ถอด 5 บทเรียนภาคประชาชน เผชิญมหาวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ 3 ปีติดต่อกัน โดย “อานัส พงศ์ประเสริฐ” ศูนย์ประสานงานช่วยเหลืออุทกภัยเมืองสาย PKB Persai ระบุ “ทั้ง 3 ครั้งใน 3 ปี เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่อาจใช้องค์ความรู้เดิมมาใช้ประเมินสถานการณ์ไม่ได้อีกแล้ว” ภาคใต้ตอนล่างมีแนวโน้มรุนแรงมาน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดไม่ใช่แค่ "ฝนหนักช่วงมรสุม" ทั่วไป แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับแนวโน้มสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาคใต้ตอนล่างเผชิญวิกฤตน้ำท่วมรุนแรง 3 ปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแบบที่ว่าฝนตกในเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะเรียกว่า Rain Bomb ฝนสุดขั้ว (extreme rainfall) หรือ ฝนแช่" (Stationary Heavy Rain) ก็แล้วแต่ ล้วนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลากและดินถล่ม เกิดความเสียหายในวงกว้าง
ทั้งหมดนั้นอาจไม่ใช่แค่ ‘ฝนหนักช่วงมรสุม’ ทั่วไป แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับแนวโน้มสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญเหตุการณ์คล้ายกันหลายประเทศ

ภาพมุมสูงของ Weerapong Narongkul ช่างภาพอิสระ ถ่ายจากเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา

ภาพโดย YAMILLA
หากยังจำกันได้ ปลายปี 2566 ฝนตกหนักในภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะที่ จ.นราธิวาสและยะลา จนเกิดดินโคลนถล่มหลายจุด เช่น ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดและมีผู้เสียชีวิตหลายคนจากโคลนถล่ม
คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) บันทึกไว้ว่า ระหว่าง 23-25 ธ.ค.66 มีปริมาณฝนสะสมรายวันบริเวณ จ.นราธิวาส 651 มม. สูงสุดในประเทศตั้งแต่ปี 2498
คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (ThaiWater) ระบุว่า ปี 2566 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกเฉลี่ยทั้งภาค 2,117 มม. เฉพาะ จ.นราธิวาสมีฝนตกมากกว่าปกติ 44.76%
ปีต่อมา 2567 ในช่วงปลายปี ฝนตกหนักกว่าปีที่แล้วอีก โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง เพียง 5 วัน ตั้งแต่ 26 - 30 พ.ย. 67 มีปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่นราธิวาส 1,160.94 มม. รองลงมาคือปัตตานี 929.73 มม.และสงขลา 751 มม.
ส่วนที่ จ.ยะลา ที่มีน้ำท่วมตัวเมืองอย่างหนักในรอบ 30 ปี บางรายงานบอกว่าสูงสุดในรอบ 50 ปีเลยทีเดียว ยะลาวัดปริมาณฝนสะสม 7 วันได้ 852.2 มม.
ความรุนแรงของของสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปีที่แล้ว บางสื่อถือเป็น “มหาวิกฤต” หนักสุดในรอบ 36 ปี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ บทบาทของเยาวชนที่มาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือน้ำท่วมแทบจะมีทุกตำบลที่ประสบภัย ซึ่งเป็นความพยายามช่วยเหลือหมู่บ้านตัวเอง ในแบบที่อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยไปก่อน ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรเครื่องมือและทักษะพอ ขณะที่ภาครัฐถูกวิจารณ์ถึงความล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพพอ เป็นต้น
มาน้ำท่วมปีนี้ พ.ย. 2568 ขณะนี้ถือเป็นมหาวิกฤตอุทกภัยภาคใต้ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วัดปริมาณฝนสะสม 3 วัน (19-21 พ.ย.) ได้สูงสุดถึง 630 มม. สูงกว่าปริมาณฝนสะสมในเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปี 2543 และ 2553 ซึ่งตอนนั้นระบบระบายน้ำยังไม่พร้อมเท่าปัจจุบัน
ส่วนพื้นอื่นๆ ก็กำลังเผชิญวิกฤตไม่แพ้กัน โดยวันนี้ (25 พ.ย. 2568) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้ มีประชาชนได้รับผลกระทบ 798,695 ครัวเรือน 2,196,758 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย คาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอีก
ถามว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างทั้ง 3 ครั้งใน 3 ปีมานี้ ได้ให้บทเรียนอะไรบ้าง ในแง่การบริหารจัดการสภาวะวิกฤต

อานัส พงศ์ประเสริฐ

ในมุมมองของภาคประชาสังคม “อานัส พงศ์ประเสริฐ” ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานช่วยเหลืออุทกภัยเมืองสาย PKB Persai" ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทั้งลงลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตลอด โดยเฉพาะในแถบลุ่มน้ำสายบุรี ให้บทเรียนที่น่าสนใจดังนี้
ประเด็นแรก
สถานการณ์น้ำท่วมทั้ง 3 ครั้งใน 3 ปีนี้ ถือว่า เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่อาจใช้องค์ความรู้เดิมมาใช้ประเมินสถานการณ์ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็นวิกฤตของโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่มาก่อน กล่าวคือ
สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้รุนแรงกว่าเมื่อปี 2566 และ 2567 และต้องยอมรับว่าน้ำท่วมในปีนี้แตกต่างจาก 2 ปีที่ผ่านมา คือปีนี้น้ำท่วมเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ปลายน้ำก่อน จากนั้นมีน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลมาสมทบทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น 2 เท่า ซึ่งเกินศักยภาพของพื้นที่จะรับไว้ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเตรียมรับมือไม่ทัน เพราะที่ผ่านมาพื้นที่ปลายน้ำจะรอข้อมูลแจ้งเตือนจากพื้นที่ต้นน้ำก่อนว่าเกิดฝนตกหนักให้พื้นที่ปลายน้ำเฝ้าระวัง เมื่อไม่มีการแจ้งเตือนจากต้นน้ำ พื้นที่ปลายน้ำจึงไม่ได้เตรียมการรับมือ
จากข้อมูลน้ำท่วมในปี 2566 พบว่ามีฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณภูเขาหรือพื้นที่สูง เช่น ใน อ.จะแนะ อ.ศรีสาคร อ.แว้ง อ.สุคิริน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงมีข้อมูลแจ้งเตือนพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี จ.ปัตตานี
น้ำท่วมครั้งที่สอง ปี 2567 เกิดฝนตกหนักในพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ เช่น อ.เมือง จ.ยะลา และใกล้เคียง และพื้นที่ จ.ปัตตานี ทำให้ไม่ข้อมูลแจ้งเตือนจากต้นน้ำ จึงไม่มีการเตรียมรับมืออย่างเพียงพอ
พอมาน้ำท่วมปีนี้ 2568 ตั้งแต่ 19 - 24 พ.ย. เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ปลายน้ำก่อน อย่างเช่นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพื้นที่อื่น ๆ ใน จ.สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันถือเป็นวิกฤติรอบแรก ก่อนจะมีวิกฤตรอบสองตามมาจากน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำเข้าท่วม อย่างที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่ขณะนี้
เช่นเดียวกับพื้นที่ลุ่มน้ำอื่น เช่น ลุ่มน้ำสายบุรี ลุ่มน้ำปัตตานี ลุ่มน้ำบางนรา ที่ยังไม่ทันแห้งดีก็มีน้ำหลากจากต้นน้ำไหลมาสมทบ ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่
จากประสบการณ์น้ำท่วม 2 ครั้งติดต่อกัน ทำให้ในพื้นที่ปัตตานี นราธิวาสและยะลาจะรับมือได้ดีกว่า ยกเว้นบางพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมมากก่อน ส่วนหาดใหญ่ไม่เคยประสบสถานการณ์แบบนี้ ก็อาจทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดได้


ประเด็นที่สอง
จากการสังเกตพบว่า น้ำท่วมรุนแรง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นดินและภูเขาเล็กๆหลายลูกในพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำพยายามดูดซับน้ำไว้ ได้ปีนี้ที่มีฝนตกหนักพื้นที่ซับน้ำเหล่านี้ไม่สามารถซับน้ำได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นปีนี้เราจึงเห็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อนก็ถูกน้ำท่วมด้วย
ประกอบกับ หลังน้ำท่วมใน 2 ปีที่ผ่านมา กระแสน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลแรงได้เปิดทางน้ำไหลให้สะดวกมากขึ้น สิ่งกีดขวางต่างๆ ทั้งทางธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น ถนนหรือคลองชลประทานถูกกวาดเรียบ รวมทั้งเปิดช่องทางใหม่ๆ เพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเลมากขึ้นด้วย ทำให้ปีนี้น้ำจากต้นน้ำไหลเร็วและแรงขึ้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ปลายน้ำเกิดน้ำท่วมรุนแรง
โดยสังเกตจากน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำใน อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาสซึ่งมีสีขุ่นได้ไหลลงมาตามแม่น้ำสายบุรีถึงปลายน้ำใช้เวลาประมาณ 2-3 วันแต่ปีนี้ แค่วันเดียวก็ถึงแล้ว
นอกจากนี้ หลังน้ำท่วมใน 2 ปีที่ผ่านมา มีโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก มีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น แต่ก็สร้างผลกระทบให้กับประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นการดำเนินโครงการเหล่านี้ควรจะต้องออกแบบให้ดี โดยต้องประสานงานและสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนด้วย
ประเด็นที่สาม
สถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2566 ในระยะแรกการช่วยเหลือมีปัญหามาก แม้แต่ภาครัฐเองเพราะไม่มีองค์ความรู้ในการเตรียมรับมือมากนัก แต่เห็นได้ชัดว่าประชาชนก็ต้องพยายามลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองในเบื้องต้น แต่ยังไม่เป็นระบบมากนัก โดยมีสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไปรายงานข่าวและมีการส่งต่อข้อมูลไปเครือข่ายต่างๆ นอกพื้นที่ อย่างแข็งขัน ทำให้มีการระดมความช่วยเหลือต่างๆ ตามมา
พอมาถึงน้ำท่วมครั้งที่ 2 ปี 2567การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญคือมีกลุ่มเยาวชนอาสาสมัครเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะภาคประชาชนเองก็ไม่ได้มีศักยภาพ ทักษะ เครื่องมือและทรัพยากรที่เพียงพอ แม้มีพยายามที่จะใช้องค์ความรู้จากภายนอกเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการด้วยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือ ภาคประชาชนได้มีการจัดระบบการจัดทำฐานข้อมูลของภาคประชาชนไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลผู้ประสบภัยหรือข้อมูลพื้นที่ แต่การประสานการทำงานร่วมกันจากภาครัฐยังน้อยมาก ไม่มีการแชร์ข้อมูลไปมา มีลักษณะการทำงานแบบคู่ขนานมากกว่า ทั้งที่ภาครัฐมีเครืองมือและงบประมาณพร้อมกว่า อาจเป็นเพราะว่ายังมีช่องว่างระหว่างทางความรู้สึกระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนอยู่
จริงอยู่ว่า น้ำท่วมครั้งนี้ (2567) ภาครัฐบางส่วนมีความพยายามที่จะเชื่อมการช่วยเหลือกับภาคประชาชนอยู่ โดยเฉพาะ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และทางจังหวัด แต่สุดท้ายก็ไปให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า แต่น้ำท่วมครั้งนั้นรุนแรงจนเกินศักยภาพของท้องถิ่นไปแล้ว หรือติดเงื่อนไขบางอย่างในทางราชการที่ทำให้ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างสะดวก หรืออาจจะกลัวผิดระเบียบ หรือช่วยได้แต่ก็ยังจำกัดบางพื้นที่เท่านั้น
แต่ที่น่าสงสัยคือในพื้นที่ชายแดนใต้มีหน่วยงานด้านความมั่นคงอยู่ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือเจ้าหน้าที่สามฝ่ายทำงานร่วมกัน(ทหาร ตำรวจ ผ่านปกครอง) ที่สามารถทำงานร่วมกับภาคประชาชนหรือกลุ่มเยาวชนอาสาสมัครได้ สามารถประสานข้อมูลการช่วยเหลือกันได้ เช่น สนับสนุนเรือกู้ภัย เป็นต้น แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาจจะมีความรู้สึกหวาดระแวงอยู่ทำให้การช่วยเหลือทำได้ไม่เต็มที่

ประเด็นที่สี่
ก่อนจะเกิดน้ำท่วมในปีนี้ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนบางส่วน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมให้มากขึ้น เช่น การซักซ้อมการกู้ภัย การปฐมพยาบาล ระบบการช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงระบบการจัดทำฐานข้อมูล ฯลฯ โดยใช้บทเรียนจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ถือว่าภาครัฐมีความพร้อมมาก
สำหรับกลุ่มเยาวชนอาสาสมัครในหลายชุมชนก็พยายามที่จะยกระดับทักษะการกู้ภัยน้ำท่วม โดยดึงองค์กรภายนอกมาช่วยฝึกอบรมทักษะต่างๆ ให้ ทำให้หลายชุมชนแอ็คทีฟมาก ๆ ถึงขนาดองค์กรต่างประเทศที่สนับสนุนภาคประชาสังคมในพื้นที่ เช่น จากญี่ปุ่นหรือยุโรปก็หันมาสนับสนุนงานด้านการรับมือภัยพิบัติมากขึ้น เพราะพวกเขาสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือ Climate Change อยู่แล้ว
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็แอคทีพมากเช่นกัน มีการแจกเบอร์โทรติดต่อกรณีฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ แต่บางอย่างก็ไม่ชัดเจน เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือหรือศูนย์อพยพ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะภาครัฐมีการเตรียมพร้อมแล้ว แต่การใช้ฐานข้อมูลที่ยึดโยงกับของภาคประชาชนก็ยังน้อย ยิ่งเมื่อลงไปดูระดับพื้นที่ก็พบว่ายังไม่มีการเตรียมพร้อมจริง เช่น การติดธงแจ้งเตือนในพื้นที่เสี่ยง อย่างแถว อ.สายบุรี และ อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งถูกน้ำท่วมหนักขณะนี้ด้วย
ดังนั้น ข้อเสนอคืออยากให้มีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน เพราะภาคประชาชนแอ็คทีฟมาก
ประเด็นที่ห้า
ในเรื่องอาหารการกินและการช่วยเหลือจากภายนอก เนื่องจากขณะนี้ทุกฝ่ายต่างมุ่งเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่หาดใหญ่เป็นหลักเพราะสถานการณ์ร้ายแรงมาก แต่พื้นที่อื่นๆ ก็ร้ายแรงเช่นกัน ในพื้นที่ปัตตานีอาหารยังพอมีอยู่ในพื้นที่ แต่หากสถารการณ์ยืดเยื้อไปถึง 7 วัน อาหารอาจจะหมดได้ บางแห่งอาจอยู่ได้ 3 วัน
การช่วยเหลือน้ำท่วมปีนี้อาจจะหนักกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วการช่วยเหลือจากภายนอกมุ่งตรงเข้ามาที่ปัตตานีและยะลาได้ แต่ปีนี้การช่วยเหลือมุ่งตรงไปที่หาดใหญ่เป็นส่วนใหญ่ การช่วยเหลืออาจจะมาไม่ถึงปัตตานี ยะลา หรือนราธิวาส ทั้งที่สถานการณ์หนักไม่แพ้กัน ยิ่งเส้นทางไปปัตตานีถูกตัดขาดทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์น้ำท่วม 2 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนเองได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ในระดับหนึ่งแล้ว จึงมีการเตรียมการ รวมทั้งมีการออกแบบระบบการช่วยเหลือไว้แล้ว เช่น การจัดตั้งครัวกลาง ระบบการแจกจ่ายอาหาร โดยใช้ฐานข้อมูลพื้นที่ประสบภัยเมื่อปีที่แล้วมาใช้ เป็นต้น ทำให้สามารถช่วยตนเองในเบื้องต้นได้ และจากการสังเกตพบว่า เมื่อเกิดน้ำท่วมปีนี้ หลายชุมชนรีบจัดตั้งครัวกลางทันที เพื่อช่วยผู้ประสบภัย
แต่หากสถานการณ์เลวร้ายจนเกินศักยภาพของพื้นที่ แล้ว ก็จะลำบากกว่าเดิม เพราะการช่วยเหลือจากภายนอกเข้ามาไม่ได้ หรือเข้ามาได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องหาร ก็อาจมีอีกช่องทางหนึ่งคือการประสานขอความช่วยเหลือจากฝั่งมาเลเซียได้ ทั้งทางด่านใน จ.นราธิวาส หรือด่านเบตง จ.ยะลา (ล่าสุดรัฐกลันตันซึ่งติดกับ จ.นราธิวาสก็มีน้ำท่วมหนักด้วยเช่นกัน)
จากบทเรียนที่อานัส พงศ์ประเสริฐ ถ่ายทอด สรุปได้ว่า วิกฤตครั้งนี้เลวร้ายเกินกว่าประชาชนจะช่วยเหลือกันเองไปแล้ว รวมทั้งหน่วยงานในท้องถิ่นด้วย เพราะเป็นภาวะวิกฤตระดับโลกไปแล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องทุ่มสรรพกำลังช่วยเหลือทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน หรืออาจต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศหากไม่ไหวจริงๆ และการจัดการภัยพิบัติในอนาคต รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร หรือแค่ปล่อยให้เป็นไปตามฤดูกาลอย่างที่ผ่าน ๆ มา
