Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

8 กุมภานี้ คนไทยต้องตัดสินใจอีกครั้งว่า ‘ประเทศควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’ แต่คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่เพียงการ ‘เห็นชอบ’ หรือ ‘ไม่เห็นชอบ' หากคือคำถามพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราพบประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือยัง

ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อำนาจทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่ประชาชนสู่ผู้แทนอย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกออกแบบให้ผ่านกลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหยุด ถ่วง และตัดสินทิศทางการเมืองของประเทศ

สกู๊ปชิ้นนี้ชวนสำรวจการทำงานของวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะ ‘โครงสร้างอำนาจ’ ที่ส่งผลต่อการเมืองในปัจจุบัน และชวนตั้งคำถามว่า ‘ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือยัง’

ที่มาของการทำประชามติ

สาเหตุของการทำประชามติครั้งนี้ มาจากการสำรวจความเห็นประชาชนว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีกลไกหลายประการที่เอื้ออำนาจไปตกอยู่กับกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

โฆษณา - Advertising

ความน่าสงสัยของรัฐธรรมนูญปี 2560 มีความผิดปกติตั้งแต่การทำประชามติครั้งก่อน ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ การตั้งคำถามพ่วงที่ยืดยาวและให้อำนาจ สว.ในการเลือกนายกฯ รวมไปถึงรัฐธรรมนูญที่มีการลดทอนอำนาจของประชาชน นอกจากนั้นยังเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภาและองค์กรอิสระในการกำหนดทิศทางการเมือง

เมื่อดูในมาตราต่างๆ ก็มีการแก้หรือตัดถ้อยคำในหมวดสิทธิให้สั้นลง รวมไปถึงการตั้งหมวด ‘หน้าที่ของรัฐ’ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งนำเนื้อหาที่เคยอยู่ในหมวดสิทธิของปวงชนไทยไปใส่ในหมวดนั้นแทน

อย่างเช่น การย้ายสิทธิเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา หรือสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐ ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องผู้อื่นได้นอกจากรัฐ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย และสร้างผลกระทบให้กับประชาชน

แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ แต่สิ่งที่ประชาชนพบเจอในทางปฏิบัติกลับสวนทาง ตั้งแต่ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยที่กระทบชีวิตประชาชน

เช่น กรณีตึก สตง.ถล่ม เหตุเครนหล่นใส่รถไฟ หรือเครนถล่มที่สะพานพระราม 2 ไปจนถึงปัญหากลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์ ในสายตาประชาชน ยังมองไม่เห็นกระบวนการเอาผิดที่ชัดเจน ขณะที่ความขุ่นเคืองของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เมื่อบางองค์กรได้รับรางวัลด้านความโปร่งใส

ในอีกด้านหนึ่งอุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้นักการเมืองจำนวนไม่น้อยต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า องค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเหล่านี้ โปร่งใสและยืนอยู่ข้างประชาชนหรือเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจเหนือประชาชน

โครงสร้างนี้ทำให้อำนาจเริ่มจากการเบรกการเปลี่ยนแปลงในสภา ค่อยๆ ไหลไปสู่การถ่วงนโยบาย และจบลงที่การตัดสินชะตาทางการเมือง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนที่ไม่สามารถควบคุมกระบวนการเหล่านี้

อำนาจของวุฒิสภาและองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ทำงานแบบโดดๆ แต่ค่อยๆ แสดงบทบาทเป็นลำดับ ตั้งแต่การสกัดการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการตัดสินชะตาทางการเมือง

อำนาจเบรคการเปลี่ยนแปลง (แก้รัฐธรรมนูญ)

ในช่วงแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 บทบาทของวุฒิสภาปรากฏชัดในฐานะ ‘ด่านเบรก’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สว. 2 ชุดล่าสุด มีการร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราหรือทั้งฉบับหลายครั้ง แต่มีมากกว่า 15 ครั้งที่ไม่ผ่านการโหวตของสว. ทั้งนี้ ที่มาของสว. ทั้ง 2 ชุดมีความแตกต่างกัน

โดยสว.ชุดที่ 12 หรือชุดแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะคสช. 250 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก 194 คน มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการคสช. กลุ่มที่สอง 50 คน มาจากการเลือกกันเอง โดยให้กกต. จัดให้มีการเลือก และกลุ่มที่สาม 6 คน สว. โดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ส่วน สว. ชุดที่ 13 หรือ สว. ชุดล่าสุด มาจากการเลือกกันเอง 200 คน 20 กลุ่มอาชีพ โดยมีวิธีการคัดเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งในรอบระดับประเทศ จะเลือกผู้สมัครที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุด 10 อันดับแรกของแต่ละกลุ่ม เข้ามารับหน้าที่สว.

ตามมาตรา 256 (3) กำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา และต้องมีเสียงวุฒิสภาเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งกลายเป็นกลไกที่เปิดช่องให้ สว. ใช้อำนาจเบรกการเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง

โดยสว.ชุดแรก ของรัฐธรรมนูญ 2560 มีการโหวตร่างแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่มีหลายร่างที่ไม่ผ่านเห็นชอบ เนื่องจากเสียงของสว. ไม่ถึง 1 ใน 3

อย่างเช่น ร่างแก้รัฐธรรมนูญ เสนอโดยพรรคเพื่อไทย มีเสียงเห็นชอบถึง 521 เสียง แต่มีเสียงสว. ที่เห็นชอบเพียง 60 เสียง ซึ่งไม่ถึง 1 ใน 3  หรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ตัดอำนาจ สว. เสนอโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในปี 2564 ที่ไม่ผ่านเสียงสว. เช่นกัน

ร่างแก้ส่วนใหญ่ที่ไม่ผ่านในรัฐบาลปี 2562 มักเป็นร่างที่มีการขอตัดหรือแก้มาตรา 272 (สว.โหวตนายก) หรือมาตรา 159 แม้มาตรา 272 จะสิ้นสุดการบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีหลายมาตราที่เพิ่มอำนาจให้สว. เช่น มาตรา 256 (สว.โหวตแก้รธน.) เป็นต้น

ขณะที่ สว. ชุดล่าสุด มีการโหวตไม่เห็นชอบหลายครั้ง แต่เมื่อวันที่ 10-11 ธ.ค. 2568 มีพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา วาระที่ 2  โดยมีการลงมติร่างมาตรา 256/1 และมาตรา 256/5 ซึ่งเป็นการกำหนดที่มาของผู้จะมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 และลงมติร่างมาตรา 256/26 ที่เกี่ยวกับการวางกรอบเนื้อหาในการจัดทำรัฐธรรมนูญไว้ 10 ประการ นอกจากนี้ยังมีการเสนอญัตติด่วนให้มีการทำประชามติ และเห็นชอบห้ามแก้หมวด 1-2 ก่อนจะมีการประกาศยุบสภาในวัน 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนจะเลือก สส. มาพัฒนาประเทศ แก้กฎหมาย หรือผลักดันประเทศ อย่างไรก็ตาม เสียงของพวกเขายังคงแพ้ให้กับคนที่พวกเขาไม่ได้เลือก 

ใช้อำนาจถ่วงรั้งกฎหมาย 

การออกพระราชบัญญัติต่างๆ (พ.ร.บ.) แม้จะผ่านสภาล่างมาได้ แต่ด่านสุดท้ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคือ สว. ซึ่งหากไม่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ที่สภาล่างเสนอ สามารถยับยั้ง พ.ร.บ.ได้นานถึง 180 วัน

โดยร่าง พ.ร.บ. ที่พบความผิดปกติในกระบวนการมีหลายฉบับ อย่างเช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 เดือนกว่าจะสำเร็จ เพราะกรรมาธิการวุฒิสภา (กมธ.) มีการแก้เนื้อหาให้คล้ายกับร่างที่ครม.เสนอ ซึ่งกมธ.สภาผู้แทนราษฎรมีมติแก้ไขกันไปแล้ว จนเกิดการตั้งกมธ.ร่วม เพื่อพิจารณากฎหมายร่วมกันและผ่านในที่สุด

หรือร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ประชาชนพยายามเรียกร้องกันมาหลายปี เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่าน สว. มีการรับร่างจาก สส.มาตรวจสอบต่อ แต่มีความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการถ่วงเวลาด้วยการขยายเวลาพิจารณาเพิ่ม 30 วัน หรือเริ่มประชุมครั้งแรกของกมธ. ต้องรอราว 2 สัปดาห์ หลังจากตั้งกมธ. ด้วยเหตุผลว่าให้เวลากลับไปทบทวนข้อมูลอย่างถี่ถ้วน พร้อมกำหนดรูปแบบการประชุมเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งที่สามารถเสร็จสิ้นได้ภายใน 30 วันแรก

การหยุดชะงักของพ.ร.บ.อากาศสะอาด ส่งผลให้ประชาชนที่กำลังเผชิญฝุ่นในตอนนี้ ต้องรออากาศที่ดีต่อไป แม้นโยบายในการแก้ฝุ่นจะมีอยู่มาก แต่ทั้งสภาและประชาชนเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นทางออกของฝันร้ายนี้อย่างแท้จริง

อำนาจเลือก (หรือสกัด) กรรมการองค์กรอิสระ

นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญและตรวจสอบร่างพ.ร.บ. วุฒิสภายังถือครองอำนาจเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด คือการคัดเลือกบุคคลในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยตรง ข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภาพบว่า สว.ชุดล่าสุดมีการเห็นชอบผู้สมัครองค์กรอิสระ 30 คน และไม่เห็นชอบผู้สมัครองค์กรอิสระ 8 คน

ตำแหน่ง

ชื่อ

ความเห็น

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 15 คน

 

ผึ้งรวง ประเสริฐพานิชการ

ประเวศ รักษพล

วิชญ์ชัย ธรรมประดิษฐ์

อนุชา ฮุนสวัสดิกุล

ศรัณยู โพธิรัชตางกูร 

สุทธิมา พิพัฒน์พิบูลย์

วิสูตร วัจนะเสถียรกุล

สิรภัทร โชควิเศษชัยสิทธิ์

เชี่ยวชาญ สุขช่วย

ประศักดิ์ ศิริพานิช

อมรา สัจจาสัย

จำกัด ชุมพลวงศ์

สินิทธ์ สินิทธานนท์

ไพรัช โตสวัสดิ์

มาเรียม วิมลธร

เห็นชอบ
อัยการสูงสุด 2 คน

ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ

อิทธิพร แก้วทิพย์

เห็นชอบ
ประธานศาลปกครองสูงสุด 1 คนประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภเห็นชอบ

กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 4 คน

 

เกล็ดนที มโนสันติ์

พรพิมล นิลทจันทร์

ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังสี

เฉลิมพล เพ็ญสูตร

เห็นชอบ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 3 คน

เพียรศักดิ์ สมบัติทอง

 สุชาติ สุนทรีเกษม

มนูภาน ยศธแสนย์

เห็นชอบ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คนสราวุธ ทรงศิวิไลเห็นชอบ
กรรมการการเลือกตั้ง 3 คน

ณรงค์ กลั่นวารินทร์

อนันต์ สุวรรณรัตน์

ณรงค์ รักร้อย

เห็นชอบ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คนพลตำรวจโท สรายุทธ สงวนโภคัยเห็นชอบ
กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2 คน

พศุตม์ณิชา จำปาเทศ

นิวัติไชย เกษมมงคล

ไม่เห็นชอบ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คนรื่นวดี สุวรรณมงคลไม่เห็นชอบ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คน

ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี 

ชาตรี อรรจนานันท์

ร้อยตำรวจเอก สุธรรม เชื้อประกอบกิจ

ไม่เห็นชอบ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2 คน

ประกอบ ลีนะเปสนันท์ 

ประจวบ ตันตินนท์

ไม่เห็นชอบ

 

ขณะเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายตำแหน่งกำลังจะหมดวาระในปีนี้มีจำนวน 5 คน ส่วน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แม้ครบวาระแล้วเมื่อปี 2567 เนื่องจากยังไม่สามารถสรรหาคนแทนใหม่ได้ จึงต้องรักษาการณ์ต่อไป 

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงที่มา ความชอบธรรม และแนวคิดของผู้ที่จะเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาทางการเมืองไทยในอนาคต และน่าสนใจว่าได้ขั้วไหนของการเมืองมาทำงานต่อ

อำนาจตัดเกมการเมือง (ศาลรัฐธรรมนูญ)

ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ ปี 2550 ประชาชนมีสิทธิในการถอดถอนองค์กรอิสระผ่านการรวบรวมชื่อได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 อำนาจส่วนนี้ของประชาชนหายไป และถูกย้ายไปให้องค์อิสระแทน โดยใช้เกณฑ์มาตราฐานทางจริยธรรมเป็นการตัดสิน

เมื่อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญถูกจัดวางโดยกระบวนการที่มีบทบาทใช้อำนาจตัดสิทธินักการเมือง ยุบพรรค และปลดนายกฯ จึงกลายเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการใช้อำนาจที่ส่งผลโดยตรงต่อรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ในปี 2566 สว. มีอำนาจการโหวตนายกรัฐมนตรีปีสุดท้าย ซึ่งพรรคก้าวไกล เสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้าย ไม่ผ่านเสียงโหวตเพราะขาดเสียงสว. แม้จะมีการเสนอซ้ำ ยังคงไม่ผ่านโหวตเหมือนเดิม 

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะตอนปี 2562 เหล่าสว. พากันเทคะแนนโหวตไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จนได้เป็นนายกฯต่อจากการยึดอำนาจมา

หากมองไปที่การตัดสิทธินักการเมือง ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เหล่าองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธินักการเมืองมากกว่า 290 คน แม้บางครั้งจะสมเหตุสมผล แต่ก็มีหลายครั้งที่ประชาชนมองว่าองค์กรอิสระใช้อำนาจเกินความจำเป็น

นักเมืองที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีพ

  • ปารีณา ไกรคุปต์ จากกรณีเข้ายึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. เมื่อ 18 ปีก่อน
  • กนกวรรณ วิลาวัลย์ จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐออกโฉนดที่ดินรุกป่าเขาใหญ่ซึ่งกรณีเกิดขึ้นนานแล้ว
  • ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ จากกรณีถูกกล่าวหาเสียบบัตรลงคะแนนแทนผู้อื่น
  • อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ จากกรณีเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท จากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแลกกับการผ่านงบประมาณ 6 ม.ค. 2566
  • ฉลอง เทิดวีระพงศ์ ภูมิศิษฏ์ คงมี และนาที รัชกิจประการ จากกรณีเสียบบัตร สส. แทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือน ม.ค. 2563
  • พรรณิการ์ วานิช จากการโพสต์พาดพิงสถาบันฯ จึงมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์ลงรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป

รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่ปลดจากตำแหน่ง

  • เศรษฐา ทวีสิน จากกรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ถือว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม
  • แพทองธาร ชินวัตร จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับอดีตนายกฯ กัมพูชา ถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง
  • ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี
  • สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้สมชายที่รักษาการหัวหน้าพรรคถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง
  • สมัคร สุนทรเวช จากการเป็นพิธีกรรายการ ‘ชิมไป บ่นไป’

การยุบพรรคการเมือง

นับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน มีการยุบพรรคการเมืองไปทั้งสิ้น 109 พรรค แม้ส่วนใหญ่จะถูกยุบเพราะ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือการจัดทำบันทึกการประชุมไม่ทันเวลาที่กำหนด แต่ก็มีหลายไม่ได้ยุบด้วยเหตุผลเหล่านี้

เช่น การยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจปล่อยเงินกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ถูกยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคทั้ง 16 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี 

แม้ต่อมาจะก่อตั้งพรรคก้าวไกลขึ้นมาใหม่ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดจากการยุบพรรคด้วยเหตุผลการแก้มาตรา 112 อาจเป็นปฏิปักษ์กับสถาบัน ส่งผลให้ถูกยุบพรรคและกรรมาธิการพรรคถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี รวมไปถึงกรณี 44 สส.ก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 หากมีกระบวนการไปถึงศาลฎีกา โทษอาจหนักไปขั้นตัดสิทธิทางการเมือง ‘ตลอดชีวิต’

แม้จะมีการยุบพรรคกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งก็เห็นถึงการลุกขึ้นสู้ใหม่ทุกครั้ง อย่างการยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลก็กลายมาเป็นพรรคประชาชน หรือการยุบพรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชน ก็กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยที่เห็นกันในปัจจุบัน

แม้มาตรฐานจริยธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้เกิดกับนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่กระทบต่อประชาชนทั้งประเทศที่ต้องอยู่กับรัฐบาลซึ่งอาจถูก ‘ช็อต’ ได้ทุกเมื่อ

ไปต่อหรือพอแค่นี้

หากจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มาจากตัวบุคคลที่ทำผิดกฎหมายก็อาจจะบอกได้ แต่หากจะบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ผิด ก็คงจะไม่ถูกเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป จนเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายถูกมองว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้ในการยุบพรรค ส่วนใหญ่จะเป็นสาเหตุจากการไม่สามารถหาผู้สมัครได้ครบ ไม่สามารถจัดตั้งสาขาย่อยในแต่ละภาคได้ทันเวลา หรือการทำบัญชีหรือตารางการทำงานทันตามเวลาที่กำหนด

แต่บางพรรคที่ถูกยุบด้วยเหตุผลอื่น ทำให้สาธารณชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของกระบวนการตัดสิน จนอำนาจที่ควรจะใช้กับคนผิด กลับมาอยู่ใช้กับคนที่เห็นต่าง 

การยุบพรรคหนึ่งพรรค อาจเป็นการลงโทษนักการเมืองไม่กี่คน แต่ในความเป็นจริง มันคือการลบเสียงของประชาชนหลายล้านคนออกจากสมการการเมือง ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ผลลัพธ์สามารถถูกลบได้ด้วยคำวินิจฉัยไม่กี่หน้า

ยังไม่รวมตัวบทกฎหมาย ที่มีการย้ายสิทธิหลายอย่างในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ จนทำให้สิทธิที่ควรได้รับ กลายเป็นหน้าที่ใครบางคน หรือผูกให้ทุกรัฐบาลต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

หรือความไม่เสถียรภาพผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2540 มีนายกฯทั้งหมด 12 คน แต่มีเพียง 2 คนที่อยู่ครบวาระ และมีถึง 6 คน อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 400 วันด้วยซ้ำ ขณะที่มี 5 จาก 12 คน ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดจากตำแหน่ง

หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ปัญหาเหล่านี้จะยังคงอยู่ ปัญหานายกฯสามารถเด้งออกได้ตลอดเวลา ปัญหาการแทรกแซงของสว. ปัญหาการยุบพรรค การคอร์รัปชัน และอีกมากมาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จบลงที่รายงานหรือคำชี้แจง แต่ตกอยู่กับชีวิตของประชาชนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ อาจไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นคำถามที่ประชาชนทุกคนต้องตอบตัวเองว่า ‘อยากได้อำนาจที่เคยเป็นของเรา กลับคืนมาหรือไม่’ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย หากคือเส้นแบ่งว่าใครคือผู้มีอำนาจตัดสินใจในประเทศนี้

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising