Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ก.ล.ต. พร้อมเอาผิดหากพบใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน รอผลตรวจสอบจาก ปอศ.ระบุตัวตน 'เบน สมิธ' เผยกำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์ บล.รับคำสั่งขายชอร์ต เพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายหลักทรัพย์และลดความเสี่ยงในตลาด

สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ว่า นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวบริษัทจดทะเบียนของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา ซึ่งล่าสุดบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวได้ออกมาปฏิเสธแล้วนั้น ระบุว่าเรื่องยังต้องรอความชัดเจน การที่เป็นบริษัทมหาชน ผู้บริหารต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ซื่อสัตย์ หากเกี่ยวข้องการฟอกเงินจริงถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

สำหรับ ก.ล.ต. มีอำนาจตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนความผิดฐานฟอกเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างไรก็ตามหากพบการกระทำที่ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน แล้วมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ถือเป็นหน้าที่ของกรรมการและกรรมการบริหารบริษัทต้องรับผิดชอบ ซึ่งหากกระทำผิดจริงขณะเป็นกรรมการแม้ลาออกไปแล้วก็สามารถดำเนินการเอาผิดได้

ส่วนกรณีที่มีการยื่นให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่านายเบนจามิน เบอร์เจอร์ ที่เคยถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อ ปอศ. เมื่อปี 2564 กรณีเสนอขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้ยื่นขอรับอนุญาตในปี 2562 เป็นบุคคลเดียวกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือนายเบน สมิธ ที่ตกเป็นข่าวหรือไม่ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันได้ว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่อย่างไร จึงได้ประสานไปยัง ปอศ. แล้ว เพื่อตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษ ซึ่งขณะนี้ยังคงรอผลอยู่

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ ก.ล.ต. เสนอแก้กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียนรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ (Share Pledging) ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันจำนำ หรือโอนหุ้นให้ custodian ถือแทน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วน และเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย อีกทั้ง ได้กำหนด “6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย” ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อส่งเสริมให้กรรมการบริษัทจดทะเบียนมีความรู้ เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงมีการพัฒนาวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน (IA) การยกระดับการกำกับดูแลและการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) รวมถึงการเสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. กำกับดูแลผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน (gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และบริษัทจัดอันดับเครดิต ซึ่งอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย

ก.ล.ต. ยังคงติดตามและประเมินผลมาตรการดูแล Short Selling และ Program Trading ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ (16 เมษายน 2568) รวมถึงอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการกำกับดูแลการขายชอร์ต โดยให้ผู้ลงทุนที่ไม่ส่งคำสั่งขายชอร์ตตามเกณฑ์ที่กำหนดมีความรับผิดตามกฎหมาย รวมทั้งเพิ่มกลไกให้สามารถติดตามผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจบัญชีแบบไม่เปิดเผยชื่อ (Omnibus Account)

ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้าที่ยืนยันการจัดหาแหล่งยืมหุ้น (locate) เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดย บล. จะรับคำสั่งขายชอร์ตจากลูกค้าที่ขอยืนยันการ locate จาก บล. ได้ เฉพาะเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (margin loan) ของบริษัทหลักทรัพย์และการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีการกำกับดูแลการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อ บล.

ก.ล.ต. ยังสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนผลการดำเนินงานหรือแนวทางในการเพิ่มมูลค่าและผลประกอบการของบริษัท (Value Up Program) เพื่อเป็นกลไกในการยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งมีกลไกสนับสนุนผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ มี 2 บริษัทที่ได้ดำเนินการเปิดเผยแผน Corporate Value Up และมีคุณสมบัติเป็นหลักทรัพย์ที่ Thai ESG หรือ Thai ESGX สามารถลงทุนได้ และมีมากกว่า 90 บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล (ณ 19 ก.ย. 68)

รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เป็น เงินบาทเพื่อนำไปใช้จ่ายผ่านระบบ e-money กับร้านค้าที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ (Tourist Digipay) ขณะนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจับคู่กับผู้ให้บริการ e-money เข้ามาขอรับคำปรึกษาแล้ว 8 คู่ แต่ยังไม่ได้ยื่นเข้าโครงการ ซึ่งตามไทม์ไลน์ต้องจะเริ่มภายใน 18 เดือน คาดว่าภายในไตรมาส 4 นี้จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising