จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอจะออกหมายเรียกตัว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.พรรคกล้าธรรม จังหวัดสงขลา ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงิน, คดีเว็บพนันและเข้าสอบปากคำ และยิ่งกลายเป็นประเด็นเดือดเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากโหวตค้านการส่งตัวชนนพัฒฐ์ให้ดีเอสไอ ด้วยจำนวน 308 เสียง ต่อ 126 เสียง ทำให้สุดท้ายดีเอสไอต้องก็ออกมาบอกว่าจะดำเนินการออกหมายเรียกหลังสมัยประชุม
การที่สภาไม่ส่งตัวชนนพัฒฐ์ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่สภาไม่ยอมส่งตัวทั้งที่ สส.เข้าไปเอี่ยวปมธุรกิจสีเทาที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรม ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองหรือการแสดงความคิดเห็น ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาสังคมกำลังให้ความสำคัญกับอาชญากรรมที่เข้าข่ายการฟอกเงินอยู่ด้วยเพราะยังโยงใยไปถึงอาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ
และ “เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” จากการถูกดำเนินคดียังถูกมองเป็น “อภิสิทธิ์” แบบหนึ่งของนักการเมืองหลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่พอใจนักการเมืองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการถูกเปิดประเด็นอย่าง อาหารกลางวัน เบี้ยเลี้ยง บำนาญ ค่าเทอมบุตรของ สส. (แม้ตอนหลังเรื่องเหล่านี้จะถูกชี้แจงไปหมดแล้วอย่างเรื่องค่าเทอมบุตรก็ไม่ได้ต่างจากข้าราชการอื่นๆ ส่วนอาหารเลี้ยงก็มีความจำเป็นเพื่อให้การประชุมต่อเนื่องแม้ว่าอาจจะแพงไปหน่อย)
อย่างไรก็ตามเรื่อง “เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” นั้นต่างออกไป เพราะความสำคัญของ “เอกสิทธิ์” เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบเพื่อนสมาชิกด้วยกันรวมถึงฝ่ายบริหาร ส่วน “ความคุ้มกัน” ที่เป็นประเด็นยิ่งกว่านั้นกลับเกี่ยวข้องกับสมดุลของเสียงของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาโดยตรง ซึ่งอาจหมายถึงนโยบายและกฎหมายจะผ่านหรือจะคว่ำ ไปจนถึงความอยู่รอดของรัฐบาลก็ขึ้นอยู่กับ “จำนวน” ของสมาชิกรัฐสภาเหล่านี้
“ความคุ้มกัน” ของนักการเมืองไทยครอบคลุมแค่ไหน?
ประเด็นความคุ้มกันทางคดีของสมาชิกรัฐสภาไทยนี้ถูกระบุในรัฐธรรมนูญมาตรา 125 มักถูกจับมารวมกับเรื่อง “เอกสิทธิ์” ของสมาชิกรัฐสภาไทยแต่มักจะนำมารวมกับเรื่อง “เอกสิทธิ์” ในมาตรา 124
มาตรา 124 เป็น “เอกสิทธิ์” ของสมาชิกรัฐสภาที่จะได้รับการคุ้มครองเพียงเพื่อไม่ให้สมาชิกรัฐสภาถูกฟ้องจากการอภิปรายและการลงมติของสมาชิกรัฐสภาที่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงนายกฯ รัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเองเท่านั้น แต่ถ้าสมาชิกรัฐสภาอภิปรายพาดพิงไปถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกสภา ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบเอง
มาตรา 125 คุ้มครองไม่ให้จับกุมคุมขังหรือหมายเรียกสมาชิกรัฐสภาระหว่างการประชุมรัฐสภา
ในกรณีที่มีการขอเบิกตัวจะต้องขออนุญาตจากรัฐสภาก่อนและเอกสิทธิ์การคุ้มครองนี้จะสิ้นสุดเมื่อปิดสมัยประชุมรัฐสภา
สำหรับมาตรา 124 ที่ผ่านมายังไม่มีกรณีที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายสมาชิกในสภาด้วยกันเองแล้วเกิดกรณีฟ้องร้องกัน แต่มีกรณีที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายถึงบุคคลหรือนิติบุคคลภายนอกแล้วถูกฟ้องหมิ่นประมาทอยู่เช่น กรณี เบน สมิธฟ้องรังสิมันต์ โรม กรณีอภิปรายพาดพิงถึงว่าเบนสมิธเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรืออีกกรณีของรังสิมันต์แต่เป็นกรณีที่เขากำลังอภิปรายถึง อุปกิต ปาจรียางกูร ที่ตอนนั้นยังเป็น สว. ว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินแต่เนื่องจากไม่สามารถอภิปรายได้ครบเพราะถูกประธานสภาสั่งปิดไมค์รังสิมันต์จึงออกมาแถลงข่าวในเรื่องที่อภิปรายต่อทำให้ภายหลัง สว.อุปกิตดำเนินการฟ้องหมิ่นประมาท
ส่วนการคุ้มกันตามมาตรา 125 นั้นนอกจากกรณีของชนนพัฒฐ์ที่เป็นคดีเทาๆ แล้ว กรณีล่าสุดที่ถูกยกมาพูดถึงแต่ไม่ทันได้ใช้เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอบอกว่าจะรอหลังหมดสมัยประชุมค่อยออกหนังสือเชิญไปให้ข้อมูล คือ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนที่ถูกโยงไปเกี่ยวข้องคดีเครือข่าย FOREX โดยที่ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าภาวุธมีสถานะอะไรในคดีจะเป็นเพียงพยานหรือจะถูกตั้งข้อหาทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย เพราะดีเอสไอก็บอกว่ายังไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่มาตรา 125 ก็ให้ความคุ้มกันในกรณีถูกออกหมายเรียกไปในฐานะ “ผู้ต้องหา” แล้วเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการออกหมายเรียกเป็นพยานด้วย และในกรณีนี้สังคมก็ตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นหลังจากภาวุธออกมาตั้งประเด็นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อสังคมและเศรษฐกิจที่มีรัฐมนตรีนามสกุล “ชิดชอบ” อย่างไชยชนก ชิดชอบ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีที่ใช้มาตรา 125 กับคดีแสดงออกทางการเมืองอยู่ด้วย เช่น เมื่อ 15 ม.ค.ปี 2563 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเคยมีการลงมติไม่อนุญาตให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายเรียก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วาณิช อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ไปสอบสวนในคดีแฟลชม็อบ “ไม่ถอยไม่ทน” ผลลงมติครั้งนั้นมี สส.ลงมติโหวตให้ถึง 368 เสียง จาก 500 คน
ต้องกล่าวด้วยว่าแฟลชม๊อบดังกล่าวธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ในเวลานั้นเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นัดชุมนุมเมื่อ 14 ธ.ค.2562 เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาเป็นอันดับสองแต่ก็ขึ้นมาได้ด้วยเสียง สว.ถึง 250 เสียงที่ถูกแต่งตั้งไว้ตั้งแต่สมัยพล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทำให้การออกหมายเรียก สส.อนาคตใหม่ด้วยอำนาจที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารถูกกังขาอยู่แล้ว
จากตัวอย่างก็อาจกล่าวได้ว่า “ความคุ้มกัน” สมาชิกรัฐสภาของไทยระหว่างสมัยประชุมที่ผ่านมายังใช้กันอย่างเสมอหน้าอยู่ แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับเสียงในสภาว่าจะมีมติอย่างไรในอนาคต แต่กลไกความคุ้มกันแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในระบอบประชาธิปไตย
ประเทศอื่นให้ “เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน” แค่ไหน?
“เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” เป็นระบบที่มีต้นแบบมาจากรัฐสภาของประเทศอังกฤษ (Bill of rights) ที่ประเทศในระบอบประชาธิปไตยนำไปดัดแปลงใช้ตามแต่ละบริบทของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย
ประเทศฝรั่งเศสที่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่นำแนวคิดเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของอังกฤษมาใช้เพื่อให้สมาชิกสภาทำหน้าที่ได้อย่างอิสระเสรีและป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจอื่นของรัฐ โดยระบุไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ โดยแยกเอกสิทธิ์ 2 ประเภทเป็นการไม่ต้องรับผิดชอบ (irresponsabilité) กับการไม่สามารถละเมิดได้ (inviolabilité)
การไม่ต้องรับผิดชอบ เทียบกันแล้วจะคล้ายกับเอกสิทธิ์ของไทยคือ คุ้มครองสมาชิกสภาจากการถูกฟ้องหมิ่นประมาทระหว่างประชุมสภา โดยการอภิปรายหรือการลงคะแนน คุ้มครองทั้งระหว่างสมัยประชุมสภา และถึงแม้จะพ้นสภาพสมาชิกรัฐสภาก็ไม่สามารถฟ้องย้อนหลังได้
ส่วนการไม่สามารถละเมิดได้ เป็นเหมือนความคุ้มกันของไทย ที่คุ้มครองสมาชิกสภาจากการจับกุมขณะปฎิบัติหน้าที่ โดยขอบเขตอยู่ในขณะดำรงตำแหน่ง แต่การไม่สามารถละเมิดได้นั้นไม่คุ้มครองการจับกุมซึ่งหน้า คล้ายๆ มาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันของไทย โดยสภาสามารถถอดถอนเอกสิทธิ์ผ่านมติโหวตได้
แต่ในทางปฎิบัติแล้ว ผรั่งเศสเองก็เคยถอดถอนการคุ้มครองเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้นำตัวสมาชิกสภาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและใช้อิทธิพลโดยไม่ชอบอยู่เช่นกัน คือกรณีของฟร็องซิซ ปิแนร์ (Francis Szpiner) ที่อัยการร้องขอเพื่อควบคุมตัวไปสอบสวนในคดี โดยทางสำนักงานวุฒิสภาได้ถอนความคุ้มกันตามที่อัยการขอ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า “เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” ทางคดีต่อสมาชิกรัฐสภาอาจยังมีความจำเป็นสำหรับระบอบรัฐสภาไทย หากดูกรณีที่เกิดขึ้นในการเมืองประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถึงอย่างไรก็มีข้อสังเกตว่าความคุ้มกันดังกล่าวควรจะมีขอบเขตแค่ไหน หรือปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่หลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ไทยปรับมาใช้ในระบอบรัฐสภาไทย แต่อยู่ที่ประชาธิปไตยไทยเองที่ลุ่มๆ ดอนๆ ที่การใช้สิทธิเสรีภาพมีความผิดเทียบเท่าการก่ออาชญากรรม
อ้างอิง
- สภาอุ้ม 'ชนนพัฒฐ์' มติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่ส่งตัวให้DSI
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
- คำอธิบายเรื่องเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา,เว็บไซต์รัฐสภา
- รัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศส ค.ศ.1958 (แก้ไข 2008)
- ทำความรู้จัก “เอกสิทธิ์” ของสมาชิกรัฐสภา
- ประชุมสภา ไม่มีกฎหมายห้ามอภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอก แค่ต้องรับผิดชอบเอง
- สภามีมติเอกฉันท์ไม่ส่ง 'ปิยบุตร-ช่อ-พิธา' ให้ตำรวจสอบสวนคดีแฟลชม็อบ
