Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน “PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” พื้นที่ทำงานแห่งใหม่ ในวาระครบรอบ 94 ปี อภิวัฒน์สยาม พร้อมตั้งเป้ามุ่งสู่หมุดหมาย 100 ปี ในปี 2575 โดยมีการเสวนา บรรยายประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยและสากล เปิดตัวหนังสือ "My Turbulent Life and 21 Years of Exile in the People's Republic of China" ฉบับภาษาอังกฤษ รวมถึงการแสดงละครผสมภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" บทประพันธ์ของปรีดี พนมยงค์ เพื่อสื่อสารอุดมการณ์สันติภาพและประชาธิปไตยสู่คนรุ่นใหม่

https://pridi.or.th/sites/default/files/2026/2026-06-23-15-36-01-04.png
ภาพจาก: สถาบันปรีดี พนมยงค์

เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์ รายงานว่า https://pridi.or.th/th/content/2026/06/2891 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ภายหลังพิธีช่วงเช้าของงาน  “PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” ในช่วงบ่าย คุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์ได้กล่าวรายงานพิธีเปิด โดยกล่าวรายงานถึงความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนภายหลังการเปลี่ยนผ่านหลายปี เพื่อให้ผืนดินแห่งเจตนารมณ์นี้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมน้อมรำลึกถึงผู้มีอุปการคุณในอดีตทุกท่าน อาทิ ครูองุ่น มาลิก ผู้บริจาคที่ดิน, ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้อุทิศทุนทรัพย์สร้างอาคารเดิม รวมถึงผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, ศิษย์ ต.ม.ธ.ก. และกัลยาณมิตรทุกท่านที่ร่วมสืบสานปณิธานมาโดยตลอด

โดยอาคารที่ตั้งโครงการได้รับการขนานนามอย่างเป็นทางการว่า “อาคาร PRIDI” ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมหลัก 5 ประการของสถาบัน ได้แก่ ความเป็นมืออาชีพ, การยึดมั่นในหลักเหตุผล , จริยธรรมและความมั่นคงในหลักการ , การเชิดชูคุณค่าประชาธิปไตย และการเป็นพื้นที่สาธารณะทางปัญญา โดยตั้งเป้าหมายให้สถานที่แห่งนี้เป็น "พื้นที่ประชาธิปไตยที่มีชีวิต" ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันผ่านหอประชุมอเนกประสงค์ ห้องประชุมย่อย และพื้นที่เรียนรู้สำหรับกิจกรรมทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรม เพื่อเป็นเวทีสนทนาคุณภาพสำหรับคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้คุณปรีดิวิชญ์เน้นย้ำการเปิดพื้นที่ในวาระ “94 ปี อภิวัฒน์สยาม” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานระยะยาวเพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งสู่หมุดหมายประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในวาระครบรอบ “100 ปี อภิวัฒน์สยาม” ในปี พ.ศ. 2575 และภายในพื้นที่ทำการแห่งใหม่นี้ได้มีการจัดวาง “รูปปั้นปรีดี พนมยงค์” ผลงานของอาจารย์พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล ไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพอีกด้วย

ต่อมา คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ได้ขึ้นกล่าวเปิดพื้นที่ทำงานแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ จากนั้น คุณสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ได้ขึ้นกล่าวรำลึกและสะท้อนความหมายในการเปิดสถาบันปรีดีฯ โดยได้เปรียบเทียบท่านปรีดี พนมยงค์ เสมือนพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านการทำประโยชน์คุณูปการต่อบ้านเมืองและถูกทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณ สถาบันปรีดีฯ จึงต้องพยายามเผยแพร่กิตติคุณของปรีดี พนมยงค์ นอกจากนี้คุณสุลักษณ์ยังเชื่อมั่นว่าเมื่อครบรอบ “100 ปี อภิวัฒน์สยาม” คนรุ่นใหม่จะนำพาประชาธิปไตยกลับมา

ในส่วนงานเปิดตัวหนังสือ “My Turbulent Life and 21 Years of Exile in the People’s Republic of China” ฉบับภาษาอังกฤษ โดย ศาสตราจารย์ ดร.รุธิ์ พนมยงค์ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งเล่มแรกถูกตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส และได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยหลังท่านปรีดีเสียชีวิต สำหรับเนื้อหาภายในเล่มจะบอกเล่าเรื่องราวของท่านปรีดี ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475, การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, การจัดตั้งขบวนการเสรีไทย และช่วงเวลา 21 ปีที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองในสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ามกลางยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

