ผู้รายงานพิเศษ UN แสดงความผิดหวัง หลัง กสม. ไทยปฏิเสธที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการตามอำนาจหน้าที่ของตนกรณีขู่ฆ่า "อังคณา-สุณัย" ขณะที่ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ-PI ยื่นอุทธรณ์ทวงถามความกล้าหาญในการทำหน้าที่ของ กสม.พร้อมเปิด 3 ข้อเรียกร้องสำคัญที่ถูกเมิน ระบุกสม.ละเลยการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯกรณีสำคัญ จี้ความรับผิดชอบกรณีเปิดเผยชื่อองค์กรผู้ร้องโดยไม่ยินยอม เสี่ยงซ้ำเติมความไม่ปลอดภัยต่อนักปกป้องสิทธิฯ
สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโส องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ และ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและอดีต กสม. | ภาพจาก: Protection International (PI)
องค์กร Protection International (PI) รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญระดับสากล เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 แมรี ลอว์เลอร์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้ง X (Twitter), Facebook และ Bluesky เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของประเทศไทย
UN เสียใจ กสม. เมินใช้กลไกตรวจสอบการคุกคาม
แมรี ลอว์เลอร์ ระบุในแถลงการณ์ออนไลน์ว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ไม่เริ่มการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กรณีรายงานการคุกคามและข่มขู่ทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (HRDs) อย่างอังคณา นีละไพจิตร และสุนัย ผาสุก การแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น"
นอกจากนี้ เธอยังได้แท็ก (Tag) ข้อความดังกล่าวไปยัง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
ย้อนรอยความล้มเหลวในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ
การออกมาเคลื่อนไหวของ UN ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ตัวแทนขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และองค์กร Protection International (PI) ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ กสม. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครอง อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและอดีต กสม. และ สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโส องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ หลังทั้งสองถูกข่มขู่เอาชีวิตจากการแสดงความคิดเห็นกรณีประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา
ในจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่ามีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) อย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่สภาวะวิกฤตที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้ กสม. สามารถ “ร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้” หากผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ และ Protection International (PI) จึงเรียกร้องให้ กสม. เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะ ใน 3 ข้อหลักคือ
1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ตามมาตรา 34–35 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบการคุกคามออนไลน์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง
2. ดำเนินมาตรการคุ้มครองเชิงป้องกัน (Preventive Protection) ตามมาตรา 38 โดยมีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองชีวิตของนางอังคณา ครอบครัว และนายสุณัย
3. เผยแพร่ผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ ตามมาตรา 40 และ 44 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทของ กสม. ในฐานะกลไกอิสระที่ต้องยึดมั่นในหลักการปารีส (Paris Principles)
กสม. แจ้งผลปมคุกคามออนไลน์ “อังคณา-สุณัย” เมินข้อเรียกร้องขบวนผู้หญิง พร้อมเปิด 3 ประเด็นสำคัญที่ถูกปฏิเสธ
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการคุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น แม้ในรายละเอียด กสม. จะระบุว่ามีมติรับเรื่องไว้เพื่อประสานการคุ้มครองสิทธิ และระบุว่ากสม. ได้หารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชนสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการโภควุฒิสภาโดยได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิฯ รวมถึงประสาน กสทช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ช่วยคัดกรองและลบเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง
แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนเชิงธุรการตามปกติ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่ผู้ร้องเคยยื่นเสนอไปก่อนหน้านี้ การที่ กสม. ปฏิเสธที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้ร้องละกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองโดยกลไกสิทธิมนุษยชนระดับสากลในขณะนี้
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ PI ได้ “ยื่นอุทธรณ์” โดยทันที
ล่าสุดขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และPIได้ “ยื่นอุทธรณ์” ต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หลัง กสม. ไม่ดำเนินการตามสามข้อเรียกร้อง
โต้ กสม. ทำหน้าที่ไม่เพียงพอ-แค่สื่อสารเชิงนโยบาย
โดยในหนังสืออุทธรณ์ เครือข่ายฯ ได้โต้แย้งเหตุผลของ กสม. ใน 4 ประเด็นหลัก โดยระบุว่าแถลงการณ์ที่ กสม. เคยออกมาก่อนหน้านี้นั้น เป็นเพียงการกล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไป ไม่ได้เน้นย้ำถึงพันธกรณีของรัฐในการปกป้องนักปกป้องสิทธิฯ ตามปฏิญญาสหประชาชาติ พ.ศ. 2541 และไม่ใช่การใช้อำนาจตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพตาม หลักการปารีส(Paris Principles)
นอกจากนี้ ยังระบุว่าการที่ กสม. อ้างว่าได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภานั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย มิใช่การใช้อำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อออกรายงานและข้อเสนอแนะตามกฎหมาย
ชี้หน่วยงานอื่นทำหน้าที่แล้ว แต่ กสม. กลับละเลยอำนาจหลัก
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และPI ชี้แจงว่าแม้ กสม. จะส่งเรื่องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ แต่หน่วยงานเหล่านั้นมีหน้าที่เพียง “คุ้มครองความปลอดภัย” เท่านั้น ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ “หน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เป็นอำนาจโดยตรงของ กสม. เพียงองค์กรเดียวที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งการประสานงานดังกล่าวไม่อาจทดแทนหน้าที่หลักของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายตามกฎหมายได้
กังวลความปลอดภัยผู้ร้อง หลัง กสม. เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ยินยอม
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เครือข่ายฯ แสดงความกังวลสูงสุดกรณีที่ กสม. ส่งเรื่องให้หน่วยงานอื่นโดย เปิดเผยชื่อองค์กรผู้ร้องโดยมิได้ขอความยินยอม ซึ่งอาจทำให้องค์กรถูกเพ่งเล็งหรือคุกคามจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิฯ จึงเรียกร้องให้ กสม. แสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดนี้
ส่งสำเนาจี้ UN และพันธมิตรระดับโลกจับตา
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และPI ได้ส่งสำเนาหนังสืออุทธรณ์ฉบับนี้ไปยังหน่วยงานระดับสากล ได้แก่ 1. สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2. เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI) 3. สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APF)
การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ เครือข่ายฯ ย้ำว่าเป็นการทำหน้าที่ตามความยินยอมของผู้เสียหาย และเป็นการทวงถามคำมั่นที่ประธาน กสม. เคยให้ไว้ ณ นครเจนีวาในระหว่างสมัยประชุมของ คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW ว่าจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยหวังว่า กสม. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ โปร่งใส และไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ
ด้านปรานม สมวงศ์ จาก PI ระบุว่า “สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ได้มีหน้าที่เพียง ‘ประสานงาน’ แต่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ เปิดเผยความจริง และยืนอยู่ข้างนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามอย่างชัดเจน การปฏิเสธไม่ตรวจสอบกรณีการข่มขู่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกรณีสำคัญนี้ เท่ากับการละเลยพันธกรณีตามหลักการปารีส และคำมั่นที่ให้ไว้ต่อคณะกรรมการ CEDAW อีกทั้งยังส่งสัญญาณอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย”
กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นความปลอดภัยเฉพาะบุคคล แต่เป็นบททดสอบสำคัญของบทบาทและความเป็นอิสระของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก
