำในฐานะที่หยกเป็นประชาชนคนนึง เหมือนกับทุกๆ คน หยกวิจารณ์ระบอบ หยกวิจารณ์ผู้มีอำนาจ พรรคการเมือง นักการเมืองในฐานะประชาชนคนนึง ทุกคนสามารถมีคนหรือพรรคการเมืองที่ชื่นชอบได้ แต่เมื่อเขาทำในสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองเราก็ต้องกล้าที่จะวิจารณ์เขาเช่นเดียวกัน
การพบกันระหว่างหยกและ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) เป็นการพูดคุยสัมภาษณ์พิเศษในรายการ "คุยข้ามรุ่น" โดยมี ตะวัน (ทานตะวัน) ร่วมวงสนทนาด้วย ประเด็นหลักของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นคืออะไร และการพูดคุยข้ามเจเนอเรชันระหว่างนักเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่และปัญญาชนมีความสำคัญอย่างไร
คุยข้ามรุ่น EP.1 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ประเด็นหลักที่พูดคุยกันในอีพีแรกคือการหาทางออกร่วมกันต่อปัญหาคดีการเมือง รวมถึงการพูดถึงกระบวนการยุติธรรมไทยและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องหาทางการเมือง การพูดคุยข้ามรุ่นระหว่างเด็กเจน Z กับปัญญาชนรุ่นก่อน มีความสำคัญเพราะทำให้เราได้แลกเปลี่ยนทั้งมุมมอง ประสบการณ์ และบทเรียนทางการเมืองของคนต่างยุค คนรุ่นใหม่อาจเข้าใจปัญหาในบริบทปัจจุบัน ขณะที่คนรุ่นก่อนก็มีประสบการณ์ต่อสู้และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในระยะยาว สำหรับหยก การพูดคุยแบบนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย และทำให้การถกเถียงทางการเมืองไม่จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังเสียงของคนทุกรุ่นทุกเจน หยกขอฝากเพจ Gens Lab ด้วยนะคะ
