เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิสิทธิอิสราได้จัดงานเสวนาเรื่อง ‘2475 กับประวัติศาสตร์สามัญชน’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 93 ปีการอภิวัฒน์สยาม เมื่อ 93 ปีที่เเล้วคณะราษฎรได้กระทำกการเปลี่ยนเเปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย
วิทยากรประกอบไปด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชลิตา บัณฑุวงศ์, ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ, อานนท์ ชวาลาวัณย์ ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิทธารถ ศรีโคตร
จาก ‘ตั้วเหี่ย’ ถึง ‘คณะราษรชาวบ้าน’: ประวัติศาสตร์สามัญชนชาวบางคล้า
งานเสวนานี้เริ่มด้วยหัวข้อ จาก‘ตั้วเหี่ย’ ถึง ‘คณะราษรชาวบ้าน’: ประวัติศาสตร์สามัญชนชาวบางคล้า
บรรยายโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยตัวเขามีความสนใจในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ เเละเป็นเจ้าของหนังสือเกี่ยวกับ 2475 อย่าง ‘ราษฎรธิปไตย’ เเละ ‘(รัฐ)ราชทัณฑ์’ ว่าด้วยการเปลี่ยนเเปลงของราชทัณฑ์ ด้วยความสนใจเเละการคลุกคลีใน 2475 ทำให้เขาพบปัญหาจำนวนของคณะราษฎรสายพลเรือนที่ไม่เเน่นอนโดยรายชื่อทางการของคณะราษฎรทั้งสามสายมีจำนวนทั้งหมด 102 ชื่อ เเต่ช่องบรรจุอัฐิคณะราษฎรที่วัดพระศรีมหาธาตุจะพบว่าบางคนมีช่องบรรจุอัฐิเเต่ไม่มีรายชื่อใน 102 ชื่อ มากไปกว่านั้นรายชื่อบางชื่อหายไปภายหลังจากการทำรายชื่อใหม่
"ในการเปลี่ยนเเปลงการปกครองไม่ได้มีเเค่กลุ่มข้าราชการเเต่เราไม่ค่อยรู้จักกับคณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะราษฎรสายพลเรือนที่มีภูมิหลังเป็นชาวบ้าน" ศรัญญูกล่าว
‘บางคล้า’ คือที่ไหน เเละ ‘ตั้วเหี่ย’ คืออะไร
ปัจจุบันบางคล้าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรามีอาณาเขตติดกับอำเภอเมือง สาเหตุที่ชื่อบางคล้าเพราะว่ามาจากชื่อ ‘ต้นคล้า’ บริเวณนี้มีเเม่น้ำบางปะกงไหลผ่านทำให้เหมาะเเก่การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐาน เเละยังถูกใช้เป็นเส้นทางคมนาคม บางคล้ายังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากพระเจ้าตากเคยเดินทางผ่านบริเวณปากน้ำโจโล้ซึ่งอยู่ในพื้นที่บางคล้าเพื่อไปตีพม่า เเละยังพบเมืองโบราณใกล้ๆกับบางคล้า อาทิ เมืองพนมสารคาม ผู้บรรยายเเนะนำบางคล้าให้เรารู้จักผ่านข้อมูลเหล่านี้ซึ่งทำให้เราค่อยๆ เห็นถึงความสำคัญของบางคล้าที่มีมาเเต่เนิ่นนาน
อย่างไรก็ดีเมื่อมีการสร้างเมืองป้อมจึงมีการย้ายเมืองจากบางคล้าไปบริเวณเมืองป้อมซึ่งได้กลายเป็นอำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน
บริเวณบางคล้ายังเป็นพื้นที่ที่คนจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเเต๋จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ คนจีนเหล่านี้เมื่ออพยพมาจะประกอบอาชีพเพาะปลูก คนจีนบางกลุ่มมีทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การปลูกมะม่วง เเละในปัจจุบันมะม่วงบางคล้ายังได้รับความนิยมอีกด้วย เเต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลูกอ้อยเพื่อมาทำน้ำตาล ในช่วงต้นกรุงเทพการทำน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากช่วงนั้นน้ำตาลมีราคาสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้บางคล้ากลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของฉะเชิงเทรา
เมื่อคนจีนเริ่มอพยพเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดการตั้ง ‘สมาคมลับ’ เพื่อช่วยเหลือกันทั้งในเรื่องการประกอบอาชีพ การป้องกันภัย เเละการปกป้องผลประโยชน์
การเเบ่งกลุ่มสมาคมลับนี้เเบ่งตามภาษาวัฒนธรรม เช่น สมาคมลับจีนฮกเกี้ยน สมาคมลับจีนเเต๋จิ๋ว ในบางครั้งก็เกิดการขัดเเย้งระหว่างกลุ่ม สมาคมลับบางกลุ่มยังมีการค้าของผิดกฏหมาย อาทิ การค้าฝิ่น อย่างไรก็ดีจากการค้นคว้าของศรัญญูเขาพบว่าบันทึกหรือพระราชพงศาวดารในช่วงต้นกรุงเทพเรียกสมาคมลับเหล่านี้ว่า ‘ตั้วเหี่ย’ ภาษาจีนเเต๋จิ๋วเเปลว่า ‘พี่ใหญ่’ ภายหลังจะถูกเรียกว่า ‘อั้งยี่’ คนจีนในสมาคมเหล่านี้เป็นกุลีจนมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มคนจีนที่มีฐานะ
"ในช่วงต้นกรุงเทพมันจะเกิดคำๆหนึ่งที่มันปรากฏในบันทึกหรือไม่ก็พระราชพงศาวดาร ซึ่งก็คือคำว่า ตั้วเหี่ย ตอนนี้เราอาจจะไม่คุ้ยเคยกับคำว่าตั้วเหี้ย หากเราไปดูคำยุคหลังมันก็คือคำว่าอั้งยี่" ศรัญญูกล่าว
ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีการบันทึกคำว่าตั้วเหี่ยนั้นมีคนจีนอพยพเข้ามาเยอะ เเละมีการจัดตั้งสมาคมลับเยอะ ซึ่งช่วงนั้นยังเกิดกรณีพิพาทระหว่างกลุ่มสมาคมลับด้วยกัน บางครั้งสมาคมลับเหล่านี้ก็พิพาทกับรัฐ
ศรัญญูยังหยิบยกพจนานุกรมเล่มเเรกๆ ของไทยอย่าง ‘พจนานุกรมสัพะ พะจะนะ พาสา ไท’ เพื่ออธิบายความหมายของคำว่าตั้วเหี่ยเพิ่มเติม ในพจนานุกรมระบุความหมายของคำนี้ว่า ‘Rebellion’ หรือการก่อจลาจล ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการใช้คำว่าอั้งยี่เข้ามาเเทนที่
ทำไมต้องเป็น ‘บางคล้า’
ศรัญญูกล่าวว่าฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งเพราะเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนเเปลงทางสังคม, เศรษฐกิจ พร้อมกับการสะท้อนความขัดเเย้งระหว่างคนจีนกับทางการสยาม
การจลาจลครั้งเเรกของตั้วเหี่ยในฉะเชิงเทราเกิดขึ้นในปี 2391 สมัยรัชกาลที่ 3 ศรัญญูอธิบายถึงการจลาจลครั้งนี้ว่าเป็นการสะท้อนถึงความขัดเเย้งระหว่างกลุ่มชาวจีนกับชนชั้นนำสยาม เนื่องจากกลุ่มชนชั้นนำสยามตั้งเเต่รัชกาลที่ 3 ลงมาเริ่มเข้าไปผูกขาดการค้าน้ำตาล ซึ่งเเต่เดิมเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจของคนจีน ต่อมานำไปสู่ความขัดเเย้งเเละกลายเป็นจลาจลในเวลาถัดมา ศรัญญูยังกล่าวถึงอีก 1 ปัจจัยที่นำไปสู่การก่อจลาจลคือการบีบคั้นจากขุนนางท้องถิ่นกล่าวคือกเจ้าเมืองฉะเชิงเทรารีดค่าไถ่กลุ่มคนจีน จึงเกิดออกมาเป็นการจลาจคนจีนตั้วเหี่ยยึดเมืองฉะเชิงเทรา
ในพระราชพงศาวดารบันทึกว่าจุดเริ่มต้นมาจากคนจีนเสียงทองทะเลาะกับเเขวงจัน โดยจีนเสียงทองมีการค้าฝิ่น ในขณะที่เเขวงจันเป็นคนจีนที่ทำงานกับทางการ ในตอนเเรการทะเลาะวิวาทดูเหมือนจะจบลง เเต่เเขวงจันนำเรื่องไปฟ้องร้องพระยาวิเศษฤาชัยเจ้าเมืองฉะเชิงเทราในขณะนั้นเเละกรมการเมือง นำไปสู่การใช้อำนาจในการจับคนจีนทั้งที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์เเละไม่เกี่ยวข้องเเละมีการเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นหากไม่มีเงินมาไถ่ก็จะโดยจีบเข้าคุก
จากการเรียกค่าไถ่ทำให้กลุ่มคนจีนที่มีหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นฮกเกี้ยน เเต๋จิ๋ว คนจีนเหล่านี้มองว่าตนโดนกดขี่จากบรรดาขุนนางสยาม จึงร่วมมือกันโจมตีโรงน้ำตาลของกลุ่มขุนนางจีน เหตุการณ์นี้ยุติได้เมื่อรัฐบาลสยามส่งกองทัพไปปราบประมาณการเสียชีวิตของคนจีนได้อยู่ที่ 3,000 คน ทางการสยามยังมีการลงโทษคนจีนที่ก่อจลาจล
"สิ่งนี้เป็นเหมือนกับประวัติศาสตร์บาดเเผลที่เกิดขึ้นกับจีนตั้วเหี่ยหรือจียอพยพที่เมืองฉะเชิงเทราซึ่งประวัติศาสตร์ในฉบับกระทรวงศึกษาหรือประวัติศาสตร์ฉบับทางการไม่ค่อยมีการพูดถึง" ศรัญญูกล่าว
จากการลงพื้นที่ของศรัญญูทำให้พบว่าบริเวณที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าตั้วเหี่ยเสียชีวิตได้กลายมาเป็น ‘ศาลโกเเป๊ะ’ ซึ่งมีความศักสิทธิ์ในเรื่องการไม่ถูกเกณฑ์ทหาร
ภายหลังเหตุการณ์จราจลทางการสยามพยายามควบคุมการตั้งสมาคมลับของคนจีนเพื่อไม่ให้ต่อต้านอำนาจรัฐ การปลูกอ้อยยังลดลงจากก่อนกรณีตั้วเหี่ยเพราะทางการสยามทำลายโรงหีบอ้อยเนื่องจากเป็นที่รวมตัวของคนจีน อีกปัจจัยที่สำคัญคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งส่งผลให้ผู้คนบริเวณหัวเมืองหันไปปลูกข้าวเพื่อการส่งออก
'สงวน ตุลารักษ์' บุคคลสำคัญในการหาสมาชิกสายพลเรือน
ในการอธิบายถึงสภาพเเวดล้อมบางคล้าก่อน 2475 ศรัญญูได้หยิบยก ‘บันทึกความจำของสงวน ตุลารักษ์’ ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ ‘24 มิถุนา’ ตั้งเเต่วันที่ 29 สิงหาคม 2475 สาระสำคัญของบันทึกนี้คืออัตตชีวประวัติของสงวน เเต่บันทึกนี้ทำให้เห็นภาพของการเปลี่ยนเเปลงการปกครองในเเง่มุมของการหาพรรคพวก อย่างไรก็ดีเรื่องราวเหล่านี้ไปไม่ถึงวันที่ 24 มิถุนาเพราะสงวนเลิกเขียนไปเสียก่อน
สงวน ตุลารักษ์ เป็นลูกจีนบางคล้า นามสกุลเดิมเตียวเลี่ยงซิม บิดาเป็นชาวจีนเเต๋จิ๋ว ส่วนมารดาเป็นชาวไทย หาเลี้ยงชีพด้วยการทำสวนทำนา ศรัญญูหยิบยกภาพของสงวนครั้นสอบได้เนติบัณฑิตที่มอบให้ปรีดี พนมยงค์ ในการอธิบายความใกล้ชิดระหว่างสงวนกับสมาชิกคณะราษฎรเเถวหน้าอย่างปรีดี
ชีวิตวัยเรียนของสงวนเริ่มต้นที่โรงเรียนวัดใหม่บางคล้าเเต่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้งเพราะปัญหาทางการเงิน ท้ายที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2460 สงวนจำเป็นต้องหยุดกลางคันเพื่อมาช่วยงานที่บ้าน
"ส่วนนี้สะท้อนถึงช่วงเวลาสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภาระทางการศึกษาขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวด้วยเเม้จะมีการบังคับใช้พ.ร.บ.ประถมศึกษาไม่ใช่ทุกคนที่จะเรียนได้บางคนต้องมาช่วยเหลือครอบครัวทำงาน" ศรัญญู กล่าว
ในช่วงที่สงวนกลับมาช่วงงานที่บ้านเขายังเป็นนักดื่ม นักพนัน ทำให้เขามีเพื่อนมากมายในบางคล้า อย่างไรก็ดีในปี 2564 สงวนนำเงินที่ได้จากพนันส่งตัวเองเรียนที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทำให้พบกับพระยาประมวญวิชาพูลผู้ซึ่งสอนเรื่องการเมืองการปกครองเเละจุดประเด็นการปฏิวัติให้กับสงวน ขณะเดียวกันเพื่อนร่วมรุ่นของสงวนยังเข้าร่วมกับคณะราษฎร อาทิ หงวน ทองประเสริฐ, ปราโมท พึ่งสุนทร
หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สงวนได้เข้าศึกษาวิชากฏหมายภาคค่ำ เเละในช่วงกลางวันประกอบอาชีพครู ช่วงเวลานี้สงวนได้รู้จักเพื่อนๆ ที่มีความคิดจะเปลี่ยนเเปลงการปกครองเช่นกัน อาทิ ทองอินทร์ อุดล, กลึง พนมยงค์ ถัดมาในปี 2469 สงวนสอบเนติบัณฑิตได้จึงประกอบอาชีพทนายความในสำนักงานทนายความผดุงธรรม ศรัญญูกล่าวว่าสำนักผดุงธรรมคือเเหล่งบ่มเพาะนักปฏิวัติ คณะผดุงธรรมยังเป็นสถานที่ในการหาเเนวร่วมของคณะราษฎร สายพลเรือน
ปีเดียวกันนั้นเองสงวนยังได้พบกับปรีดี พนมยงค์ เเละถูกชักชวนให้มาเป็น 1 ในคณะราษฎรในสายพลเรือน
การหาเเนวร่วมฉบับ 'สงวน ตุลารักษ์'
หลังจากการเข้าร่วมคณะราษฎรของสงวน สงวนเริ่มหาสมาชิกคณะราษฎร โดยชักชวนนักเรียนกฏหมายของสำนักผดุงธรรมเข้ามาเป็นสมาชิกคณะราษฎร เเละตั้งบริษัทค้าข้าวเพื่อหาเงินเเละสมาชิกสำหรับการปฏิวัติ
สำหรับการตั้งบริษัทค่าข้าวนั้นหลักฐานจำนวนมากไม่ค่อยพูดถึง เเต่บันทึกของสงวนมีการพูดถึง บริษัทค้าข้าวนี้มีชื่อว่า ‘เสี้ยมฮะจั่น’ ทองอินทร์ อุดลเข้าหุ้นกับขุนวิศุทธจรรยา ซึ่งเป็นช่องทางให้สงวนชักชวนเพื่อนๆ ครอบครัวที่บางคล้าเข้ามาเป็นสมาชิกคณะราษฎรผ่านการให้เข้าทำงานที่บริษัท อาทิ พร ศิริวัฒน์, เพิ่ม ศิริวัฒน์, จันทร์ ศิริวัฒน์, สมใจ ตุลารักษ์, สะอาด ตุลารักษ์, อย่างไรก็ดีบริษัทนี้ปิดตัวลงเนื่องจากราคาข้าวตกต่ำในปี 2470 ทำให้บุคคลในบริษัทกระจัดกระจายกันไป บางคนมาเรียนกกฏหมาย บางคนกลับไปบางคล้า
ในปี 2473 สงวนยังคงหาเเนวร่วมการปฏิวัติโดยการทำธุรกิจ ช่วงก่อน 2475 สงวนชักชวนชาวบ้านบางคล้าเข้าร่วมได้ประมาณ 10 กว่าคน อย่างไรก็ดีศรัญญูเเสดงความสนใจใน กระจ่าง ตุลารักษ์ เนื่องจากอายุเพียง 20 ปี ศรัญญูยังกล่าวถึงนายบุ๋นเเละนายเลี้ยงในฐานะผู้กว้างขวางในบางคล้า ช่วงก่อนการปฏิวัติทั้งสองได้กล่าวกับสงวนว่าจะไปหาพวกมาให้อีก 2,000 คน ซึ่งภายหลังสงวนมองว่าการก่อการ 2475 ควรมีเเผนสำรองหากการก่อการที่กรุงเทพล้มเหลว นั้นก็คือ ‘เเผนการลุกฮือที่เเปดริ้ว’ เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐบาลที่กรุงเทพ ซึ่งเเผนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เเต่เเง่มุมของนายบุ๋นเเละนายเลี้ยงที่ศรัญญูมองว่าน่าสนใจคือการที่บ้านของทั้งสองตั้งอยู่ในโรงเจซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน นายบุ๋นยังเป็นเจ้ามือการพนันซึ่งศรัญญูสันนิษฐานว่านายบุ๋นอาจหาพรรคพวกมาจากวงการพนัน สาเหตุที่ต้องเอาคนกลุ่มนี้เพราะว่าระบอบเก่ามีการออกกฏหมายในปี 2473 ให้การพนันทุกประเภทผิดกฏหมาย ขณะที่การพนันคือชีวิตของคนจีนทำให้เจ้าหน้าที่เริ่มจับตามบ่อน ซึ่งในการจับเเต่ละครั้งรัฐจะมีค่าส่วนเเบ่งให้กับเจ้าหน้าที่
จากการลงพื้นที่ศรัญญูพบว่าโรงเจนี้มีร่องรอยของบ่อนการพนัน ในเอกสารยุคหลังก็พูดถึงพื้นที่เหล่านี้ว่าเคยเป็นบ่อนการพนันเคยมีอังยี่ที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ศรัญญูตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นในกรณีนี้ว่าการรวมกลุ่มในการการปฏิวัติของชาวบ้านบางคล้ามีลักษณะคล้ายกับการรวมกลุ่มของคนจีนกลุ่มอื่นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ เเต่ข้อสังเกตเหล่านี้รอการค้นคว้าเพิ่มเติม
บทบาทของชาวบ้านบางคล้าใน 2475
ศรัญญูระบุว่า ชาวบ้านบางคล้าเข้ามามีบทบาทในฐานะสมาชิกผู้ปฏิบัติงานในสายของสงวนซึ่งอยู่ภายใต้สายของอาจารย์ปรีดีอีกที
บทบาทของสายนี้คือการควบคุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ร่วมกับผู้ก่อการฝ่ายทหาร อาทิ กระจ่างที่ร่วมมือกับพระประศาสน์ พิทยายุทธในการควบคุมตัวทหารเสือของกรมพระนครสวรรค์ ชาวบ้านบางคล้าถือเป็นหัวเเรงสำคัญในการปฏิวัติสยาม
จากการค้นคว้าของศรัญญูเขาระบุว่าคณะราษฎรบางคล้ามีรายชื่อทั้งหมด 10 รายชื่อดังนี้
- สงวน ตุลารักษ์
- กระจ่าง ตุลารักษ์
- จ้อย โอปลั๊ก
- สมใจ ตุลารักษ์
- กลึง ช่วงโชติ
- โกศล จิตโรภาส
- จันทร์ ศิริวัฒน์
- เพิ่ม ศิริวัฒน์
- สำรวจ ดิษฐศรี
- เต็ก ศิริคง
เเต่ จันทร์, เต็ก, โกศล ไม่พบอัฐิที่วัดพระศรีมหาธาตุ
"กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นคนจีน ลูกจีน เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิวัติ เเต่ถ้าถามว่าเราถามหาอุดมการณ์ของเขาได้จากไหนอันนี้ยังไม่มีหลักฐาน เเต่เราต้องให้เครดิตกับเขาในฐานะที่เป็นชาวบ้านที่เข้ามามีส่วนร่วมต่อการปฏิวัติ" ศรัญญูกล่าว
มรดก 2475 ในฉะเชิงเทรา
ก่อนจะร่ำลาชาวบ้านบางคล้าศรัญญูได้ทำให้เรารู้ว่าภายหลัง 2475 ฉะเชิงเทรามีการรับรัฐธรรมนูญจำลอง เเละมีวัดหลาย ๆ วัดปรากฏพานรับธรรมนูญอยู่ตามหน้าบัน อาทิ วัดเเจ้งบางคล้า วัดบางกระเจ็ด ยังมีโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับ 2475 เช่น โรงเรียนวัดไผ่เเก้วมีการใช้ตราสำนักนายกบริเวณหน้าโรงเรียน โรงเรียนวันเตาอิฐซึ่งตระกูลตุลารักษ์ไปช่วยสร้างช่วงทศวรรษ 2480 ท้ายนี้ศรัญญูทิ้งท้ายกล่าวลาชาวบ้านบางคล้าว่า
"อันนี้ก็เป็นร่องรอยของคณะราษฎรบางคล้าซึ่งก็รอการค้นพบอยู่อันนี้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นสะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดฉะเชิงเทราโดยเฉพาะบางคล้ามีนักสู้กลุ่มคณะราษฎรชาวบ้านปรากฏอยู่ในทางประวัติศาสตร์เเต่ในปัจจุบันพวกเราไม่ค่อยรู้จักพวกเขา" ศรัญญูกล่าว
ประสบการณ์ภาคสนาม: สามัญชนชายเเดนภาคใต้ต่อ 2475
หลักจากศรัญญูได้พาเราไปรู้จักชาวบ้านบางคล้าในอดีตเเล้ว งานเสวนานี้ได้พาเราลงใต้ภายใต้หัวข้อ ‘สามัญชนภาคใต้ต่อ 2475’ พูดถึงมุมองของคนปัจจุบันต่อเหตุการณ์ 2475 บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาเเละมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การบรรยายจะเริ่มจากภูมิหลังของ 2475 กับชายเเดนภาคใต้, 2475 ส่งผลต่อชีวิตชาวมลายูภาคใต้อย่างไร, การรับรู้เรื่อง 2475 ของสามัญชนชายเเดนภาคใต้ในป้จจุบัน
ภาคใต้ก่อน 2475
ภาคใต้ หรือ ปาตานี เป็นบริเวณที่มีการต่อต้านอำนาจเเบบรวมศูนย์มาตั้งเเต่ต้นรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ดีผู้บรรยายขอข้ามมาพูดถึงการต่อต้านในช่วงปลายระบอบสมูบรณาญาสิทธิราชย์ หลังจากการผนวกหัวเมืองภาคใต้ส่วนกลางหรือกรุงเทพได้มีการส่งข้าราชการเข้ามาปกครองซึ่งข้าราชการเหล่านี้มีความเเตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การปกครองลักษณะนี้คือการปกครองเเบบเมืองขึ้นเนื่องจากอยู่บนฐานของการกดขี่ ไม่สนใจทุกข์สุขของผู้คนในบริเวณนั้น
ช่วงปลาย ร.6 คนปาตานีรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลผ่านการไม่เสียภาษีเนื่องจากกฏหมายตอนนั้นบังคับให้เด็กมลายูมุสสลิมทุกคนต้องเข้าโรงเรียนไทย ชลิตายังกล่าวต่อว่าสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ภาคใต้จะมองเหตุการณ์นี้ว่าคือการต่อต้านในลักษะของกบฎชาวนาครั้งสุดท้ายเนื่องจากเป็นการขูดรีดภาษี, ค่าเช่าที่ดิน จากเหตุการณ์นี้ ร.6 ได้ปรับเปลี่ยนท่าที่ทำให้การกระทบกระทั่งลดลงก่อนที่จะเพิ่มขึ้นในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
หลังจากนี้บริบททางการเมืองทำให้ขบวนการต่อต้านเปลี่ยนเป็นการเรียกร้องเพื่อการปลดปล่อยของการปกครองตนเอง
ภาคใต้ในช่วง 2475
2475 เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความขัดเเย้งผ่อนคลายลง ในงานศึกษาประวัติศาสตร์ชายเเดนภาคใต้ระบุว่าคนมลายูมีความหวังในระบอบการปกครองใหม่โดยเฉพาะชนชั้นปกครองที่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขายังรู้สึกว่าสามารถเเสดงความคิดเห็นผ่านระบบรัฐสภา
เมื่อจอมพล ป. ดำรงตำเเหน่งนายกรับมนตรีได้มีการสร้างลัทธิชาตินิยมนำไปสู่นโยบายผสมกลมกลืนบังคับกลุ่มคนที่มีความเเตกต่างวัฒนธรรมซึ่งกลุ่มคนมลายูเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว ในช่วงนั้นมีการยกเลิกกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม, ศาลอิสลสาม, ยกเลิกดาโต๊ะยุติธรรม ทำให้การต่อต้านรัฐไทยชัดเจนยิ่งขึ้นเเละยังเป็นประวัติศาสตร์บาดเเผล
ภาคใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละการลงจากอำนาจของจอมพล ป. รัฐบาลในยุคต่อมามีนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมลายู มีการออกกฏหมายเกี่ยวกับการอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามเเต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเพื่อช่วยให้คำเเนะนำในเรื่องดังกล่าว มีการนำดาโต๊ะยุติธรรมกลับมาซึ่งผู้นำมุสลิมไม่ค่อยพอในมากนักเพราะดาโต๊ะยุติธรรมต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างศาลไทย เเต่อย่างน้อยบรรยากาศก็ผ่อนคลายลง
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัญหาในการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐยังมีอยู่มาก รัฐบาลจึงส่งผู้เเทนไปรับฟังความคิดเห็นที่ปาตานี นำไปสู่ข้อเรียกร้อง 7 ประการของฮัจญีสุหลง ซึ่งข้อเรียกร้องที่รัฐไทยมองว่าเป็นกบฏคือข้อเรียกร้องที่ขอให้ 4 จังหวัดชายเเดนภาคใต้มีผู้ปกครองที่เป็นคนในพื้นที่มาจากการเลือกตั้งเเละมีอำนาจเต็ม รัฐไทยมองข้อเรียกร้องข้อนี้ว่าเป็น ‘กบฎ’ ทำให้ความขัดเเย้งค่อยๆ เกิด
รัฐประการ 2490 ได้นำพาประเทศไทยสู่การปกครองโดยทหาร ฮัจญีสุหลงผู้นำทางศาสนาถูกจับ ถัดมาไม่นานเกิดกบฎดุซงญอ ชลิตาอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเกิดจากความไม่ไว้พอใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน มากไปกว่านั้นภายหลังฮัจญีสุหลงได้รับอิสรภาพตัวเขาเเละลูกชายได้ถูกทำให้หายตัว จึงเกิดการขยายตัวของกลุ่มเเบ่งเเยกดินเเดนจนถึงปัจจุบัน
มรดกของ 2475 ที่ยังส่งผลกระทบต่อคนมลายูในภาคใต้
ชลิตาได้หยิบยก 3 ประเด็นเพื่ออธิบายให้เห็นถึงมรดกของ 2475 ที่มีต่อคนมลายูในภาคใต้
- การเมืองในระบบรัฐสภา
- ประชาธิปไตยเเบบมีข้อจำกัด
- ชาตินิยมไทย
ชลิตาเริ่มอธิบายในประเด็นเเรก ‘การเมืองในระบบรัฐสภา’ เธอกล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นความหวังของชาวมลายูเนื่องจากพวกเขาคาดหวังว่าระบอบรัฐสภาจะเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพวกเขา อย่างไรก็ดีชลิตาตั้งข้อสักเกตเกี่ยวกับความซับซ้อนของการเลือกตั้งเพราะ สส. เหล่านี้มักเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลที่มีนโยบายเเข็งกร้าวกับชาวมลายู เเต่ก็ไม่ได้มีปัญหาตราบที่สส. คนนั้นยังเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวมลายู ในปัจจุบันชาวมลายูยังคงต้องการให้ สส. มลายูเป็นสส.ฝ่ายรัฐบาล เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการที่มีชาวมลายูดำรงตำเเหน่งรัฐมนตรีซึ่งต่อมาจะนำไปสู่การรวมกลุ่มของสส.ฝั่งมลายู อาทิ กลุ่มวาดะห์เป็นการรวมกลุ่มของสส.มลายูที่เป็นคนใน 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ ที่ผ่านมาวิธีที่สส.มลายูพยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในฝ่ายอำนาจรัฐก็ช่วยผลักดันอะไรหลายๆอย่าง อาทิ การตั้งธนาคารอิสลาม การตั้งมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้าสู่อำนาจรัฐเป็นเเนวคิดพื้นฐานของสส. มลายู เเนวคิดนี้ส่งผลถึงการเมืองในปัจจุบัน
"เป็นเรื่องปกติที่สส.มลายูจะร่วมรัฐบาลข้ามขั้ว ก็จะเป็นเรื่องปกติ เพราะมันเป็นเเนวคิดพื้นฐานว่า ถ้าเข้ามาสู่ระบบการเลือกตั้งเเล้วต้องเข้าสู่อำนาจรัฐให้ได้" ชลิตากล่าว
ผู้คนในสามจังหวัดยังใช้การเลือกตั้งตัดสินนโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลทำผิดพลาดชาวมลายูก็พร้อมจะไม่ลงคะเเนนให้ เช่น หลังเหตุการณ์ตากใบกลุ่มวาดะซึ่งตอนนั้นอยู่พรรคไทยรักไทยไม่ได้รับการเลือกตั้งในสมัยถัดไป
ในปัจจุบันพื้นที่ชายเเดนใต้เป็นพื้นที่ที่มีการเเข่งขันอย่างหนักหน่วง
"การเมืองการเลือกตั้งซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก 2475 ต่อไปนี้มันยังคงเป็นความหวังที่จะเเก้ปัญหาของคนมลายูมุสสลิมได้อีกหรือไม่" ชลิตากล่าว
ประเด็นถัดมา ‘การเป็นประชาธิปไตยเเบบที่มีข้อจำกัด’ ชลิตามองว่าไม่ว่ารัฐบาลจะก้าวหน้าเเค่ไหนเเต่ก็ยังไม่สามารถให้สิทธิ์กับชาวมลายูได้เพราะต้องคำนึงถึงอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม เเม้ช่วงที่ประชาธิปไตยเเบ่งบานเเต่นโยบายก็ยังกดทับชาวมลายูอยู่ ประชาธิปไตยเเบบครึ่งใบถูกใช้ในการจัดการกับกลุ่มเเบ่งเเยกดินเดน ทำให้รู้สึกเป็นประชาธิปไตยเเต่ยังถูกควบคุมอยู่ อย่างไรก็ดีการดำเนินนโยบายเช่นนี้ทำให้ความรุนเเรงลดลง ชลิตากล่าวถึงสถาวะปัจจุบันรัฐไทยยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ รัฐไทยให้สิทธิในบางระดับส่งเสริมพหุวัฒนธรรมผ่านสถาบันหลักเเห่งชาติควบคู่ไปกับการใช้กำลังปราบปราม สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่เกิดการเเบ่งเเยกดินเเดนเเต่ไม่ได้ทำให้ความรุนเเรงหายไป
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องการสร้างเเนวคิดชาตินิยมซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจาก 2475 ในปัจจุบันเเนวคิดชราตินิยมได้กลายเป็นเเนวคิด ‘ราชาชาตินิยม’ เเนวคิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้ง ชลิตาหยิบยกหนังสือของ อ.บางนรา อธิบายการก่อตัวของชาตินิยมหลัง 2475 ระบอบประชาธิปไตยทำให้คนไทยเกิดความรู้สึกชาตินิยมมากขึ้น คนไทยบางกลุ่มตีความคำว่า ‘ชนชาติไทย’ ว่าเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษา,วัฒนธรรม, เดียวกันจนลืมไปว่ารัฐธรรมนูญหมายถึงอิสระในการนับถือศาสนา ถัดมาในปี 2482 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. ลัทธิชาตินิยมคับเเคบยิ่งเเพร่หลาย รัฐบาลออกกฏหมายบังคับให้เเต่งตัวตามเเบบตะวันตก จากกฏหมายนี้ทำให้ชาวมุสลิมใน 4 จังหวัดชายเเดนภาคใต้อึดอัดใจเเละรับรู้ถึงการกดขี่จากชนชั้นปกครองไทย ซึ่งชาวมลายูก็เห็นว่าขบวนการคลั่งชาติเหล่านี้ยังดำเนินอยู่
ชาตินิยมยังส่งผลต่อโครงเรื่องที่ว่าในดินเเดนห่างไกลอย่างปาตานีไม่เคยเป็นอิสระมาก่อนเเต่ตกเป็นของอยุธยา เมื่อมาอยู่ใต้ระบอบการเมืองเเบบใหม่จึงถูกผนวกภายใต้กระบวนการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งนำไปสู่การปราบปรามข่มขู่ไม่ให้มีการอ้างสิทธิทางการเมืองหรือเเบ่งเเยกดินเเดน มากไปกว่านั้นยังนำไปสู่การใช้กำลังที่เกิดขอบเขตของเจ้าหน้าที่เเละการวิสามัญฆาตกรรมสร้างความไม่พอใจให้กับชาวมลายูในปัจจุบัน
การรับรู้ 2475 ของสามัญชายเเดนใต้ในปัจจุบัน
เเม้ว่าวิถีชีวิตของชาวมลายูจะอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนเเปลง อย่างไรก็ดีหากไม่ใช่กลุ่มนักการเมือง นักเคลื่อนไหว เรื่อง 2475 เป็นเรื่องห่างไกลตัวสามัญชนคนธรรมดา จากการลงพื้นที่ของชลิตาเธอพบว่าปฏิกิริยาของสามัญชนภาคใต้เมื่อมีการถามถึง 24 มิถุนา 2475 พวกเขามักจะถามกลับว่า ‘เป็นวันเกิดของใคร’ หรือ ‘เหตุการณ์สำคัญอะไร ตากใบหรือเปล่า ?’ซึ่งการถามถึงกรณีตากใบเขาอาจไม่ได้หมายถึงตากใบเเต่หมายถึงเหตุการณ์ความขัดเเย้งที่พวกเขาถูกละเมิดสิทธิ ชลิตามองว่าการที่ชาวมลายูไม่ทราบความสำคัญของ 24 มิถุนาไม่ใช่เรื่องเเปลก เพราะหากไม่ใช่ผู้สนใจหรือนักเรียนประวัติศาสตร์ก็อาจจะไม่ทราบเหมือนกัน
ชลิตาตั้งข้อสังเกตกรณีนี้ว่า 2475 ไม่ได้ปรากฏในสื่อกระเเสหลักเพราะชาวบ้านเหล่านั้นรู้จักวันที่ 10 ธันวาคม อีกข้อสังเกตคือการที่ 2475 ยังไม่ได้เชื่อมโยงกับคนสามัญชายเเดนใต้เเต่ชลิตาตั้งคำถามว่าเราจำเป็นต้องทำให้ 2475 เชื่อมโยงให้คนสามัญเข้าใจ เพราะบางทีชาวบ้านเขาอาจจะมีเรื่องเล่าของเขาที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมกับ 2475
เเต่หากถามถึง 2475 กับนักเคลื่อนไหวพวกเขามองว่า 2475 มีความสำคัญต่อพวกเขา ซึ่งการรับรู้ 2475 ของคนกลุ่มนี้ชลิตาเเบ่งเป็น 2 ลักษณะได้เเก่
- เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้เป็นประชาธิปไตยที่เเท้จริง
- เพื่อเรียนรู้เครือข่ายชนชั้นนำมีการธำรงรักษาอำนาจอย่างไร
ซึ่งการรับรู้เช่นนี้ยังส่งผลต่อเเนวโน้มทางการเมืองในปัจจุบัน
‘ฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าเราต้องช่วยให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยก่อนเราถึงจะเเก้ปัญหาได้
เเต่อีกฝ่ายอาจมองว่าเราสามารถเจรจาต่อรองหรือยื่นข้อเสนอต่อรัฐไทยด้วยที่ไม่ต้องรอรัฐไทยเป็นประชาธิปไตย’
ชวนตั้งคำถามกับ 2475
สำหรับในส่วนของคุณอานนท์ ชวาลาวัณย์ หรือ คุณเเว่น ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน
พิพิธภัณฑ์สามัญชนเเห่งนี้ไม่ได้มีพื้นที่ถาวร เเต่เน้นเก็บของจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะกลายมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งอาจทำให้เราเห็นถึงอีกเเง่มุมหนึ่งอีกเรื่องราวอย่างเช่นกรณีเสื้อยืด พัด จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ของรัฐ
ตัวอานนท์เองอยากมาชวนตั้งคำถามถึงสิ่งต่างๆ มากกว่าจะบรรยาย คำถามเเรกที่อานนท์ชวนพวกเราคิดคือ ‘สามัญชนในการเมืองหากมีอำนาจรัฐยังเป็นสามัญชนอยู่มั้ย เส้นเเบ่งของสามัญชนคือที่ไหน’
อานนท์เริ่มพูดถึง 2475 ผ่านกล่องใบชาที่มีรูปพานรัฐธรรรมนูญ เเม้เเต่หัวเข็มขัดก็ยังมีการประดับรูปพานรัฐธรรมนูญซึ่งอานนท์มองว่านี้คือวัฒนธรรมประชาชนนิยม ถัดมาเขากล่าวว่าคณะราษฎรนั้นเกิดเเละตายหลายครั้งหลังรัฐประหาร 2490 สัญลักษณ์ของคณะราษฎรถูกดึงออกจากพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ดีในการเรียกร้องที่ผ่านมาได้พยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับ 2475 มีการหยิบเอาสัญญะของคณะราษฎรมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องเช่น คณะราษเก็ต ขณะเดียวกันก็เกิดความพยายามลบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรออกไปโดยภาครัฐ เเต่ประชาชนคนธรรมดาเหล่านั้นทำให้ 2475 มีคุณค่าขึ้น
ประวัติศาสตร์ความทรงจำถูกทำลายทำให้สูญหาย
ในหัวข้อสุดท้ายคือ ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำถูกทำลายทำให้สูญหาย’ บรรยายโดย ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของหนังสือ ‘สถาปัตย์-สถาปนา: การ(เมือง)ดีไซน์พื้นที่และความนัยสถาปัตยกรรม’, ‘ศิลปะ – สถาปัตยกรรมคณะราษฎร สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์’ เเละหนังสือเล่มอื่น ๆ อีกมากมาย
ชาตรีเริ่มพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาพเเวดล้อมทางกายภาพของเมือง’ ซึ่งส่งผลต่อเเนวคิดการดำเนินชีวิตของคนในเมืองนั้น ชาตรีพูดถึงโครงการเเปลงเปลี่ยนทางกายภาพของอาคารบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งตึกทั้งหมดบนถนนเส้นนั้นเป็นศิลปะเเบบ ‘Art Deco’ หรือ ศิลปะเเบบคณะราษฎร ภาครัฐได้ปรับปรุงให้กลายเป็นตึกเเบบ ‘Neo Classic’ ชาตรียังกล่าวว่าพันธกิจของชนชั้นนำคือการทำให้ประวัติศาสตร์ของ 2475 หายไปผ่านการออกเเบบสภาพเเวดล้อมของเมือง ชาตรียกตัวอย่างจากกรณีของสนามหลวงเพื่อให้เราเข้าใจว่าสภาพเเวดล้อมที่เมืองเปลี่ยนไปจะส่งผลต่อความรู้สีกการเเสดงออกได้อย่างไรกล่าวคือเมื่อสนามหลวงยังเป็นพื้นที่สาธารณะไม่มีรั้วกั้น ความรู้สึกของคนที่ยืนในสนามหลวงจะมีความรู้สึกสาธารณะมากกว่านี้ เพราะรั้วให้ความรู้สึกเหมือนถูกปิดกั้น เช่นเดียวกับเครื่องเเต่งกายหากเราใส่ชุดนักศึกษาการเเสดงออกก็จะเเตกต่างจากชุดเเฟชั่น
"ตัวตนที่คุณรู้สึกบางส่วนอาจเป็นจิตวิญญาณเสรีของคุณ เเต่หลายส่วนมันมาจากสภาพเเวดล้อมที่รอบคุณ" ชาตรีกล่าว
ชาตรีมองว่าโครงการนี้ของภาครัฐกำลังเปลี่ยนเมืองเเบบประชาธิปไตยให้เป็นเมืองเเบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมืองเเบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พื้นที่ทั้งหลายจะถูกเเบ่งความศักสิทธิ์ลงมา เราที่เป็นพลเมืองจะเข้าถึงพื้นที่สาธารณะอย่างมีลำดับชั้น
"อย่าไปมองเป็นเพียงเรื่องของสถาปัตยกรรมหรือการประดับตกเเต่งเปลือกอาคารเเต่มันมีพลังมากกว่านั้นในการหล่อหลอมวิถีชีวิตจิตสำนึกของคุณ" ชาตรีกล่าว
ชาตรียังกล่าวถึงความสำคัญของความทรงจำของ 2475 ว่าหากเรามีความทรงจำว่ารัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญความรู้สึกจะเป็นอีกชุด เพราะฉะนั้นการเก็บความทรงจำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งผ่านพิพิธภัณฑ์เเละอีกวิธีหนึ่งคือเว็บไซต์ ‘วัตถุปฏิวัติ’
วัตถุปฏิวัติสร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎรที่ถูกทำลาย เเละพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของธรรมดาที่มีชีวิตในยุคคณะราษฎรเพราะการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องของคนอันน้อยนิด โดยภายในเว็บไซต์เเบ่งเป็น 4 ช่วงด้วยกัน
- ‘กำเนิดวัตถุคณะราษฎร’ ช่วงที่คณะราษฎรมีอำนาจ
- คณะราษฎรที่ถูกลืม ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 เป็นช่วงที่คณะราษฎรถูกลืมเเต่ไม่มีการถูกทำให้หายไป
- ‘การเกิดใหม่ครั้งที่ 2 ของคณะราษฎร’ ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ที่คณะราษฎรได้รับการเกิดใหม่โดยกลุ่มคนเสื้อเเดงผ่านการชุมนุมที่ยังมีวัตถุจริงๆ อยู่
- การเกิดใหม่ครั้งที่ 3 ของคณะราษฎร ช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ที่วัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวกับคณะราษฎรจะถูดทำให้หาย คณะราษฎรจึงเกิดใหม่ในรูปเเบบของเล่น, กาซาปอง
สำหรับใครที่มีวัตถุเกี่ยวกับ 2475 สามารถส่งรูปภาพให้ทางวัตถุปฏิวัติได้ผ่าน 2475objects@gmail.com เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บรักษาความทรงจำของ 2475
