Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

24 มิ.ย. 68 ครบรอบ 93 ปีของการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิ.ย. “สถาบันปรีดี พนมยงค์” จัดเสวนา PRIDI Talks#31 - ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดีชี้ "ราษฎรชาตินิยม" จะช่วยหลอมรวมทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้ และต่างจาก "ชาตินิยมของชนชั้นนำ" ที่เน้นไปที่การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ

24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เนื่องด้วยวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นวันครบรอบ 93 ปีของการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน ทาง “สถาบันปรีดี พนมยงค์” ได้จัดงานเสวนา PRIDI Talks#31 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ โดยในงานมีการกล่าวนำโดย รศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในหัวข้อ อธิปไตยของประชาชนและราษฎรชาตินิยม: หัวใจประชาธิปไตยคณะราษฎร” หลังจากนั้น มีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “เอกราษฎร์ และ อธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย” โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี พรรณิการ์ วานิช ผู้ดำเนินรายการ ธนกร วงษ์ปัญญา

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวนำในงานเสวนาทางวิชาการ ว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน เดินทางมาไกลถึง 93 ปีแล้ว แต่ข้อถกเถียงยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้อย่างไร จนกระทั่งวันนี้ก็ยังมีข่าวลือเรื่องรัฐประหารอีกแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา กองทัพไทยไม่เคยสูญเสียสมรรถนะและศักยภาพในการแทรกแซงทางการเมืองถึงขั้นทำรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อสังคมเห็นว่ามีความชอบธรรมที่กองทัพจะยึดอำนาจรัฐประหาร ผิดจากอินโดนีเซีย และ เกาหลีใต้ ที่กองทัพก็เคยมีบทบาทเช่นนั้น แต่เวลานี้ไม่มีการแทรกแซงแบบนั้นแล้ว รัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งสามารถกำกับควบคุม “กองทัพ” ได้ และ สามารถทำให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมและมีการเลือกตั้งตามวาระ ประชาธิปไตยมีความมั่นคง ทำให้ชาติบ้านเมืองก้าวกระโดดไปไกลกว่า “ไทย” มากทีเดียว

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียต้องยอมสละ “ติมอร์-เลสเต” อันเป็นดินแดนที่ยึดไว้โดยระบอบอำนาจนิยมเผด็จการซูฮาร์โต มองจากมุมอินโดนีเซีย คือ “การเสียดินแดน” อันเป็นความชอบธรรมเพียงพอที่กองทัพในอีกหลายประเทศจะยึดอำนาจรัฐประหารได้ทันที แต่กองทัพอินโดนีเซียหลังยุคซูฮาร์โต เลือกที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือน รักษาระบอบประชาธิปไตย และ ดำรงรักษาสันติภาพให้เกิดขึ้นในอินโดนีเซียและ “ติมอร์-เลสเต” รัฐชาติแห่งใหม่

เปรียบเทียบกรณีพิพาทดินแดนไทยกัมพูชา ขณะนี้ยังไม่มีการเสียดินแดนใดๆ แต่ขัดแย้งกันอยู่เพราะอ้างแผนที่คนละฉบับ การยั่วยุให้ “รบกันก็ดี” การปั่นกระแสให้ “เกลียดชังกันก็ดี” ล้วนเป็นเชื้อไฟนำไปสู่สงครามได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะสร้างความเสียหาย และ สูญเสียชีวิตของผู้คนอีกมากมายติดตามมา เราจึงควรหลีกเลี่ยง “สงคราม” อย่างถึงที่สุด การเจรจาหารือกันน่าจะเป็น ทางออกที่ดีที่สุด และ ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนทั้งสองฝากฝั่งชายแดน

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 2475 คือ อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย เวลาเราพูดถึง ประเทศชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย  จึงหมายถึง ทุกๆคนตั้งแต่ชนชั้นสูง ผู้ปกครอง นักการเมือง ข้าราชการ ทหารในกองทัพทุกระดับชั้นยศ จนถึงประชาชนสามัญชน หมายถึง ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกความเชื่อ ทุกฐานะทางเศรษฐกิจ ทุกสถานภาพทางสังคม

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวอีกว่า การถือเอาประโยชน์ของกลุ่มพวกตัวเอง หรือ ชนชั้นของตัวเอง หรือ การเอาประโยชน์ของเชื้อชาติของตนเป็นใหญ่กว่าสังคมส่วนรวม ย่อมให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงในสังคมได้เสมอ เป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ในหลายประเทศ เป็น ชาตินิยมที่ไม่พึงปรารถนา เป็น “ชาตินิยม” ของกลุ่มคนเล็กๆที่เป็นชนชั้นนำเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อะไร   
เมื่อ ชาติ หมายถึง ประชาชาติ ปัญหาจะเบาลงทันที  ความรักชาติที่ถูกต้อง ต้องสัมพันธ์กับผลประโยชน์ของส่วนรวม ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่อ้าง ความรักชาติ เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

การอ้าง “ชาติ” หรือ ปลุกกระแส “คลั่งชาติ” เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มย่อมนำมาสู่ความขัดแย้งภายในชาติและระหว่างประเทศได้ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ จึงเต็มไปด้วยการอ้างผลประโยชน์แห่งชาติแต่แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำ และนำพา “ประชาชน” ไปตายในสนามรบจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ราษฎรชาตินิยม จะช่วยหลอมรวมทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้ และต่างจาก ชาตินิยมของชนชั้นนำ ที่เน้นไปที่การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ เวลา “รักชาติ” ต้อง “รักประชาชนผู้อยู่ในชาติ” ด้วย ต้องไม่ดำเนินการใดๆที่ทำให้ “ประชาชนในชาติ” เดือดร้อนทางเศรษฐกิจและการทำมาหากินจากการปิดด่าน หรือ บาดเจ็บล้มตายจากสงคราม  ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างยุโรปเหนือ มักไม่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ และ สงครามภายใน ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการสงคราม ต้องการสันติสุข สันติธรรม เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง  “กองทัพ” จะมีหน้าที่ปกป้อง “สันติภาพ” มีหน้าที่ปกป้องประเทศจากผู้รุกราน แต่จะไม่ไปรุกรานประเทศอื่น ไม่ก่อสงคราม หรือ กดปราบ ประชาชนของตัวเอง

ความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองในหลายประเทศที่นำไปสู่ สงครามกลางเมืองต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ หรือ สงครามระหว่างประเทศ มักเป็นผลมาจาก กองทัพไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แต่ทำเพื่อบุคคลหรือคณะบุคคลกลุ่มเล็กๆ ทั้งที่ ทหารทั้งหมดมาจากประชาชน การทำให้ กองทัพ เป็น ทหารอาชีพ จะลดความเสี่ยงของสงครามกลางเมืองที่ต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธ เราได้เห็นตัวอย่างความสูญเสีย ความเสียหาย ความย่อยยับ ความยากลำบากของประชาชนในหลายประเทศ เช่น เมียนมา ซีเรีย ซูดาน กาบอง และประเทศแอฟริกาอื่นๆ ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงจะช่วยลดความเสี่ยงของสงครามระหว่างประเทศ เช่น สงครามระหว่างระบอบปูตินรัสเซีย กับ ระบอบซิรินสกี้ยูเครน สงครามระหว่างอิราเอลและอิหร่าน ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการสงครามเลย แต่หลายกรณี ผู้นำที่ต้องการก่อสงครามเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก มักจะสร้างกระแสปลุกปั่นให้ “ประชาชน” สนับสนุนการทำสงคราม และ สร้างกระแสเกลียดชัง มนุษย์ที่ถูกสมมติว่า เป็น อีกชาติหนึ่ง เป็น อีกประเทศหนึ่ง เป็นชาติศัตรู ทั้งที่เมื่อเรามีจิตใจเปิดกว้าง และ พิจารณาทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักธรรมแล้ว “มนุษย์ทุกคน ล้วนเป็นพี่น้องกันหมด”  

ในวาระ 93 ปีประชาธิปไตยไทย จะต้องช่วยกันคิดว่า จะสร้างประสิทธิภาพของรัฐประชาธิปไตยได้อย่างไร ต้องทำให้เห็นว่า รัฐบาลประชาธิปไตย รัฐบาลเลือกตั้งสามารถแก้ปัญหาวิกฤติของชาติได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า หากแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เปิดทางให้คนอื่นที่มาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยมาทำหน้าที่แทน เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ หรือ คืนอำนาจให้ประชาชน สิ่งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการฟื้นขึ้นของระบอบเผด็จการผ่านมารัฐประหาร หรือ ใช้นิติรัฐประหารซึ่งอาจสั่นคลอนระบบนิติรัฐและระบบการปกครองโดยกฎหมายได้  
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง