ชะตากรรมเด็กน้อยลาว ออกจากห้องเรียนไปทำงานหนักในสวนกล้วยของนักลงทุนจีน แบกเครือกล้วยหนักราว 40 กิโลกรัม ทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น คือชีวิตที่อบอวลด้วยสารเคมีอันตรายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เพื่อแลกกับรายได้ช่วยเหลือครอบครัว แรงงานเหล่านี้ยังเป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์ของลาวชี้ให้เห็นว่า 2-3 ปีล่าสุด มีเด็กน้อยชาวลาว ถูกดึงดูดเข้าสู่สวนกล้วยมากขึ้น
เมื่อการใช้แรงงานเด็ก กลายเป็นเรื่องปกติ
@som98718 ທີມງານແບກກ້ວຍ😆 #ບໍແກ້ວ ♬ suara asli - 2gd.daf🦑 - 🦑
เด็กชายชาวลาวในสวนกล้วยแห่งหนึ่ง อยู่เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ กำลังแบกเครือกล้วยหอมที่มีน้ำหนักราว 40 กิโลกรัม ซึ่งมีขนาดเท่ากับขนาดตัวของพวกเขาไว้บนบ่า ก่อนจะออกวิ่งไปตามเส้นทางดินลูกรังอีกราว 20-30 เมตร เพื่อลำเลียงเครือกล้วยขึ้นสายสลิง สำหรับขนย้ายไปยังโกดังล้างกล้วย
สวนกล้วยหอมในลาวเริ่มแพร่หลายในช่วงปี 2010 โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือ ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตชนบท
แต่ในความเป็นจริง สวนกล้วยหอมกลับดำเนินการโดยนักลงทุนจีน เพราะกล้วยที่จะส่งออกไปจีนได้ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่จีนกำหนด ซึ่งเกษตรกรชาวลาวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากขาดเงินทุน อุปกรณ์ และองค์ความรู้
ด้วยเหตุนี้ แทนที่เกษตรกรชาวลาวจะมีรายได้จากการผลิตและส่งออกกล้วยไปจีน กลับกลายเป็นคนจีนเข้ามาทำธุรกิจสวนกล้วยหอมในลาวเอง เพื่อส่งไปจีน ส่วนคนลาวก็เป็นเพียง “เด็กสวนกล้วย”
ในสวนกล้วยหอม มักจะมีเด็กที่เรียนไม่จบ ม.ต้น ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแบกกล้วยคนแล้วคนเล่า เพื่อตอบสนองตลาดส่งออกจากลาวไปจีนนับหมื่นตัน สร้างรายได้เข้าประเทศราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ติดต่อกันมาหลายปี
คำหล้า (นามสมมติ) สาวน้อยลาวลุ่ม อายุ 17 ปีเศษ อาศัยอยู่สามัคคีไซ เมืองเอกของแขวงอัตตะปือ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ และเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว เธอตัดสินใจออกจากโรงเรียนและมาทำงานในสวนกล้วย ตามคำแนะนำของคนรู้จัก
เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน เธอต้องแบกกล้วยเช่นกัน
“เริ่มจากเป็นกรรมกรแบกกล้วยประมาณ 3 เดือน ถามว่าทุกข์ไหม ก็ทุกข์ เราทำงานอยู่กลางสวน ตากแดด ตากฝน แต่รายได้ดี” คำหล้า เล่า
“เด็ก [อายุ12-14 ปี] บางคน ชอบแบกกล้วยแข่งกันสนุก สมมติว่าแบกได้ 100 เครือ เครือละ 5,000 กีบ (≈ 7 บาท) ก็จะได้ 5 แสนกีบ/วัน (≈ 570 บาท) แบ่ง 2 คนกับเพื่อน ก็ได้คนละ 2 แสนกว่ากีบ (≈ 285 บาท)” คำหล้าพยายามสะท้อนว่า การใช้แรงงานเด็กแบกกล้วยเป็นเรื่องปกติ อีกทั้ง ตัวเด็กๆ ก็พึงพอใจกับรายได้ที่ได้รับ
ในสวนกล้วย ไม่มีใครปฏิเสธการจ้างงานเด็ก เด็กหลายคนก็เลือกทำงาน แม้งานจะหนักและกระทบสุขภาพ อีกทั้ง การทำงานของเด็กยังถูกชื่นชมจากสังคม โดยแทบไม่ถูกตั้งคำถามว่าเด็กควรอยู่โรงเรียนหรือมาทำงานมากกว่ากัน
เมื่อพิมพ์ #ເດັກສວນກ້ວຍ ใน TikTok ก็จะเห็นคลิปวิดีโอบรรยากาศการทำงานของเด็กๆ ในสวนกล้วยจำนวนมาก และในคอมเมนต์ก็สะท้อนมุมมองที่ทำให้การใช้แรงงานเด็กดูเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
หลายคนเล่าว่าตัวเองก็เคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกัน สะท้อนว่าการออกจากโรงเรียนไปทำงานในสวนกล้วยเคยเป็นเส้นทางชีวิตของคนจำนวนไม่น้อย
“เคยผ่านจุดนี้ ตั้งแต่อายุได้ 13 ปีโน้น”
“นี่แหละอาชีพของฉัน ตอนอายุ 15-16 ปี”
จากห้องเรียน สู่สวนกล้วย
หม่อพอ (นามสมมติ) หนุ่มอาข่าวัย 18 ปี จากแขวงผ้งสาลี พื้นที่ภูดอยทางตอนเหนือของลาวที่การเพาะปลูกทำได้ยาก ตัดสินใจออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 ออกเดินทางทำงานในสวนกล้วยหลายแห่ง ตลอด 5–6 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน หม่อพอรับจ้างล้างกล้วยอยู่ในสวนกล้วยแห่งหนึ่ง ในนครหลวงเวียงจันทน์
เขาต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเริ่มงานในสวนกล้วย แลกกับค่าแรงราว 200,000 กีบ/วัน (≈ 285 บาท) เขาแบ่งเงินส่วนหนึ่งกลับไปช่วยครอบครัว อีกส่วนเก็บไว้ใช้ส่วนตัว
“ตอนเช้า 6 โมง จนถึง 6 โมงเย็น... ใครก็ได้ทำหมด [ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่] ทำเสร็จถึงจะได้พัก” หม่อพอเล่าถึงประสบการณ์การทำงานล้างกล้วยวันละราว 12 ชั่วโมง ติดต่อกัน 7 วัน ได้หยุดพักเพียง 1 วัน
นาฬิกาชีวิตของหม่อพอหมุนวนไปเช่นเดียวกับคำหล้า ที่แม้นายจ้างจะกำหนดเวลางานไว้ตั้งแต่ 7.30 น. ถึง 16.30 น. แต่ในความเป็นจริง เธอมักเริ่มตั้งแต่ราว 6-7 โมงเช้า และทำงานยาวไปจนถึง 1–2 ทุ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเก็บเกี่ยวกล้วย
“เห็นขนกรรมกร ทุ่ม–สองทุ่ม ทางมืด เขาก็ยังไปอีก เด็กน้อยบ่น เขาเข็ด แต่ก็ต้องไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่น” สมพอน (นามสมมติ) ครูมัธยมในเมืองสนามไซ แขวงอัตตะปือ เล่าว่า ในยามค่ำ เขามักเห็นรถรับ–ส่งคนงานสวนกล้วยขับผ่านหน้าบ้าน โดยมีเด็กอายุเพียง 12–14 ปี นั่งปะปนมากับแรงงานผู้ใหญ่
เขาบอกอีกว่า ค่าจ้างแรงงานในสวนกล้วยราว 2 แสนกีบ/วัน (≈ 280 บาท) หรือราว 4-5 ล้านกีบ/เดือน (≈ 5,700-7,100 บาท) ถือว่าสูงกว่าพนักงาน-ราชการ ที่ได้ค่าตอบแทน 1.8 ล้านกีบ/เดือน (≈ 2,500 บาท) ตามค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของลาว จึงเป็นแรงดึงดูดสำคัญ ทำให้เด็กตัดสินใจออกจากห้องเรียนเพื่อไปทำงานในสวนกล้วย
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกับหน่วยงานรัฐลาว สำรวจสถานการณ์แรงงานเด็ก 3 ครั้ง โดยรายงานล่าสุดปี 2022 ระบุว่า มีเด็กอายุ 5–17 ปีเป็นแรงงานเด็ก 172,000 คน และในจำนวนนี้ 66,000 คนทำงานในสภาพอันตราย เช่น ทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ทำงานกลางคืน ยกของหนัก และสัมผัสสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง
อะนุสิด (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของลาว ระบุว่า ยังไม่มีตัวเลขทางการเกี่ยวกับแรงงานเด็กผิดกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่เป็นการจ้างงานนอกระบบที่รัฐตรวจสอบได้ยาก แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นแนวโน้มชัดขึ้นจากการที่เยาวชนโพสต์ภาพการทำงานในสวนกล้วยผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
“โอ้เยอะ ไปทำเยอะ... เพราะว่าค่าจ้างดี ตกลงกับนายจ้างแล้วก็ทำเลย ไม่มีสัญญา แต่ว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นงานหนัก... ไม่ได้แจ้งให้กระทรวงแรงงานรับรู้ ถ้ามีปัญหาอะไร ก็เข้าไปช่วยไม่ได้” เขาแสดงอารมณ์กังวลปนเหนื่อยใจ ก่อนอธิบายต่อว่า ปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยเลือกทำงานลักษณะนี้ เพราะรายได้ดีกว่างานทั่วไป แม้จะต้องแลกกับความเสี่ยง ทั้งด้านความปลอดภัยและสิทธิแรงงานที่ไม่ชัดเจน
รายได้ ที่ต้องแลกด้วยสุขภาพ
ปี 2017 รัฐบาลลาวสั่งห้ามการให้สัมปทานสวนกล้วยใหม่ ส่งผลให้พื้นที่ปลูกลดลงเหลือ 2 หมื่นกว่าเฮกตาร์ (ประมาณ 125,000 ไร่) หลังสถาบันค้นคว้ากสิกรรม ป่าไม้ และพัฒนาชนบท (NAFRI) รายงานว่า สวนกล้วยของนักลงทุนจีน มีการใช้สารเคมีเข้มข้นในกระบวนการผลิต เช่น พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และอิมิดาโคลพริด กระทบต่อระบบประสาท ทางเดินหายใจ และพัฒนาการของเด็ก
ปี 2021 ยังพบว่ามีการใช้สารเคมีดังกล่าวในระดับสูง ยังพบการปนเปื้อนในดิน น้ำใต้ดิน สลายตัวยาก และมีแนวโน้มสะสมในสิ่งมีชีวิต
แต่จากการพูดคุยกับเด็กและคนงานมากกว่า 5 คน พวกเขากลับเข้าใจตรงกันว่า หากไม่ได้สัมผัสสารเคมีโดยตรง เช่น ผู้พ่นยา หรือผู้ที่นำกล้วยไปจุ่มสารเคมีในขั้นตอนล้าง ก็เท่ากับไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
ดังเช่นคำหล้าที่บอกว่า “มีงานฉีดยาในสวนกล้วย คืนละ 3 แสนกีบ (≈ 430 บาท) ทั้งอดนอน ทั้งโดนยาเต็มๆ มีบางคนก็แพ้เป็นตุ่มคัน ก็มีแค่คนฉีดยาเท่านั้น ที่ป้องกันตัวเองดีๆ”
หรือหม่อพอมองว่า เด็กอายุราว 12–13 ปีสามารถเลือกทำงานที่ไม่ต้องสัมผัสสารเคมี เช่น ปาดกล้วย ใส่โฟม หรือประกอบลัง แทนงานจุ่มน้ำยาในสวนกล้วย
ขณะที่คำเสา (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่องค์กรภาคประชาสังคมด้านกสิกรรม ระบุว่า แม้เด็กจะไม่ได้สัมผัสสารเคมีโดยตรง แต่การอยู่ในสวนกล้วยตลอดวันก็ยังเสี่ยงรับสารเคมีสะสมได้ โดยเฉพาะหลังมีการใช้โดรนพ่นยา ทำให้ละอองฟุ้งกระจายทั้งดิน น้ำ และอากาศ กระทบถึงชุมชนโดยรอบ
“[สารเคมี] ส่งผลกระทบต่อสมองและการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหายใจ เพราะการสูดดมเข้าไปทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น คล้ายกับการสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา” ลัดสะหมี (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่แผนกตรวจสุขภาพแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กล่าว
เธอระบุว่า การสูดดมสารเคมีอาจทำให้ปวดหัว มึนงง คลื่นไส้ และระยะยาวเสี่ยงกระทบระบบประสาท ไต ตับ และมะเร็ง จึงเข้าข่ายแรงงานเด็กที่ขัดต่ออนุสัญญา ILO ฉบับที่ 182
ขณะที่สุกัน (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่ด้านแรงงานภาคเกษตรในแขวงทางภาคเหนือของลาว ระบุว่า นายจ้างจำนวนมากเลือกจ้างงานระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระด้านการคุ้มครองสุขภาพแรงงาน เช่น การจ้างงานแบบรายวันหรือรับเหมาที่มีระยะเวลาเพียง 3–5 เดือนในช่วงฤดูกาลผลผลิต โดยไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพแรงงาน แม้จะเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายแรงงานก็ตาม
ความยากจนและวังวนในสวนกล้วย
ครูสมพอนแสดงความเป็นห่วงลูกศิษย์ที่เลือกออกจากการเรียนไปทำงาน โดยระบุว่า หากไม่มีความรู้ อ่านเขียนไม่คล่อง เมื่อเข้าสู่ระบบแรงงานก็แทบไม่มีทางเลือก นอกจากกรรมกร ไร้ทักษะ เพราะไม่มีวุฒิการศึกษา
เขากล่าวต่อว่า หากเด็ก ๆ ยังออกจากโรงเรียนไปทำงานเช่นนี้ต่อไป อีก 10 ปีข้างหน้า เด็กลาวก็คงกลายเป็นกรรมกรร้อย หรือคนงานรับจ้างที่ต้องทำงานหนักรับใช้นายทุนต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ เพราะไม่มีความรู้
ขณะที่หม่อพอ หนุ่มน้อยชาวอาข่า ที่ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ช่วง ม.2–ม.3 บอกว่า เขายังคงต้องทำงานในสวนกล้วยต่อไป เพราะต้องการเก็บเงิน
เช่นเดียวกับสาวน้อยในสวนกล้วยหลายคน ที่พยายามเก็บเงิน เพื่อใช้สมัครไปทำงานที่ไทย
“มีคนอยากไปอยู่ 2-3 คน คนที่มาแบกกล้วยกับน้อง กำลังเป็นสาวห้าวอายุ 17-18 หาเงินก่อน ปีหน้าจะไปไทย” คำหล้า เล่า
แม้รายได้จากงานสวนกล้วยจะอยู่ราว 5 ล้านกีบต่อเดือน (≈ 7,200 บาท) แต่เมื่อรวมกับภาระช่วยครอบครัวด้านต้นทุนทำนา เช่น ค่าน้ำมันลิตรละ 37,000 กีบ (≈ 52 บาท) และค่าปุ๋ยราว 850,000–1,200,000 กีบต่อกระสอบ (≈ 1,200–1,700 บาท) ทำให้การเก็บเงินเพื่อไปทำงานที่ไทยที่มีค่าใช้จ่ายราว 21,000 บาท/คน (≈ 15 ล้านกีบ) ยังเป็นเรื่องยาก และไกลเกินเอื้อม
“มาทำงานที่นี่ [สวนกล้วย]... หาเงินส่งให้พ่อแม่ ทำนาทำสวน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ได้เงินแล้วกลับบ้าน เงินก็หมดแล้ว ก็ต้องมาทำงานใหม่วนไปแบบนี้” คำหล้ากล่าวทิ้งท้าย
หมายเหตุ : ใช้ชื่อสมมติ แทนชื่อจริงบุคคลในข่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
งานเขียนชิ้นนี้เขียนและผลิตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ เนื้อหาทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
