ชาวกรงปินังในนามเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำ พบ “ธรรมนัส” ขอคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานี หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างไม่สอดคลองกับบริบทปัจจุบันเพราะทำตามแผนเก่าเกือบ 60 ปีที่แล้ว พร้อมเสนอทางออกให้ใช้หลักการสายน้ำสีเขียว (Green River) รักษานิเวศน์ลำน้ำให้มั่นคง ยันเคยส่ง 1,067 รายชื่อชาวบ้านคัดค้านโครงการไปแล้ว แต่กรมชลประทานยังเดินหน้า หวั่นทัพภาค 4 จะดันเป็น "โครงการพิเศษ” เพราะจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านแทนเจ้าของโครงการ
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ตัวแทนเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ยกขบวนเข้าพบร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีในพื้นที่ ต.กรงบินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ขณะลงพื้นที่ติดตามการป้องกันปัญหาน้ำท่วม
โดยตัวเเทนเครือข่ายฯ ยืนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ
1. ขอให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างที่ใช้โครงสร้างแข็ง คือ ใช้คอนกรีตขวางลำน้ำขนาดใหญ่ หรือโครงการประตูระบายน้ำกรงปีนัง
2. ยกเลิกแผนโครงการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปัตตานี ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2510 ซึ่งไม่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาตามเหตุผลที่กรมชลประทานกล่าวอ้างในปัจจุบันได้แล้ว เพราะบริบทการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนสภาพไปจากปี 2510 อย่างสิ้นเชิง
3. ขอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการน้ำด้วยคอนกรีตมาสู่หลักการสายน้ำสีเขียว หรือ Green River ที่มุ่งเน้นการจัดการน้ำด้วยการรักษานิเวศน์ลำน้ำให้มั่นคง และใช้องค์องค์ความรู้ทางนิเวศน์ มาเป็นแก่นสารในการดำเนินการใดๆ โดยจะต้องไม่ลดทอนศักยภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
โดยร้อยเอกธรรมนัส ได้มาพบกับตัวแทนเครือข่ายฯ และรับข้อเสนอด้วยตัวเอง พร้อมระบุสั้นๆ ว่า ขณะโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบของกรมชลประทาน พร้อมยืนยันว่า หากโครงการทำลายสิ่งแวดล้อมก็พร้อมทบทวนและแก้ปัญหาให้ประชาชน
ส่ง 1,067 รายชื่อชาวบ้านคัดค้านโครงการไปแล้ว แต่กรมชลประทานยังเดินหน้า

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายฯ ระบด้วยว่า รายงานศึกษาผลทระทบสิงแวดล้อม EIA ของโครงการมีข้อผิดพลาดและเป็นเท็จหลายจุด ซึ่งโครงการนี้ ดำเนินการโดยสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 16 ตามแผนโครงการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปัตตานีที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2510
พร้อมระบุว่า ตั้งแต่กรมชลประทานพยายามผลักดันโครงการฯ ประชาชนในพื้นที่ในนามเครือขายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ได้เดินสายเจรจากับกรมชลประทาน และ ศอ.บต.มาแล้ว พร้อมรวบรวมรายชื่อแบบแสดงเจตจำนงคัดค้านโครงการโดยประชาชนในพื้นที่ร่วมลงชื่อ 1,067 รายชื่อ
และได้ถอดคำพูดผู้เข้าร่วมทุกคนในเวทีประชาคมประชาชนกำหนดอนาคตตนเองเมื่อ 17 สิงหาคม 2567 ณ อาคารอเนกประสงค์บ้านรือเป ต.กรงบินัง ที่มีชาวบ้านเข้าร่วมกว่าพันคน แนบไปพร้อมรายชื่อคัดค้านโครงการยื่นให้รองเลขาธิการ ศอ.บต. เมื่อ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งรองเลขาธิการ ศอ.บต.ได้รับปากว่าจะเป็นตัวกลางประสานให้เกิดการพูดคุยเจรจาหาทางออกในนี้ และในระหว่างนี้จะไม่ให้มีการดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการจนกว่าจะได้ข้อยุติ
ต่อมา ทางเครือข่ายยังได้ยื่นเอกสารชุดเดียวกันนี้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 16 มาแล้ว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 กระทั่งวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ทางกรมชลประทานละเมิดคำสัญญาที่รองเลขาฯ ศอ.บต. ได้กับชาวบ้าน ด้วยการจัดเวทีปฐมนิเทศออกแบบโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง โดยเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ตั้งโครงการ
หวั่นทัพภาค 4 ดันเป็น "โครงการพิเศษ” จะกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านเอง
นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ได้พยายามผลักดันโครงการนี้ให้เป็นโครงการพิเศษ โดยเพจกองทัพภาคที่ 4 เผยแพร่ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 พล.ทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ก็ได้ประชุมติดตามความคืบหน้า"โครงการประตูระบายน้ำกรงปีนัง" ที่ห้องประชุมของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดย พล.ทนรธิป เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันผลักดันให้โครงการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพัฒนาให้เป็น "โครงการพิเศษ" ที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการคอมเมนต์ในโพสดังกล่าวในเชิงสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับโครงการอย่างซ้ำ ๆ จนเกิดการวิพากษวิจารณ์ว่าเป็นส่วนการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ ไอโอ แต่ในที่สุดโพสดังกล่าวได้ถูกลบไปเเล้ว
โดยนายคอนดุล ปาลาเร่ นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ได้ตั้งคำถามถึงความพยายามของกองทัพในสื่อสารผลักดันโครงการนี้ เพราะเมื่อครั้งรัฐบาล คสช. กองทัพภาค 4 โดย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เคยถูกใช้ในการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามาแล้ว ผลที่ตามมาคือทหารกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับประชาชนไปด้วย ทำให้หวั่นเกรงว่า กรณีนี้จะซ้ำรอยกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
นอกจากนี้เพจ Green River ได้เผยแพร่ข้อความบางส่วนในรายงาน EIA โครงการนี้ โดยระบุว่า ผิดพลาดหลายจุด เป็นเท็จและไม่ตรงความจริง ที่รับไม่ได้อย่างรุนเเรงคือ การระบุว่าพื้นที่กรงปินัง จ.ยะลา ในเดือนพฤษจิกายน เป็นช่วงที่ฤดูแล้งซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง เพราะทุกปีของเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ฝนตกหนักของภาคใต้รวมถึงจังหวัดยะลา
สำหรับ EIA ของโครงการนี้ได้พิจารณาผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเเห่งชาติตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2566 โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 3,565 ล้านบาท และโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรีนครยะลาด้วย เพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาล ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเคยถูกน้ำท่วมหนักมาแล้วในรอบหลายสิบปี
