Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“เราหากินตามตะเข็บชายแดนแบบนี้ เราก็อยากให้ด่านเปิด แต่เขาไม่เปิดจะทำอะไรเขาได้” 

ประสิทธิ์ สังข์ถ่วง นายท่ารถตู้พัทยา-สระแก้ว หน้าด่านบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บอกว่าตั้งแต่หลังปิดด่านเป็นต้นมาก็เหลือรถวันละไม่กี่เที่ยว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวไปกลับค่อนข้างเยอะ แต่ทุกวันนี้บางวันมีแค่วันละเที่ยว 

สภาพไม่ต่างกันนักกับร้านกาแฟเชนใหญ่ที่อยู่ระแวกเดียวกันที่พนักงานก็บอกว่าแทบไม่เหลือลูกค้าเข้านอกจากลูกค้าขาประจำ จากเดิมที่มีทั้งคนไทยคนกัมพูชาที่ข้ามด่านไปมาแวะซื้อกาแฟ

ภาพของอำเภอชายแดนอย่างอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่เคยคึกครื้น ทุกวันนี้ยังคงเงียบเหงาแม้ว่าการปะทะกันตามแนวชายแดนจะหยุดไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากด่านข้ามแดนถาวรยังคงปิด พร้อมกับยังมีด่านทหารตามถนนทางเข้าอำเภอ และยิ่งถี่ขึ้นเมื่อเข้าสู่หมู่บ้านตามแนวชายแดน (แม้หลายด่านจะไม่เห็นตัวเจ้าหน้าที่ประจำอยู่) สภาพเมืองเงียบเหงาทั้งกลางวันกลางคืน ยกเว้นตลาดนัดของสดและอาหารที่ยังพอมีคนพื้นที่มาเดินซื้ออยู่บ้าง แต่คนขายก็ดูจะเยอะกว่าคนซื้อ

โฆษณา - Advertising

ด่านบ้านคลองลึก เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569

“ต้องอพยพเราไม่ได้มีเงินสำรองนะ เราเป็นมนุษย์รายวัน เริ่มปิดด่านเดือน 6 แต่เขาอพยพเดือน 12 เราไม่มีตังค์กันแล้วนะ ตั้งแต่เดือน 6 เราไม่ออกจากพื้นที่เพราะเงินมีไม่เยอะ ส่วนหนึ่งก็ต้องส่งให้ลูกเรียน ใช้คำว่าขดตัวอยู่อย่างนี้หลบๆ ซ่อนๆ โคตรสิ้นหวังเลย”

ลลนา ครุธชัย หรือน้ำ เจ้าของร้านสักคิ้วใกล้ตลาดโรงเกลือ เล่าถึงวันที่เธอต้องอยู่ฟังเสียงกระสุน ระเบิด จรวด ที่มาตกตามแนวชายแดนโดยที่ยังต้องอยู่ในบ้านเช่าไม่ไกลจากด่านอรัญประเทศมากนัก แต่ออกไปไหนไม่ได้ เพราะการออกจากบ้านคือการใช้เงิน และอย่างน้อยก็ยังมีศูนย์อพยพไม่ไกลนักที่มีอาหารเลี้ยงคนพื้นที่  

น้ำบอกว่าตอนนี้รายได้หายไปเกือบหมดจนต้องฝากลูกสาววัย 15 ปีไว้กับญาติที่โคราช เพราะหลังจากด่านปิด เธอที่ทำงานเป็นนักร้องในโรงแรมฝั่งกัมพูชาและสามีที่ขับรถรับส่งนักเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปคาสิโนในฝั่งกัมพูชาต่างก็ตกงานทันที ไม่นานสภาพการเงินในครอบครัวก็ย่ำแย่จนต้องแยกทางกับสามีไปเพราะต่างคนต่างก็ไม่มีงาน ไม่มีเงิน 

น้ำเล่าย้อนไปก่อนที่จะเกิดปัญหาชายแดน เธอเคยมีรายได้จากร้านสักคิ้วในอรัญฯ ที่มักมีลูกค้าจากทั้งฝั่งไทยทั้งกัมพูชาข้ามมาใช้บริการ รวมกับงานร้องเพลงได้เดือนละ 80,000 บาทและอาจไปถึงแสนตามความคึกคักจนสามารถผ่อนบ้านได้

ในวันนี้ น้ำเหลือแค่ร้านสักคิ้วที่ยังเปิดอยู่ แม้จะไม่มีลูกค้านัก กับรับงานร้องเพลงตามผับบาร์ในฝั่งไทยที่เหลืออยู่ไม่มากในอรัญฯ รายได้เหลือไม่ถึง 20,000 บาท โดยที่ยังต้องเลี้ยงลูก และจ่ายค่าเช่าบ้าน ส่วนบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดก็ต้องปล่อยให้ธนาคารยึดไปแล้ว

ลลนา ครุธชัย หรือน้ำ เจ้าของร้านสักคิ้ว

สภาพของน้ำเป็นตัวอย่างของเจ้าของร้านใกล้ชายแดนที่ยังพยายามรักษาธุรกิจไว้ในพื้นที่ท่ามกลางสภาพเงียบเหงาทั้งอำเภอ เพราะหวังว่าวันหนึ่งถ้าสถานการณ์สงบก็อาจจะได้กลับมามีรายได้อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังไม่เห็นแนวโน้มว่า 2 ประเทศนี้จะกลับมาคืนดีกันในเร็ววัน

หากดูความเสียหายระดับมหภาค ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์เทียบแค่ 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) ก่อนที่ไทยจะเริ่มมาตรการปิดด่านในเดือนมิถุนายน กับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีมูลค้าการค้ากับกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 126,504 ล้านบาทในปี 2568 แต่ 4 เดือนแรกปีนี้เหลืออยู่แค่ 33,869 ล้านบาท หายไปกว่า 73%

หากดูสถิติการส่งออกของไทยไปกัมพูชาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและไปถึงจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 37,202 ล้านบาท เมื่อปิดด่านก็ทยอยลดลงมาเรื่อยๆ จนเดือนเมษายนปีนี้ที่เหลืออยู่ 5,827 ล้านบาทเท่ากับเหลืออยู่แค่ 15% ของช่วงพีคที่สุดของปีที่ผ่านมา

มูลค่านำเข้า-ส่งออกและมูลค่าการค้ารวม ปี 2568-2569 (ไตรมาสแรก) หน่วย: ล้านบาท ที่มา: กระทรวงพาณิชย์ (ดูตาราง 1)

แล้วมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาสูงขนาดไหน? ข้อมูลของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ออกรายงานมาช่วงเดียวกับที่เกิดการปะทะสะท้อนให้เห็นว่า เฉพาะการค้าชายแดนไทย-กัมพูชามีมูลค่าถึง 174,530 ล้านบาท จากมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมด 366,729 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 48% และด้วยสัดส่วนการส่งออกจากไทยไปกัมพูชาจากตารางก็จะเห็นได้ว่ากัมพูชามีความต้องการสินค้าจากไทยมากขนาดไหน และในทางกลับกันกัมพูชาก็เสียมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่ามากทั้งในเชิงมูลค่าจริงและสัดส่วน

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการค้าระหว่างสองประเทศเหลืออยู่เพียงน้อยนิดและต่ำลงเรื่อยๆ และยิ่งเป็นธุรกิจระดับผู้ประกอบการส่งออกรายย่อย(SME) ก็แทบไม่เหลืออยู่เลย

 

มูลค่าการค้ารวมทั้งนำเข้า-ส่งออกเปรียบเทียบปี 2567-2569(ไตรมาสแรก) หน่วย: ล้านบาท ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ (ดูตาราง 2)

“เรามีข้อพิพาทด้านความมั่นคง จะตัดส่วนนี้ออกไป เราเข้าใจได้ เราทุกคนยอมรับสภาพแล้วว่า “ไม่เป็นไร” แต่ไม่เป็นไรในที่นี้ คุณตัดสินว่าเราต้องลำบากนะ แล้วคุณมีอะไรมารองรับเราบ้าง ถ้าสมมติเราบอกว่าเรากั้นน้ำที่อยุธยาไม่ให้ท่วมเข้ากรุงเทพ คุณมีอะไรรองรับอยุธยาบ้าง ในเมื่อคุณจะกันไม่ให้คนกรุงเทพเดือดร้อน เราก็เหมือนกัน เราเป็นชายแดน เราเป็นแนวหน้าของคนที่เดือดร้อน คนที่วิ่งไปช่วยทหารเร็วที่สุดคือพวกเรา คนที่โดนยิงก่อนคือพวกเรา คนที่โดนตัดรายได้ก่อนคือพวกเรา คุณดูแลอะไรเราบ้าง” 

อนุวัฒน์ หวังพนาวงศ์ ทำ SME นำเข้า-ส่งออกสินค้า(ชิปปิ้ง) ระหว่างไทย-กัมพูชาอยู่ในอรัญประเทศให้ข้อมูลที่เขาเคยรวบรวมไว้เพื่อยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อสะท้อนปัญหาจริงๆ ที่ SME แบบพวกเขาต้องเจอซึ่งหนักหนากว่าตัวเลขภาพใหญ่มาก

อนุวัฒน์ให้ข้อมูลว่า SME ถึง 97% ที่ต้องเจอกับการชะลอส่งออกหรือหยุดส่งชั่วคราว ไปจนถึงถูกคู่ค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะสระแก้วที่มูลค่าการส่งออกหายไปถึงประมาณ 6,400 ล้านบาท หรือประมาณ 81.1% จากปี 2567 

ข้อมูลจาก Big Data ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่า มูลค่าการส่งออกของ SME ผ่านจังหวัดชายแดนไทยกัมพูชาในปี 2568 ที่เหลืออยู่ 28,721.78 ล้านบาท หายไป 75.82% จากปี 2567 ที่เคยมีมูลค่าการส่งออกทั้งด่านชายแดนและผ่านแดนรวมกันอยู่ที่ 118,794.29 ล้านบาท

ข้อมูลของ สสว. ยังทำให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ SME ส่งออกสินค้าจากไทยไปลาวมากขึ้น ทั้งการส่งออกทางด่านชายแดนและผ่านแดนโดยเปรียบเทียบระหว่างช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังเปิดปกติ มีมูลค่าส่งออกไทย-ลาวอยู่ที่ประมาณ 182,824.83 ล้านบาท ในขณะที่ 4 เดือนแรกของ 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 277,378.94 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 51.72 % โดยที่การค้าผ่านชายแดนไทย-กัมพูชาหายไปเกือบหมดตั้งแต่ ต.ค.2568

มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับลาวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ไทยปิดด่านทางฝั่งกัมพูชา ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

อนุวัฒน์กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา การปิดด่านไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดนทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้เปลี่ยนเส้นทางไปออกทางอุบลราชธานีแล้วผ่านทางลาวแทน ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นมาก ถ้าจะขายให้ได้กำไรเท่าเดิมก็ต้องขึ้นราคาสินค้า แต่ถ้าขึ้นราคาก็ม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่มาจากเวียดนาม ลาว หรือจีนในตลาดกัมพูชาได้ แม้ว่าจะเจอปัญหาเช่นนี้ แต่ผู้ประกอบการเองก็ยังตัดสินใจรักษากิจการและการจ้างงานเอาไว้ 

อนุวัฒน์ระบุว่า SME ที่ยังส่งออกสินค้าอยู่ต้องเจอกับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นหลายด้าน ทั้งจากค่าธรรมเนียมผ่านแดนพิเศษ ค่าขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทาง ต้นทุนเสียโอกาส ค่าเก็บรักษาสินค้าในคลัง และต้นทุนการเงินจากกระแสเงินสดสะดุด

“จังหวัดเรามันเป็นจังหวัดที่พึ่งพาการค้าชายแดนมาตลอด มูลค่าทางเศรษฐกิจมันใหญ่พอเลี้ยงคนทั้งจังหวัดได้จริงๆ อย่างร้านของคุณน้ำ คนที่ทำธุรกิจขนส่งชิปปิ้ง ค้าขาย คนทำงานออฟฟิศ หรือไปทำร้านอาหารต่างๆ เขาก็มาเสริมสวย อย่าไปมองแค่ว่าคนที่ข้ามไปทำงานฝั่งนู้นเขาเป็นแค่สแกมเมอร์อย่างเดียว พื้นที่มันอยู่ติดกันแล้วเป็นมิตรกันนะครับ คนไหลไปมากันอยู่แล้ว ถ้าไม่มีด่านกั้นมันเป็นพื้นที่ที่เหมือนรวมกัน เราผ่านไปผ่านมาก็คุยกัน” อนุวัฒน์กล่าว

ข้อมูลมูลค่าการส่งออกตามจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มา : อนุวัฒน์ หวังพนาวงศ์ รวบรวม

อนุวัฒน์เห็นว่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยเสียตลาดกัมพูชาที่ใช้เวลาสร้างมาหลายปีไปอย่างถาวรให้กับจีน รวมถึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ผู้ผลิตต้องพึ่งพาตลาดกัมพูชาต้องหยุดสายการผลิตไปโดยที่ไม่มีรายได้แต่ต้นทุนยังเดินหน้าไป ทำให้กำไรที่สะสมไว้ถูกใช้หมดไป ในขณะที่กัมพูชาก็ยังสามารถหาสินค้าทดแทนได้

นอกจากนั้น อนุวัฒน์ยังได้ยกข้อมูลการประเมินความเสียหายรายเดือนของ Krungthai Compass ว่าอาจสูงถึง 17,000 ล้านบาท/เดือน แต่ที่ผ่านมางบที่รัฐบาลเคยอนุมัติช่วยเหลือพื้นที่มีมาแค่ 404.6 ล้านบาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และยังไม่มีมาตรการสินเชื่อสำหรับ SME ตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไปจนถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษญกิจชายแดนก็ยังไม่มี

ความเสียหาย ที่ดินที่ยังเข้าไปไม่ได้

“ถ้ากระสุนปืนครกเป็นกระสุนแบบตกกระทบแตกก็เก็บเองได้ แต่ถ้าเป็น M79 มันเป็นลาน ก็ต้องรอ EOD มาเก็บ แล้วต้องไปจ้างชาวบ้านมาเดินตามร่อง เจอหลุมเจอรูก็ต้องมาแสกนอีกทีว่า รูปูหรือรูระเบิด(ที่กระสุนไม่ระเบิด)”

วัฒนา โสภาวัฒน์ อายุ 62 ปี ชาวไร่อ้อยในหมู่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตอนนี้เป็นประธานสภาเทศบาล และในฐานะอดีตทหารพรานเก่ายุคสงครามเย็นเล่าสภาพพร้อมพาเดินดูไร่อ้อยของชาวบ้านในชุมชนที่ปัจจุบันทางฝ่ายทหารยังไม่ให้เข้าพื้นที่ไปทำไร่ นอกจากให้ลงเดินสำรวจความเสียหายและถางอ้อยทิ้ง

วัฒนา โสภาวัฒน์ ชี้ให้ดูกองซากอ้อยที่ต้องถางทิ้งเมื่อชาวไร่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้แต่ก็ไม่สามารถเก็บผลผลิตไปส่งโรงงานน้ำตาลได้ทันปิดหีบ

วัฒนามาอยู่พื้นที่ชายแดนนี้ตั้งแต่พ.ศ.2529 ก่อนลงหลักปักฐานในฐานะชาวไร่อ้อยหลังจากเจอกับภรรยา เขาเล่าให้ฟังถึงสภาพหลังเสียงปืนสงบแล้วชาวไร่อ้อยในพื้นที่ต่างก็ต้องกลับมาสำรวจที่ดินตัวเองว่ายังมีกระสุนปืนใหญ่ ปืนครก หรือจรวดที่ยิงมาจากทางกัมพูชา

แม้ว่าการปะทะจะสงบไป 5 เดือนแล้ว แต่ว่าความเสียหายทางตรงที่เกิดจากการปะทะ เช่น จุดที่กระสุนปืนใหญ่ ระเบิด ขีปนาวุธต่างๆ มาตกลงในไร่อ้อยจนเกิดความเสียหาย รวมถึงที่ดินตามแนวชายแดน ยังถูกห้ามเข้าไปทำการเพาะปลูกเพราะใกล้กับพื้นที่ปะทะ พื้นที่ต้องห้ามนี้มีประมาณ 200 ไร่ซึ่งเป็นของ 10 ครัวเรือนในหนองหญ้าแก้ว (ณ วันที่ 20 พ.ค.) และยังคงไม่ได้รับการเยียวยาอย่างครอบคลุมมากนัก 

วัฒนาชี้ให้ดูหลุมกระสุนปืนครกในไร่ที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ ถ่ายเมื่อ 21 พ.ค.2569

สาเหตุที่การเยียวยาที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯ มาไม่ถึงมือพวกเขา เนื่องจากการทำไร่อ้อยป้อนโรงงานน้ำตาลนั้นไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ แต่อยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม 

วัฒนา กล่าวว่า กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ตอนนี้ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบมาเพื่อดำรงชีวิตและเพื่อนำมาจัดการไถกลบอ้อยที่ปลูกไว้ทิ้งไป เพราะโรงงานน้ำตาลไม่รับซื้ออ้อยที่ค่าน้ำตาลไม่ถึงเกณฑ์จากการเก็บเกี่ยวผิดฤดู เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับฤดูกาลหน้า อีกทั้งเครื่องจักรทางการเกษตรที่ลงทุนหาซื้อมาก็กำลังจะถูกไฟแนนซ์ยึดแล้ว 

นอกจากเรือกสวนไร่นาที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายด้วย เช่น กรณีบ้านของพิสูจน์ จิตต์เทศ อายุ 76 ปี ที่กระสุนปืนใหญ่มาตกที่บริเวณบ้านซึ่งใช้เป็นโรงเก็บข้าว ทำให้ไฟไหม้ไปทั้งหลังพร้อมข้าวเปลือกอีก 8 ตัน แม้ว่าจะได้รับการเยียวยาไปบางส่วนแล้ว แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เพราะเงินหมื่นกว่าบาทที่ได้มาไม่เพียงพอต่อการปลูกสร้างใหม่ ตัวเขาเองตอนนี้ก็ต้องอาศัยอยู่ในบ้านของน้องสะใภ้ที่อยู่ติดกัน และยังสูญเสียข้าวที่หายไปกับแรงระเบิดซึ่งจะต้องเอามาใช้เป็นพันธุ์ข้าวสำหรับฤดูกาลต่อไปด้วย

สภาพบ้านของพิสูจน์ จิตต์เทศ ที่เป็นที่เก็บข้าวหลังโดนกระสุนปืนใหญ่และข้าวที่โดนไฟไหม้ไปจนหมด

“บ้านผมมีกำแพงกั้นรอบ ถ้าไม่มีกำแพงกั้นก็โดนหมด” เขาชี้ไปรอบๆ บ้านตัวเองที่อีกฝั่งของแนวกำแพงบ้านก็ล้วนแต่เป็นบ้านญาติของเขาทั้งนั้น ชาวนาวัย 76 กล่าว

ตอนนี้ พิสูจน์ยังต้องรอว่าจะได้เงินเยียวยาเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะทั้งส่วนโรงเรือน ผลผลิตข้าว 8 ตัน และเครื่องใช้ต่างๆ ได้ขอชดเชยค่าเสียหายกับรัฐเป็นมูลค่า 440,000 บาท แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับประเมินกลับมาให้ 16,700 บาท พอร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมเพื่อขอให้มีการประเมินมูลค่าความเสียหายใหม่ก็ได้เป็นหนังสือตอบกลับมาว่า การประเมินของทางอำเภอโคกสูงนั้นทำไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉิน 2563 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย 2542 แล้ว 

การตอบกลับของหน่วยงานรัฐโดยอ้างระเบียบราชการเช่นนี้ก็คือการยืนยันกลายๆ ว่า รัฐจะไม่จ่ายไปมากกว่านี้แล้ว แม้ว่าความเสียหายนี้จะเกิดจากปมความขัดแย้งระหว่างรัฐก็ตาม แต่พิสูจน์ก็อุทธรณ์ไปแล้วจึงต้องรอดูว่าจะได้รับการประเมินใหม่หรือไม่

พิสูจน์ จิตต์เทศกับหลุมที่เกิดจากกระสุนปืนใหญ่ ถ่ายเมื่อ 21 พ.ค.2569

แรงงานขาดหนัก

กรณีของชาวบ้านในหนองหญ้าแก้วเป็น 1 ในตัวอย่างของชาวไร่ตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบตรงๆ แต่ชาวไร่อ้อยในพื้นที่อื่นที่ลึกเข้ามาฝั่งไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เจอผลกระทบจากสงครามตามแนวชายแดน เพราะการ “ปิดด่าน” ทำให้ชาวไร่เจอกับปัญหาขาดแรงงานเก็บเกี่ยวอ้อยในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

มนตรี คำพล ที่ควบตำแหน่งประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา และกนกกาญจน์ ลูกสาวที่ช่วยดูแลหาแรงงานทดแทนให้กับสมาชิกของสมาพันธ์ เล่าให้ฟังว่าผลจากสงครามระหว่าง 2 ประเทศทำให้แรงงานกัมพูชาซึ่งอยู่ทำงานในไร่อ้อยมานานจนเป็นแรงงานที่มีทักษะในการเก็บเกี่ยวอ้อยหายไปจนเกือบหมดตั้งแต่เริ่มปิดด่านก่อนปะทะรอบแรกและช่วงที่เกิดการปะทะกันระลอก 2 ในเดือนธันวาคม 2568 ก็เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพอดี 

แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมารองรับปัญหาแรงงานภาคการเกษตรที่ขาดแคลนโดยให้นำเอาชาวพม่าจากค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนฝั่งตะวันตกของไทยมาทดแทน 

แต่พวกเขาก็เจอปัญหาใหม่ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกเตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางไปประเทศที่สามมาตลอด เช่นการฝึกทักษะแรงงานที่จะได้ค่าตอบแทนสูง ฝึกภาษาอังกฤษ ทำให้พวกเขาไม่มีทั้งทักษะในการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยกับเจ้าของไร่อ้อยได้ ในทางกลับกันชาวบ้านเจ้าของไร่ทั่วไปก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ยกเว้นบางรายที่มีลูกหลานได้เรียนหนังสือพอพูดภาษาอังกฤษได้หรือได้คนพม่าในพื้นที่สระแก้วมาช่วยเป็นล่ามให้ 

อีกทั้งยังมีปัญหาความเข้าใจในรูปแบบการจ้างงานที่คลาดเคลื่อนระหว่างกัน เช่น คนงานเข้าใจว่าจะเป็นการจ่ายค่าจ้างรายวันแต่ฝ่ายนายจ้างต้องการจ้างเหมาช่วงตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งเกิดจากปัญหาประสานงานระหว่างชาวไร่อ้อย กับตัวแทนที่เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อรับสมัครคนมาทำงาน

แต่ปัญหาจุกจิกที่ว่ามานี้ คงไม่หนักหนาเท่ากับเรื่องต้นทุนจัดหาแรงงานที่เพิ่มขึ้นและที่หามาได้ก็มีจำนวนไม่พออยู่ดี

เดิมทีการจัดหาแรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในไร่อ้อยฝั่งไทยตกอยู่ที่ประมาณหัวละ 1,000 บาท เนื่องจากการเดินทางไปมาหาสู่กันง่าย มีแค่เรื่องการตรวจสุขภาพและเอกสารข้ามแดนไม่กี่อย่าง

แต่เมื่อต้องเปลี่ยนมาจ้างงานคนจากค่ายผู้ลี้ภัยกลับต้องเจอกับค่าใช้จ่ายสารพัดที่เพิ่มขึ้นมาจนสูงถึงหัวละ 4,100 บาทโดยประมาณ ทั้งค่าจ้างให้ตัวแทนจัดหา ค่ารถ 2-3 ต่อจากค่ายที่อยู่บนเขาจนถึงสระแก้ว ทั้งค่าเดินเอกสาร ค่าตรวจโรค ขั้นตอนยืนยันตัวที่ต้องให้คนงานต้องยืนยันที่สระแก้วก่อนแล้วก็ต้องเดินทางกลับไปยืนยันที่ค่ายอีกทีก่อนจะเดินทางอีกรอบกลับมาที่สระแก้วที่แค่เดินทางขาเดียวก็ใช้เวลาครึ่งค่อนวันแล้ว แต่สถานการณ์จริงแรงงานจากค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งต้องเดินทางไปกลับค่ายกับจังหวัดที่จะทำงาน 2 รอบเพื่อกระบวนการยืนยันการได้รับจ้างให้เข้าทำงานก่อนจะได้เริ่มงานซึ่งเสียทั้งค่าเดินทางและเวลา

แต่เดิมก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา อุตสาหกรรมอ้อยของไทยมีแรงงานกัมพูชาในไร่อ้อยทั้งประเทศอยู่ถึง 20,000 คน แต่แรงงานจากค่ายผู้ลี้ภัยเท่าที่หามาได้มีอยู่ราวๆ 500 คนเท่านั้น แล้วบางส่วนก็กลับก่อนหมดสัญญา 6 เดือนเพราะรับสภาพงานหนักในไร่อ้อยไม่ได้ ทั้งที่การเก็บเกี่ยวอ้อยไม่สามารถรอได้เพราะช่วงเปิด-ปิดหีบของโรงงานน้ำตาลมีเพียงแค่ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไปเท่านั้น ส่วนคนที่รับงานหนักในไร่ได้ก็อยู่ต่อค่อยๆ พัฒนาทักษะจากเก็บเกี่ยวได้วันละไม่ถึง 100 มัดจนบางคนเก็บได้วันละ 200-300 มัด แต่ก็ต้องใช้เวลา 

“4000 บาท ก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับความเสียหายถ้าตัดอ้อยส่งไม่ทันช่วงปิดหีบ” 

สุรชัย วงศ์จอม หนึ่งในชาวไร่อ้อยในอำเภอคลองหาดซึ่งลึกเข้ามาในตัวจังหวัดสระแก้วที่แม้จะไม่เจอผลกระทบตรงๆ แบบชาวบ้านหนองจานแต่ก็ต้องเจอกับปัญหาขาดแรงงานในไร่ โชคดีที่ทางสมาพันธ์ฯ ช่วยจัดหาแรงงานกลุ่มนี้มาให้ได้ 38 คน เกือบเต็มความต้องการที่ขอไป 40 คน หลังจากโรงงานเปิดหีบไปแล้ว 20 วันเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทำให้เก็บผลผลิตใน 100 กว่าไร่ส่งโรงงานน้ำตาลทันก่อนปิดหีบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ปัจจัยข้างต้นก็จะเห็นว่าต้นทุนของการได้คนงานจากค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้มาต้องใช้ทั้งเงินใช้ทั้งเวลามากกว่าแรงงานกัมพูชาหลายเท่า ทั้งที่ปกติก็เป็นอุตสาหกรรมที่ความเสี่ยงมหาศาลอย่างอุตสาหกรรมเกษตรทั้งภัยพิบัติจากสภาพดินฟ้าอากาศ ความผันผวนราคาพลังงาน การแข่งราคาสินค้าในตลาดโลก (ไทยส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสองแต่คู่แข่งมีทั้งประเทศในอเมริกาใต้ทั้งอินเดีย) ยังมาเจอภัยสงครามติดรั้วบ้านตัวเองอีก

มาถึงตรงนี้คงมีคำถามว่าทำไมถึงใช้เครื่องจักรแทนไม่ได้ คำตอบก็คือ “ไม่คุ้ม” 

มนตรีเล่าว่า ลักษณะการทำไร่อ้อยของไทยเป็นเกษตรกรรายย่อยขนาดที่ดิน 20-40 ไร่เป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถลงทุนรถเครื่องจักรเก็บเกี่ยวราคาหลัก 10 กว่าล้านบาทได้ในกรณีมือหนึ่ง (หากเป็นมือสองก็ยังมีราคาถึงประมาณ 6 ล้านบาท) แต่ไม่ใช่แค่ราคาตัวเครื่องจักรเอง รถเก็บเกี่ยวอ้อยยังกินน้ำมันมากยิ่งไร่มีขนาดเล็กยิ่งกินน้ำมันจากการต้องเลี้ยวกลับรถบ่อยครั้ง ต่างจากไร่อ้อยในประเทศอินเดียหรือในโซนอเมริกาใต้ที่มีที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่สามารถเดินเครื่องรถเก็บเกี่ยวเป็นระยะทางไกลๆ ได้โดยไม่ต้องกลับรถบ่อยครั้ง อีกทั้งสภาพที่ดินบางไร่ยังเป็นลักษณะดินผสมหินทำให้ใบมีดราคาหลักแสนเสี่ยงที่จะบิ่นหักจนต้องเปลี่ยนทั้งชุด ไปจนถึงทำให้ตออ้อยถูกสับขุดขึ้นมาด้วยซึ่งถ้าใช้คนงานตัดก็จะยังเหลือตออ้อยให้ลำต้นงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้อีก

นอกจากการเก็บเกี่ยว การลงปุ๋ยลงยาฆ่าแมลงแม้จะมีเทคโนโลยีโดรนเข้ามาช่วย แต่การจะหาซื้อโดรนมาใช้ก็ยังมีราคาหลักแสนขึ้นไปทำให้มีเพียงชาวไร่ที่มีทุนทรัพย์พอจะลงทุนก้อนใหญ่แต่ชาวไร่กลุ่มนี้ก็จะนำมาปล่อยเช่าอีกที ซึ่งค่าเช่าโดยเฉลี่ยในพื้นที่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 80 บาท/ไร่/วัน

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังไทยหยุดยิงกับกัมพูชา สถานการณ์โลกก็ผันผวนตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนของชาวไร่อ้อยสูงขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าลงทุนหาซื้อหาเช่าเทคโนโลยีการเกษตรแล้วจะคุ้มหรือไม่

คนพื้นที่ตกงานแต่พอจะได้งาน ธนาคารก็ไม่ให้เปิดบัญชี

กลับเข้ามาในเมืองหน้าด่านอย่างอรัญประเทศ เมื่อด่านปิดความคึกคักในพื้นที่ก็แทบจะหายไปหมด ยิ่งสภาพที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีการปั่นกระแสความเกลียดชังจากคนนอกพื้นที่ชายแดนใน 2 ประเทศและยิ่งเกิดการบาดเจ็บล้มตายจริงของคนทั้งสองฝั่งทำให้ดูเหมือนจะต้องใช้เวลาฟื้นสัมพันธ์อีกนานหลายปี

 สภาพเมืองที่ธุรกิจรายย่อยล้มหายไปหรือย้ายธุรกิจออกนอกพื้นที่ไป ส่วนใครสายป่านยาวยังยืนอยู่ได้แต่ก็ต้องลดการจ้างงานเพราะสภาพเศรษฐกิจ

ณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว เล่าว่าการจ้างงานตอนนี้หายไปตามธุรกิจที่หายไปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าช่วงที่ผ่านมาการลดการจ้างงานในสระแก้วถูกชดเชยโดยพื้นที่รอบนอกส่วนหนึ่งก็เข้าไปในพื้นที่ลึกเข้ามาฝั่งไทย แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่เคยข้ามไปทำงานฝั่งกัมพูชาอย่างถูกกฎหมายและทำงานถูกกฎหมายตามโรงแรมหรือคาสิโน แต่เมื่อเกิดการปะทะก็ถูกส่งกลับมา 

ปัญหาของคนไทยกลุ่มหลังนี้ยังซับซ้อนไปกว่านั้นอีก เพราะเมื่อพวกเขาถูกส่งกลับมาก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้เพราะถูกเหมารวมหมดว่าจะเปิดบัญชีม้าก็ยิ่งทำให้หางานทำได้ยากขึ้นอีก 

“บริษัทที่ได้รับผลกระทบแห่งหนึ่งมาบอกกับเราว่า เขาพยายามจะรับคนไทยเข้ามาทำงาน หลายร้อยคน แต่ข้อที่เขาเจอมากที่สุด คนไทยที่ทำงานในกาสิโนถูกกฎหมายของกัมพูชา ที่กลับมาจากกัมพูชาช่วงการสู้รบ หรือด่านปิด เขาไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ทำให้ไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ซึ่งเป็นคนจังหวัดสระแก้วทั้งนั้น เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบจริงๆ ไม่แน่ใจว่าภาครัฐจะสามารถคุยกับธนาคารหน่อยได้หรือไม่” ณัฐวุฒิ ซึ่งดูแลเรื่องประเด็นแรงงานในพื้นที่สระแก้ว เล่าถึงปัญหาที่บริษัทฝั่งไทยต้องเจอเพราะระบบการจ่ายเงินของทางบริษัทเป็นระบบจ่ายเงินโอนเท่านั้นไม่มีการจ่ายสด

นายกสมาคมการค้า สะท้อนว่าอยากให้ทางธนาคารช่วยเข้ามาดูแลเรื่องนี้มากกว่านี้ และภาครัฐเองก็สามารถจัดการกรณีที่เป็นบัญชีม้าจริงได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่หน่วยงานกลับเลือกที่จะริดลอนสิทธิ์ไปหมดเพราะกลัวจนไม่อยากรับความเสี่ยงที่จะกระทบกับหน่วยงานตัวเองทั้งที่หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชน

“เขาที่กลับมาทำงานในประเทศ เขาไม่ได้เป็นอาชญากร เขาแค่อยากมีงานทำ พอกลับมาแล้ว เขาอยากมีงานทำ จริงๆ ภาครัฐควรจะสนับสนุนให้คนไทยมีงานทำด้วย แต่ถ้าเขากระทำผิด ก็ต้องดำเนินคดี ไม่ใช่กลัวจนตั้งมาตรการให้ทุกคนไม่สามารถมีงานทำ โอเค คุณบอกว่า ไปบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ต้องโอนผ่านบัญชีธนาคารก็ได้ คุณอาจจะพูดถูก แต่ทำไมเด็กคนนี้ต้องมีทางเลือกอย่างนี้ทางเดียว จริงๆ เขาควรจะมีทางเลือกมากกว่านี้ เพราะว่าเป็นสิทธิ์ของเขา อันนี้ไม่ถูกต้อง” ณัฐวุฒิสะท้อนว่าเขาห่วงเด็กๆ ที่กลับมาเจอสภาพนี้แล้วจะต้องไปทำงานอะไรมากกว่า ทั้งที่นายจ้างก็ต้องการคน คนทำงานก็ต้องการงาน แต่ต้องมาเจอกับอุปสรรคแบบนี้

“SME พวกนี้เขาแข็งแรงอยู่แล้วครับ ไม่ใช่ว่าเขาตั้งบริษัทมาเพื่อมาเอาเงินกู้ เขาดำเนินธุรกิจ และจ่ายภาษีให้รัฐอยู่แล้ว” 

ณัฐวุฒิเล่าถึงอีกปัญหาก็คือ SME ในพื้นที่สระแก้วไม่ได้รับเงินเยียวยา ไม่มีแม้กระทั่งเงินกู้ฉุกเฉิน กู้ไม่ต้องวางหลักทรัพย์ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan) จากรัฐ เพื่อให้ยังกลับมาดูแลธุรกิจตัวเองยังรักษาการจ้างงานไว้ได้ กลับมีแต่ฝ่ายผู้ประกอบการฝ่ายเดียวที่ยังพยายามรักษาพนักงานตัวเองไว้แม้จะไม่อยากให้พนักงานต้องออกจากงาน 

“ในเมื่อเขาเป็นด่านหน้าให้กับประเทศแล้ว เป็นผู้เสียหายหลักแล้ว ก็ต้องมีอะไรชดเชยเขาบ้าง และเขาเองเขาก็จะดูแลตัวเองได้ ถ้าเขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว ที่เหลือเขาจะดูแลตัวเอง บริหารองค์กรของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด เพื่อรอให้สถานการณ์กลับมาปกติ หรือถ้าสถานการณ์ไม่กลับมาปกติ เขาจะได้มีเงินทุนไปหาตลาดใหม่ๆ ทำวิธีใหม่ๆ” 

หนทางฟื้นฟูท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การปะทะกันด้วยกำลังจะสงบลงแต่ไม่รู้จะปะทุกลับมาอีกเมื่อไหร่ และดูเหมือนความขัดแย้งเรื่องชายแดนก็ยังไม่มีข้อสรุป การจะให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจะยุติลงแล้วกลับไปเหมือนก่อนเกิดการปะทะจึงเป็นเพียงความคาดหวังที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้ายังดำเนินต่อไปเช่นนี้พวกเขาก็ยังหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าเพียงเงินเยียวยา

ห้างสรรพสินค้าข้างตลาดโรงเกลือช่วง 5 โมงเย็นกลางสัปดาห์(20 พ.ค.2569) โดยพื้นที่ให้เช่าภายในห้างติดประกาศหาคนเช่าพื้นที่ทั้งในส่วนของห้องเช่าและเคาเตอร์ขายอาหารในฟู๊ดคอร์ทของห้างอยู่หลายจุด

“พี่เบียร์ทำงานชิปปิ้งขนาดเล็กโฮมออฟฟิศ เขาก็ทำงานของเขาจนกระทั่งส่งลูกเรียนได้ มีรถมีร้านของตัวเองได้เก็บหอมรอมริบเขาเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้ดูแลครอบครัวได้ทั้งชีวิต อยู่ดีๆ วันนึงงานชิปปิ้งนี้หายไป เขาไม่ได้เป็นธุรกิจใหญ่โต ความรู้ความสามารถที่เขาเคยมีอยู่มันหายไป จุดที่เขาบอกว่าเจ็บปวดที่สุดคือวันที่เขารบกัน เริ่มปิดด่าน งานเขาหายไปเลย แต่ลูกเขากำลังจะต้องเข้ามหาวิทยาลัย เขาต้องกลับมาคุยกันในบ้านว่าส่งไม่ไหวแล้ว เด็กต้องดร็อปกลางคันเลย ” 

อนุวัฒน์เล่าถึงสภาพธุรกิจและครอบครัวของเพื่อนที่ทำธุรกิจชิปปิ้งเหมือนเขา ก่อนจะให้ข้อมูลว่าเด็กๆ ในพื้นที่สระแก้วก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาจากผลกระทบของสงคราม มีเด็กที่จบ ม.3 ขึ้นม.4 ในพื้นที่ถึง 15% ที่ต้องดร็อปเรียนกลางคัน ซึ่งเขาก็คาดหวังว่าจะมีกองทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับเด็กๆ ในพื้นที่แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น 

อีกทั้งปัญหาชายแดนนี้กำลังทำให้ทั้งจังหวัดกำลังเสียแรงงานที่มีทักษะความสามารถไปด้วย เวลานี้การจะหาคนทำงานมาพัฒนาธุรกิจในพื้นที่หายากมาก แม้กระทั่งจะจ้างงานจากคนนอกพื้นที่เข้ามา พอรู้ว่างานอยู่สระแก้วก็ไม่มาแล้ว ศักยภาพของจังหวัดก็ไม่สามารถฟื้นฟูด้วยตัวเองได้ พื้นที่ท่องเที่ยวของสระแก้วแม้ว่าจะมีอยู่แต่ก็ไม่เคยถูกส่งเสริมหรือชูขึ้นมาเป็นจุดขายมากนัก 

สำหรับผู้ประกอบการอย่าง อนุวัฒน์บอกว่าอยากให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรวบรวมเอาคนเก่งๆ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาดูว่าเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนเสียหายไปขนาดไหน แล้วจะเยียวยาฟื้นฟูได้อย่างไร จังหวัดเหล่านี้มีศักยภาพอะไรอยู่บ้างที่จะพัฒนากลับมาได้ เช่น การท่องเที่ยว แต่เขาก็ยอมรับว่าเฉพาะตัวเขาเองก็มีศักยภาพที่จะคิดได้แค่นี้ จึงอยากให้มีการรวบรวมคนมาช่วยกันคิดว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่ชายแดนได้อย่างไรบ้าง

สำหรับชาวไร่อ้อยอย่างวัฒนาเสนอทางออกว่า ต้องการให้เอาระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าจากงบกลาง พ.ศ. 2568 ที่เรียกสั้นๆ ว่าระเบียบช้าง ซึ่งจะจ่ายชดเชยความเสียหายให้แก่ไร่อ้อยอยู่ที่ 13,406 บาท/ไร่

“ไม่พอ แต่ดีกว่าไม่ได้อะไร" 

วัฒนากล่าวว่าอย่างน้อยเงินจำนวนนี้ก็ยังเอามาซื้อปุ๋ยหรือทำอะไรได้บ้าง เพราะอ้อยที่ปลูกกันไว้ก็ต้องปล่อยยืนต้นตายไป จากที่ปลูกไว้บนที่ดิน 80 ไร่ แต่มีส่วนที่ตัดขายไม่ได้ถึง 60 ไร่และยังเข้าไปไถกลบไม่ได้เพราะไม่มีทุนมาทำ

ฤดูกาลหน้าสำหรับพวกเขาจะมาถึงหรือไม่ เรื่องนี้วัฒนาเองก็ยังไม่รู้ เพราะเมื่อพื้นที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีแดง แม้อาจจะได้เยียวยา แต่โรงงานน้ำตาลก็จะไม่เข้ามาส่งเสริมการทำไร่อ้อยในพื้นที่สีแดงแล้วหากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังดำเนินต่อไปและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังไม่ชัดเจนเช่นนี้

ทางด้านมนตรีเองก็มองว่าอยากให้ใช้ ‘ระเบียบช้าง’ สำหรับการเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นเหมือนกัน ที่ผ่านมาเคยได้เสนอขอรัฐบาลช่วยเหลือเรื่องต้นทุนเพราะตามกฎหมายอ้อยและน้ำตาลรัฐบาลจะต้องช่วยเหลือกรณีที่เกษตรกรทำไร่อ้อยแล้วไม่คุ้มต้นทุน รัฐบาลก็จะต้องหาเงินมาอุดหนุนอยู่แล้ว แต่ทางสมาพันธ์ก็ได้สู้เรื่องขอปรับราคาน้ำตาลขึ้นอีก 3 บาท/กก. เพื่อนำเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อนำมาใช้กรณีที่ชาวไร่ทำแล้วไม่คุ้มต้นทุนซึ่งสามารถดึงเงินกองทุนมาช่วยเหลือเกษตรกรได้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี สั่งเบรคไปตั้งแต่ 8 พ.ย.2568 

สำหรับ น้ำที่ยังไม่รู้ว่าจะยังแบกธุรกิจร้านสักคิ้วและจะยังมีคนจ้างร้องเพลงอีกนานแค่ไหน ก็ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นคนนอกพื้นที่สระแก้ว หากรู้แน่ชัดว่ารัฐบาลจะปิดด่านพื้นที่นี้ไปอีกนาน ไม่ค้าขายกับกัมพูชาอีกแล้วก็คงจะย้ายออกไป แต่ก็ผูกผันกับพื้นที่นี้มาก แม้จะหมดหวังกับการช่วยเหลือจากภาครัฐไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้หมดหวังกับคนพื้นที่นี้ จึงหวังเพียงแค่ขอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะจัดการกับพื้นที่ชายแดนและความขัดแย้งระหว่างประเทศนี้อย่างไร

“อยู่มาตั้งแต่ปี 2000 วันนี้ก็ 25-26 ปีแล้ว เราหากินตรงนี้มานาน ฐานการทำมาหากินเราอยู่ตรงนี้ มีลูกค้า มีร้านดนตรีให้เราไปร้องเพลง มันกลายเป็นคอมฟอร์ทโซนไปแล้ว เราอยู่ตรงนี้อุ่นใจว่าไม่อดตาย จะไปสู้ใหม่ก็ได้ แต่มันก็คือนับหนึ่งใหม่ในวัย 40 กว่า มันก็เหนื่อยหน่อย แต่ถ้าคุณยืนยันว่าจะปิด เราก็ไม่รอฟ้ารอฝนแล้ว ยังไงเราก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า แต่ถ้าคุณไม่แน่ว่าจะปิดหรือไม่ปิด พอเราออกไปทุลักทุเลทางอื่น แล้วคุณก็กลับมาเปิด มันน่าหงุดหงิดกว่าไหมล่ะ”

ตลาดนัดกลางคืนใกล้สถานีรถไฟอรัญประเทศ ถ่ายเมื่อ 20 พ.ค.2569

 

ตาราง 1

มูลค่านำเข้า-ส่งออกและมูลค่ารวม ปี 2568-2569 (ไตรมาสแรก) หน่วย: ล้านบาท

 

มูลค่าส่งออก

มูลค่านำเข้า

มูลค่าการค้า

ม.ค. 2568

24,921.07

3,511.33

28,432.40

ก.พ. 2568

18,473.12

5,728.55

24,201.67

มี.ค. 2568

30,165.94

5,043.63

35,209.57

เม.ย. 2568

35,043.44

3,617.25

38,660.69

พ.ค. 2568

37,202.48

3,808.56

41,011.04

มิ.ย. 2568

25,503.49

3,127.38

28,630.87

ก.ค. 2568

17,128.70

1,590.52

18,719.22

ส.ค. 2568

15,571.95

1,655.13

17,227.08

ก.ย. 2568

12,021.43

1,737.12

13,758.55

ต.ค. 2568

11,054.85

1,590.64

12,645.49

พ.ย. 2568

7,767.96

1,557.91

9,325.87

ธ.ค. 2568

6,358.06

2,168.75

8,526.80

ม.ค. 2569

5994.16

2233.74

8227.9

ก.พ. 2569

6448.22

1864.54

8312.76

มี.ค. 2569

7103.01

2334

9437.01

เม.ย. 2569

5827.83

2064.15

7891.98

ตาราง 2 

มูลค่าการค้ารวมเปรียบเทียบปี 2567-2569(ไตรมาสแรก) หน่วย: ล้านบาท

 

ปี 2567

ปี 2568

ปี 2569

ม.ค.

31,208.51

28,432.40

8227.9

ก.พ.

35,694.14

24,201.67

8312.76

มี.ค.

30,921.25

35,209.57

9437.01

เม.ย.

25,676.46

38,660.69

7891.98

พ.ค.

30,771.65

41,011.04

 

มิ.ย.

31,833.95

28,630.87

 

ก.ค.

30,045.59

18,719.22

 

ส.ค.

28,468.62

17,227.08

 

ก.ย.

30,471.03

13,758.55

 

ต.ค.

37,235.30

12,645.49

 

พ.ย.

27,571.13

9,325.87

 

ธ.ค.

27,336.44

8,526.80

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising