“ประชาธิปไตยคือการวิ่งผลัดแห่งความกล้าหาญที่ไม่สิ้นสุด”
คือธีมของการรำลึกวาระครบรอบ 39 ปี June Democratic Struggle หรือการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1987 เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงของเกาหลีใต้
ทุกปีวันที่ 10 มิถุนายนถูกจดจำในฐานะหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ แต่ในปี 2026 คำถามที่ปรากฏในงานรำลึกกลับไม่ได้มุ่งไปที่อดีตเพียงอย่างเดียว
คำถามสำคัญคือ หลังจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผ่านมาหลายทศวรรษ เหตุใดประชาธิปไตยในหลายประเทศจึงยังคงเผชิญความเปราะบาง และเหตุใดคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตยเอง
งานรำลึกปีนี้จัดขึ้นโดยมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี (Korea Democracy Foundation หรือ KDF) องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเก็บรักษาและส่งต่อความทรงจำของขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ แต่บทบาทของ KDF ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบันทึกประวัติศาสตร์ภายในประเทศ

Kim Min-seok นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ร่วมงานรำลึกครบรอบ 39 ปี “June Democratic Struggle” หรือการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1987 ที่พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยเกาหลี กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้



งานรำลึกครบรอบ 39 ปี “June Democratic Struggle” หรือการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1987 ที่พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยเกาหลี กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
KDF Global Alliance Team หน่วยงานภายใต้ KDF ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิชาการ นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมจากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนและความท้าทายร่วมกันของประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21
ในวงเสวนาหลังพิธีรำลึก เสียงจากอินโดนีเซีย มองโกเลีย ไต้หวัน และยุโรป ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายของประชาธิปไตยในปัจจุบันอาจแตกต่างจากยุคที่ผู้คนต้องออกมาต่อสู้บนท้องถนนกับเผด็จการทหารโดยตรง
ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงรถถัง ปืน หรือกฎอัยการศึกอีกต่อไป
หลายครั้งมันมาในรูปแบบของอัลกอริทึม ข้อมูลบิดเบือน ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ความผิดหวังต่อระบบประชาธิปไตยเอง
เมื่อประชาธิปไตยถูกตั้งคำถามเรื่อง ‘ประสิทธิภาพ’

Jenny Winata จาก Indonesia Foreign Policy Community
หนึ่งในข้อสังเกตที่น่าสนใจที่สุดมาจากตัวแทนคนรุ่นใหม่จากอินโดนีเซีย
เจนนี วินาตา (Jenny Winata) จาก Indonesia Foreign Policy Community เสนอว่า ปัญหาในปัจจุบันอาจไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์หรือไม่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะประชาธิปไตยกำลังถูกประเมินจากความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาชีวิตจริงของผู้คน
สำหรับคนรุ่นใหม่ในอินโดนีเซีย คำถามเร่งด่วนไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้กับเผด็จการในอดีต แต่อยู่ที่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย และอนาคตที่ไม่แน่นอน
หากระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ ความผิดหวังของประชาชนก็อาจไหลไปสู่ความเชื่อใน “ผู้นำที่เข้มแข็ง” ซึ่งให้คำมั่นว่าจะจัดการปัญหาได้รวดเร็วกว่าและเด็ดขาดกว่า
ในมุมมองนี้ ความท้าทายของฝ่ายประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเสรีภาพ แต่รวมถึงการพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยสามารถแก้ปัญหาและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนได้จริง
เมื่อพื้นที่การเมืองย้ายเข้าสู่โลกดิจิทัล

Yesukhei Tumurbaatar นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมองโกเลีย
หากอินโดนีเซียตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพของประชาธิปไตย มองโกเลียตั้งคำถามถึงรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล
เยสุเคย์ ทูมูบาตาร์ (Yesukhei Tumurbaatar) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมองโกเลีย (National University of Mongolia) ประเทศมองโกเลีย ชี้ว่า ในอดีต พื้นที่ประชาธิปไตยมักหมายถึงมหาวิทยาลัย สหภาพแรงงาน ถนน หรือพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนสามารถรวมตัว ถกเถียง และสร้างพลังทางการเมืองร่วมกันได้
แต่ในปัจจุบัน พื้นที่เหล่านั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยโซเชียลมีเดีย
ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และเข้าร่วมการรณรงค์ทางสังคมได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ การมีส่วนร่วมเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจริงหรือไม่
ในด้านหนึ่ง พื้นที่ดิจิทัลเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้าถึงการเมือง เปิดโปงการทุจริต และทำให้เสียงของคนรุ่นใหม่ถูกได้ยินมากขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่ง มันอาจทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองได้มีส่วนร่วมแล้ว เพียงเพราะกดแชร์ กดไลก์ หรือแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ไม่ได้เกิดการจัดตั้งทางสังคมหรือการรวมพลังในโลกจริง
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ดิจิทัลยังกลายเป็นสมรภูมิของข้อมูลบิดเบือน การโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามข่าวสารที่ดำเนินผ่านอัลกอริทึม
นักวิชาการจากมองโกเลียยกตัวอย่างว่า ข้อมูลจำนวนมากในโลกออนไลน์ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ความกลัว หรือความโกรธ มากกว่าการสร้างความเข้าใจต่อปัญหาที่ซับซ้อน
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ประชาธิปไตยไม่ได้ต้องต่อสู้เพียงกับการเซ็นเซอร์แบบเดิม แต่ต้องต่อสู้กับระบบเทคโนโลยีที่เป็นผู้กำหนดว่าเสียงใดจะถูกมองเห็น และเสียงใดจะถูกทำให้หายไปจากพื้นที่สาธารณะ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีเสรีภาพในการพูดหรือไม่”
แต่คือ “ใครกำลังควบคุมการมองเห็นของสังคม”
สถาบันแห่งความทรงจำในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย

Dr. Markus Brand นักวิชาการด้านความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน และ KDF Ambassador
ท่ามกลางความท้าทายใหม่เหล่านี้ บทบาทของสถาบันอย่าง Korea Democracy Foundation ถูกพูดถึงอย่างน่าสนใจ
ดร.มาร์คุส แบรนด์ (Dr. Markus Brand) นักวิชาการด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และ KDF Ambassador กล่าวว่าสังคมมักให้ความสำคัญกับรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือสื่อมวลชน ในฐานะสถาบันหลักของประชาธิปไตย
แต่ในความเป็นจริง สถาบันแห่งความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน ศูนย์ข้อมูล หรือองค์กรที่ทำงานด้านประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ก็ควรถูกมองเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย” เช่นเดียวกัน
เพราะหากสังคมลืมว่าประชาธิปไตยได้มาอย่างไร และต้องแลกมาด้วยอะไร ความผูกพันต่อคุณค่าของประชาธิปไตยก็อาจค่อยๆ อ่อนแอลง
นี่อาจเป็นเหตุผลที่เกาหลีใต้ยังคงลงทุนกับการรำลึกเหตุการณ์เดือนมิถุนายน 1987 อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านมาถึง 39 ปีแล้วก็ตาม
ไม้ผลัดที่ยังส่งต่อไม่สิ้นสุด

Lee Jae-oh ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี (KDF)
อี แจโอ (Lee Jae-oh) ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี (KDF) กล่าวในพิธีว่า การปกป้องประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันไม่สามารถดำเนินไปโดยลำพังภายในพรมแดนของแต่ละประเทศได้อีกต่อไป เพราะความท้าทายที่สังคมประชาธิปไตยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบิดเบือน การลดทอนพื้นที่เสรีภาพ หรือการถดถอยของสถาบันประชาธิปไตย ล้วนเป็นปัญหาที่มีลักษณะเชื่อมโยงข้ามพรมแดน
เพราะแม้การต่อสู้ในแต่ละยุคสมัยจะมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่ภารกิจในการรักษาเสรีภาพ ความจริง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังคงเป็นภารกิจเดียวกันเสมอ