ต่อมา รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ขึ้นบรรยายหัวข้อ ขบวนการประชาธิปไตย: บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกสู่สังคมไทย" โดยได้วิเคราะห์เส้นทางการสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตยและการทลายกำแพงอำนาจนิยม จากกรณีศึกษาแอฟริกาใต้ เรื่องการกดขี่ภายใต้ระบอบเหยียดผิว ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และถูกบังคับใช้กฎหมายจำกัดสิทธิโดยรัฐเผด็จการคนผิวขาว และกรณีศึกษาเกาหลีใต้: มหากาพย์ 30 ปีแห่งเลือดและน้ำตา เรื่องการโค้นล้มประธานาธิบดีอีซึงมันได้แต่ยังถูกกองทัพยึดอำนาจ จนถึงเหตุการณ์โศฏนาฎกรรมควังจูที่ได้มีการต่อต้านรัฐประหารแต่กลับถูกทหารปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม จากเหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นเมล็ดพันธ์ปลุกจิตสำนึกในประชาธิปไตยของคนเกาหลีใต้

การบรรยายในหัวข้อ “ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยต่อการเสริมสร้างสันติธรรมประชาธิปไตย” ฉบับเต็มของ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุขึ้นจึงสามารถสถาปนา “สันติธรรมประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นได้ บางขบวนการใช้เวลาสั้นกว่า แต่สังคมก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา ก้าวหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งบ้าง แต่ทุกขบวนการเป็นการเดินทางไกลทั้งสิ้น ชัยชนะระยะสั้นต่อระบอบอำนาจนิยม หรือ ระบอบเผด็จการทหารไม่อาจดำรงรักษาต่อไปได้ หากไม่มีการสถาปนา สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง หยั่งรากลึก

ขบวนการประชาธิปไตยในไทยมีสายธารต่อเนื่องกันมาแม้น คนในขบวนการในแต่ละช่วงเวลาจะล้มหายตายจากไปตามอายุขัยและเสียสละชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ ขบวนการ รศ. 103 นำโดย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เรียกร้องรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลที่ 5 ขบวนการทหารประชาธิปไตย รศ. 130 ต่อเนื่องมายัง ขบวนการอภิวัฒน์สยาม 2475 โดย คณะราษฎร ที่มี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ และ มี ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เป็น มันสมองสำคัญในการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยหลายยุค  เหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลา เหตุการณ์พฤษภา 35 เหตุการณ์พฤษภา 53 และ การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันหลักของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2563  

ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยในการสร้าง “สันติธรรมประชาธิปไตย” มีดังต่อไปนี้

1. ปัญหาความไม่มีเอกภาพในขบวนการและความแตกแยก การขยายแนวร่วม พันธมิตรมากขึ้น พร้อมกับความมีเอกภาพของขบวนการท่ามกลางความหลากหลายของผลประโยชน์และ มียุทธศาสตร์และเป้าหมายชัดเจน “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเอาชนะต่อเครือข่ายอำนาจนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตขวาจัดปรปักษ์ประชาธิปไตย ได้ การจัดตั้งของเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมีความเข้มแข็ง ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย มีนวัตกรรมใหม่ๆทางการเมือง

2. การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชัง ปลุกลัทธิคลั่งชาติเพื่อทำลายสันติภาพ สร้างความขัดแย้งรุนแรง

3. ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม กดทับ ประชาชนจนขาดความกระตือรือร้นทางการเมือง เกิดภาวะความเพิกเฉยทางการเมือง ขบวนการประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องอาศัยพลเมืองผู้ตื่นรู้ Active Citizen ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมครั้งใหญ่ ต้องหยุดโครงสร้างที่กดทับ “คนส่วนใหญ่” ไม่ให้เข้าถึงโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงความจำเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม โครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเหล่านี้จะทำให้ ประชาธิปไตยแบบไทยไทยไม่มีสันติสุข เกิดความรุนแรงทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคมเป็นระยะๆ มี “รัฐประหาร” เฉลี่ย 4-5 ปีต่อครั้ง ยังคงเป็นประเทศด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตยแม้นจะมีการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนา มาแล้วเกือบ 94 ปี

4. ปัญหาการถูกทำลายและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐแบบอำนาจนิยม ที่ต้องการกำกับ ควบคุมและต้องการปกป้องผลประโยชน์ที่เกิดจากการขุดรีดและเอารัดเอาเปรียบให้อยู่กับกลุ่มตนต่อไป โดยไม่ยอมแบ่งปันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างเป็นธรรม

5. ปัญหาการผูกขาดอำนาจและการใช้อำนาจโดยมิชอบ นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิฝ่ายตรงข้าม

6. ปัญหาการคงอยู่ของระบอบการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช และ รัฐธรรมนูญปี 2560 อำนาจอธิปไตยของประชาชน และ ระบอบประชาธิปไตยกำลังอยู่ในความสุ่มเสี่ยงจากความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ความไม่เชื่อมั่นเป็นผลจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้ที่มาขององค์กรอิสระไม่ยึดโยงกับประชาชน มีปัญหาความโปร่งใสในการทำงาน การดำเนินการและตัดสินคดีที่ไม่มีมาตรฐานหรือหลายมาตรฐาน ตลอดจนการขยายอำนาจและใช้อำนาจเกินขอบเขตรุกล้ำอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร การปฏิรูปองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 (ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ป.ป.ช., สตง., สิทธิมนุษยชน) กลายเป็นประเด็นสำคัญในประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2569 เนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจมากเกินไป ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ข้อเสนอหลักคือการปรับปรุงที่มาและการตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจ เราต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปองค์กรอิสระก่อนประชาธิปไตยล่มสลาย การจัดสมดุลอำนาจตามความต้องการของเครือข่ายจารีตอนุรักษ์ที่ไม่เชื่อมั่นในเจตจำนงและเสียงของราษฎรได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนืออำนาจของประชาชนและอำนาจขององค์กรที่มาจากประชาชน

บทเรียนของขบวนการประชาธิปไตยในสองประเทศ ประเทศแรก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้ คือ การต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดย ผู้ปกครองชาวผิวขาวที่มีแนวคิดเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบนี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนผิวดำและกลุ่มคนผิวสีอื่น ๆ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบของประเทศ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกฎหมายที่บังคับแบ่งแยกที่อยู่อาศัย การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และการริบสิทธิทางการเมืองทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางการกดขี่ ขบวนการประชาธิปไตยนำโดยพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกา หรือเอ็นซี เริ่มขับเคลื่อนการต่อสู้อย่างเข้มข้น โดยมีเนลสัน แมนเดลา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนสำคัญ ในช่วงแรกของการต่อสู้ช่วงทศวรรษ 1950 แมนเดลาและขบวนการยึดมั่นในแนวทางอารยะขัดขืนและการประท้วงโดยสันติวิธีตามแนวคิดของมหาตมะ คานธี อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ชาร์ปวิลล์ เมื่อปี 1960 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงอย่างสงบจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและรัฐบาลได้ประกาศให้พรรคเอเอ็นซีเป็นกลุ่มผิดกฎหมาย เหตุการณ์นี้ทำให้แมนเดลาตระหนักว่าสันติวิธีอาจไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับรัฐบาลที่ไร้ความปรานี เขาจึงตัดสินใจร่วมก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อทำลายล้างโครงสร้างรัฐ จนกระทั่งถูกจับกุมและพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในการพิจารณาคดีริโวเนียเมื่อปี 1964 แม้แมนเดลาจะถูกคุมขังเป็นเวลานานถึงยี่สิบเจ็ดปีที่เกาะร็อบเบน แต่การต่อสู้ภายนอกคุกกลับไม่จบ ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ขบวนการประชาธิปไตยได้รับการขับเคลื่อนต่อโดยคนรุ่นใหม่ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของนักเรียนในย่านโซเวโต ประกอบกับแรงกดดันรอบทิศทางจากสังคมโลกที่ร่วมกันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การค้า และการกีฬาต่อแอฟริกาใต้อย่างรุนแรง จนระบบเศรษฐกิจของประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะล่มสลาย แรงกดดันมหาศาลนี้บีบให้ เดอ คลาร์ก ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้าย ตัดสินใจประกาศยกเลิกการแบนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เป็นอิสระในปี 1990 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์

บทเรียนจาก ความสำเร็จของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย

1) ยุทธศาสตร์ "การให้อภัยแต่ไม่ลืม" และความเป็นผู้นำของแมนเดลา หัวหน้าขบวนการประชาธิปไตย หัวใจที่ไร้ความแค้นของแมนเดลา และ การยอมรับการดำรงอยู่ความแตกต่างหลากหลายภายใต้ชาติเดียวกัน ไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังต่อกัน เป็น  "Rainbow Nation" (ชนชาติสีรุ้ง) ที่ทุกสีผิวต้องอยู่ร่วมกันได้ 2) ความกล้าหาญจริยธรรมของ เอฟ. ดับเบิลยู. เดอ คลาร์ก ตระหนักดีว่าขืนรักษาระบอบนี้ไว้ ประเทศจะล่มสลาย เขากล้าขัดใจกลุ่มคนผิวขาวหัวรุนแรงเพื่อหันมาเจรจากับแมนเดลา 3) การคว่ำบาตรจากนานาชาติ (International Sanctions) กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด แรงกดดันทางเศรษฐกิจนี้บีบให้กลุ่มทุนและนักธุรกิจผิวขาวในประเทศเริ่มหันมากดดันรัฐบาลตัวเองว่า "ระบอบเหยียดผิวไม่มีอนาคตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป"4) กลไกสร้างความสมานฉันท์: คณะกรรมการเสาะหาความจริงและความปรองดอง (TRC) หลังได้รับชัยชนะ แอฟริกาใต้ไม่ได้ใช้วิธีลากตัวผู้คุมหรือทหารผิวขาวไปขึ้นลานประหาร แต่ใช้คณะกรรมการ Truth and Reconciliation Commission (TRC) นำโดยอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู กลไกนี้คือ "หากคุณยอมรับสารภาพความจริงว่าเคยทำสิ่งโหดร้ายอะไรไว้ในยุคเก่า คุณจะได้รับอภัยโทษ" กระบวนการนี้ทำให้ญาติผู้สูญเสียได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พวกเขารัก และทำให้สังคมสามารถเยียวยาแล้วเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องลงเอยด้วยการล้างแค้นไม่รู้จบ

ชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสามารถเอาชนะการกดขี่ที่หยั่งรากลึกได้ด้วยการผสมผสานระหว่าง ความเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้ และ ความพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่ออนาคต

ประเทศที่สอง คือ เกาหลีใต้ บทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของเกาหลีใต้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นมหากาพย์การต่อสู้อันยาวนานกว่าสามทศวรรษที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ขับเคลื่อนผ่านหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติ 19 เมษายน 1960 ที่นักศึกษาและประชาชนลุกฮือโค่นล้มประธานาธิบดีอีซึงมันได้สำเร็จ แม้ประเทศจะถูกยึดอำนาจซ้ำเล่าในเวลาต่อมา จิตวิญญาณการต่อสู้ก็ถูกส่งต่อมาถึงขบวนการประชาธิปไตย ควังจู ในเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่งการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของชอนดูฮวานในครั้งนั้นถูกรัฐบาลสั่งทหารเข้าปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน แม้จะจบลงด้วยความบอบช้ำ แต่โศกนาฏกรรมควังจูได้กลายเป็นปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตยไว้ในใจคนทั้งประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเกิดจากการเติบโตของชนชั้นกลางจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคก่อนหน้า เมื่อคนกลุ่มนี้ตัดสินใจละทิ้งความเพิกเฉยแล้วก้าวลงถนนร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน รัฐบาลทหารจึงไม่สามารถใช้กำลังปราบปรามขนานใหญ่ได้เพราะจะทำให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศทันที นอกจากนี้ยังเกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เหนียวแน่นระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีโบสถ์คริสต์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการกระจายความจริง สื่อมวลชนกล้าหาญตีแผ่ความฉ้อฉล และสหภาพแรงงานร่วมขับเคลื่อนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ

ปัจจัยภายนอกและเงื่อนไขระดับโลกได้กลายเป็นตัวบล็อกอำนาจเผด็จการทหารได้อย่างประจวบเหมาะ เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกรุงโซลในปี 1988 ทำให้ผู้นำทหารไม่กล้าสั่งล้อมปราบประชาชนเพราะกลัวนานาชาติบอยคอต ซึ่งจะทำลายชื่อเสียงบนเวทีโลกของประเทศอย่างย่อยยับ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวห้ามไม่ให้รัฐบาลทหารใช้กำลังปราบปรามเด็ดขาด ในที่สุด รัฐบาลเผด็จการทหารจึงต้องยอมจำนนต่อพลังมวลชน และออกคำประกาศในวันที่ 29 มิถุนายน 1987 ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชน เปลี่ยนผ่านเกาหลีใต้จากประเทศเผด็จการทหารสู่ประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และทรงพลังในเอเชียตะวันออกจนถึงปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้สำเร็จได้ด้วยปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และแรงกดดันจากภายนอก ดังนี้ครับ

1) การเติบโตของ "ชนชั้นกลาง คอเสื้อขาว" (White-Collar Workers)

2) ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง "นักศึกษา-ศาสนจักร-แรงงาน" ขบวนการต่อสู้ในเกาหลีใต้มีโครงสร้างที่เหนียวแน่นมาก นักศึกษาทำหน้าที่เป็นแนวหน้า โบสถ์คริสต์ (ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์) ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ในการหลบซ่อนและกระจายข่าวความจริง ขณะที่กลุ่มสหภาพแรงงานช่วยขับเคลื่อนการนัดหยุดงานประท้วง ทำให้ขบวนการมีพลังขับเคลื่อนในทุกมิติ

3) ชนวนเหตุที่สะเทือนใจและขุดคุ้ยความจริงสำเร็จการเสียชีวิตของพัคจงชอลจากการถูกทรมานด้วยน้ำ (Waterboarding) รัฐบาลพยายามปกปิดว่า "เขาช็อกหัวใจวายไปเอง" แต่แพทย์และเจ้าหน้าที่คุกที่รักความถูกต้องได้แอบส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนและกลุ่มศาสนจักรนำความจริงมาตีแผ่ ความโหดเหี้ยมที่ไร้ความปรานีนี้ทำให้เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความโกรธแค้นของคนทั้งชาติ

4) ตัวแปรระดับโลก: "โอลิมปิกกรุงโซล 1988" และ "แรงกดดันจากสหรัฐฯ" ทำไม แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศสามารถก้าวข้ามผ่านจากประเทศภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม สู่ ประเทศประชาธิปไตยได้ ขณะที่ ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสู่ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง ยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ และ ยังมีอำนาจ ของ องค์กรอิสระที่ไม่อิสระ ที่อยู่เหนือเจตจำนงของประชาชน ระบบนิติรัฐนิติธรรมที่ถูกตั้งคำถาม

ชะตากรรม และ เสถียรภาพของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า จึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการสร้าง สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ด้วย ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน

สำหรับกิจกรรม เสวนาในช่วงบ่ายหัวข้อ "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต หมุดหมายสันติธรรมแห่งใหม่" มีการแบ่งประเด็นในการเสวนาเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรกได้มีการพูดคุยในเรื่องของบทเรียนเกี่ยวกับสันติธรรม ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมที่ปรีดี พนมยงค์ได้มอบให้กับสังคมไทย และการสืบสานมรดกทางความคิดผ่านพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ในระบอบประชาธิปไตย

โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs)" , คุณสันติสุข โสภณสิริ กรรมการกลางมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยมี รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ตนเกิดในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสะท้อนให้เห็นการก่อรูปของความทรงจำทางสังคมและการเมืองไทยในแต่ละยุคสมัย ทั้งประสบการณ์ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ การได้พบเห็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความทรงจำของสังคมต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงและเลือนหายไปตามกาลเวลาได้

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่าประสบการณ์ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยแทบไม่รับรู้บทบาทของนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนที่ภายหลังตนจะได้ศึกษาค้นคว้าและมีโอกาสเข้าพบปรีดี พนมยงค์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาในต่างประเทศ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบันทึกและส่งต่อความทรงจำทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้สังคมเข้าใจบทบาทและคุณูปการของบุคคลสำคัญที่มีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย

คุณสันติสุข กล่าวถึงเจตนารมณ์ของสถาบัน และจิตวิญญาณที่สำคัญของการทำงานเพื่อให้สังคม โดยเล่าถึงความต้องการผลักดันท่านปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก อีกทั้งได้มีการพิมพ์งานเขียนและทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อที่จะเผยแพร่แนวความคิดของท่านปรีดี พร้อมทั้งได้หวังว่าพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่ตื่นรู้และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ในเรื่องของประชาธิปไตยของประชาชน โดยสามารถผสมผสานและต่อยอดประเด็นของคนรุ่นใหม่ในประเด็นที่ยังไม่มีในยุคก่อน โดยเน้นการต่อสู้ด้วยกระบวนการทางความคิด และทางปัญญาเพื่อแสวงหาความยุติธรรมตามแนวทางสันติวิธี

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่าเป็นกระบวนการอันยาวนานที่มิได้ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นภารกิจร่วมกันของผู้คนหลายรุ่น โดยยกย่องปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านแนวทางสันติวิธี พร้อมชี้ให้เห็นว่าคุณูปการของบุคคลสำคัญอาจคงอยู่เหนือกาลเวลา แม้ตัวบุคคลจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลจากการกระทำเพื่อสร้างความเป็นธรรม เสรีภาพ และสันติภาพแก่สังคมยังคงส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง

นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ในฐานะพื้นที่สืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสันติ โดยสะท้อนประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับบุคคลใกล้ชิดและลูกศิษย์ของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งล้วนทุ่มเทกำลังกาย กำลังทรัพย์ และเวลาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ดำรงอยู่ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายทางสังคมและองค์ความรู้ เพื่อผลักดันให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างสันติ ลดความขัดแย้งรุนแรง และสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสู่คนรุ่นต่อไป

คุณอังคณา กล่าวว่าในการจัดการความทรงจำในมุมมองสิทธิมนุษยชนว่า การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ ไม่ให้ถูกบิดเบือนหรือแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายความทรงจำเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงซ้ำ และหลักการ Forgive but not forget คือแม้จะมีการยกโทษให้แต่จะข้ามขั้นตอนการเปิดเผยความจริงไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยมักจะคิดว่า “ให้อภัยแล้วลืม” ซึ่งหากเราลืมแล้วเมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังก็จะไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์จริง ๆ หรือความจริงนั่นคืออะไร

ในส่วนกิจกรรม “ปฐมบทประชาธิปไตย 2475” โดย ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยในช่วงศตวรรษที่ 20 เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และวาทะศิลป์ทางการทูต เริ่มจากการเติบโตของแนวคิดคอมมิวนิสต์ ทั้งการปฏิวัติบอลเชวิกและการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เซี่ยงไฮ้ วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 สำหรับประเทศไทย

ดร.วิทย์กล่าวต่อว่า บริบทเหล่านี้ได้สะท้อนผ่านการปฏิวัติสยาม 2475 โดยปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลังมองหาแนวทางในการพัฒนาประเทศ ในช่วงที่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบก แต่ด้วยชั้นเชิงทางการทูตและการดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาด ส่งผลให้ไทยสามารถรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามและเข้าเป็ฯสมาชิกของสหประชาชาติ และในช่วงสงครามเย็นไทยยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ผ่านองค์กรซีโต้ (SEATO) แต่ไทยก็ยังคงสามารถรักษามิตรภาพกับผู้นำฝั่งสังคมนิยมอย่างโฮจิมินห์และโจวเอินหลายได้

"การวางรากฐานของปรีดี พนมยงค์ จากการอภิวัฒน์สยาม จึงเป็นการวางรากฐานความหลากหลายทางความคิดและสังคม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการดำรงอยู่ของประเทศไทย สังคมไทยจึงสามารถอยู่ได้บนพื้นฐานของความหลากหลายได้" ดร.วิทย์ กล่าว

สำหรับกิจกรรม บทเพลงเเห่งชีวิต โดย คุณสุดา พนมยงค์ และ คุณดุษฎี พนมยงค์ พร้อมทั้งคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูคอรัส ระหว่างกิจกรรมได้มีการสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับ ปรีดี พนมยงค์ ของคุณดุษฎี อีกทั้งได้ใช้บทเพลงที่เกี่ยวข้องเล่าเรื่องราวประกอบ เริ่มต้นด้วยเพลง “รัฐบุรุษอาวุโส” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส การแสดงไวโอลินและเปียโน โดยคุณสุดาในเพลงชุด “ศรีอยุธยา” เพลง “หวนอาลัย” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส 20 คน และเพลง “คนดีมีค่า” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส 25 คน

สำหรับกิจกรรมสุดท้ายของวันเปิดตัวเป็น การแสดงละครผสมภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” โดยคณะละครอนัตตา โดยแต่เดิมเป็นบทประพันธ์และภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า สร้างและเขียนบทโดย ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสื่อสารข้อความสำคัญเรื่อง สันติภาพ ไปสู่สายตาชาวโลก เรื่องราวอันทรงคุณค่านี้ได้ถูกนำมาโลดแล่นอีกครั้งในรูปแบบของละครผสมภาพยนตร์ ซึ่งจะได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของศิลปะการแสดง เครื่องแต่งกาย และดนตรี อีกทั้งยังได้แง่คิดของความสงบสุข และการยุติสงครามด้วยขันติธรรมอีกด้วย

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง