สปสช. ชี้แจงบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจุบันมี Protocol การเบิกจ่ายสำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยผู้รับบริการต้องเป็นบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลาย มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ และต้องผ่านกระบวนการประเมินสุขภาพองค์รวมโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมก่อนเข้าสู่บริการ ย้ำไม่ใช่การ “แจกยา” หรือเปิดให้รับยาได้โดยไม่มีข้อบ่งชี้ ข้อมูลการเบิกจ่ายที่ผ่านมาไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่าย

ภาพจาก: Open Access Government
23 มิถุนายน 2569 นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็กนั้น สปสช. ขอชี้แจงว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายที่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว
ทั้งนี้ สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้
“บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว
นพ.นิธิวัชร์ กล่าวว่า ขั้นตอนการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ได้เริ่มจากการให้ยาโดยทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการดูแลเป็นลำดับ ได้แก่ 1. การให้คำปรึกษาสุขภาพองค์รวม ทั้งด้านกาย จิต และสังคม รวมถึงให้ข้อมูลภาพรวมของกระบวนการยืนยันเพศสภาพ 2. การประเมินวินิจฉัยภาวะอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด หรือ Gender Incongruence โดยอ้างอิงเกณฑ์วินิจฉัย gender dysphoria ตาม DSM-5 3. การประเมินสุขภาพองค์รวม 4. การให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ และ 5. การตรวจติดตามหลังให้บริการฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง
รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้บุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการ สามารถเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัยในระบบบริการสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากการซื้อฮอร์โมนใช้เองนอกระบบ และได้รับการติดตามผลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
“สปสช. เข้าใจข้อห่วงกังวลของสังคม โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน จึงขอยืนยันว่า การให้บริการในปัจจุบันมีกรอบกำกับชัดเจน เป็นบริการสำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ต้องผ่านการประเมิน วินิจฉัย ให้คำปรึกษา และติดตามผลโดยบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่การให้ยาอย่างเสรีหรือไม่มีการควบคุม” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว
