Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” สะท้อนปัญหาที่ไทยกำลังได้รับผลกระทบด้านพลังงานจากวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งด้านราคาและความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเสนอแนวทางให้รัฐไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานของไทยไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีความเสถียรทางราคามากกว่า เพื่อให้ไทยมีความพร้อมรับมือวิกฤติที่อาจจะมาอีกในอนาคตและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพิ่มความสามารถในการต่อรองในการเมืองโลก

เมื่อ 12 มี.ค.2569 ที่ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) มีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวทางการรับมือวิกฤติที่กำลังจะมาในอนาคตทั้งสงครามและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

งานครั้งนี้จัดโดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย ในงานมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100)

วิกฤติจะจบเมื่อไหร่ กระทบใครแล้วบ้าง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่าคำถามว่าสถานการณ์สงครามจะยาวแค่ไหนเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากเพราะ ณ วันนี้คนก็ประเมินแล้วว่าอาจจะถึงสองเดือน แม้ว่าอาทิตย์ก่อนจะคุยกันว่าคงจบภายในหนึ่งเดือน

คำถามที่สำคัญกว่าในมุมของพิพัฒน์ คือราคาน้ำมันจะขึ้นสูงอยู่นานแค่ไหน ช่องแคบฮอร์มุชจะถูกปิดอยู่นานหรือไม่ และโครงสร้างการผลิตน้ำมันในภูมิภาคจะถูกทำลายมากแค่ไหน และจะมีปริมาณน้ำมันเข้ามาทดแทนที่ถูกใช้ไปได้เพียงพอหรือไม่

สำหรับความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเพราะสงครามเพิ่งเริ่มมาได้ 10 วัน แต่เขาประเมินว่าจะกระทบไทยใน 3 ช่องทางและเป็นผลกระทบที่เกิดจากราคาพลังงานที่พุ่งเร็วมากจาก 60 เหรียญ/บาเรล มาเป็นประมาณ 100 เหรียญ/บาเรล

ช่องทางแรก ท่องเที่ยวเพราะปีนี้ไทยหวังว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องจักรหลักในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะราคาน้ำมันก็จะทำให้ค่าตั๋วเดินทางเพิ่มคนก็จะต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางดีหรือไม่ และเรื่องนี้จะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ช่องทางที่ 2 คือการค้าโลกเพราะตอนนี้ค่าระวางเรือก็ขึ้นแล้วค่าประกันภัยก็ขึ้น โดยเปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่การค้าไทยก็โตเพิ่มขึ้นได้แม้จะเจอปัญหาภาษีทรัมป์ แต่ความรู้สึกในวันนี้การค้าขายก็มีปัญหา รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้กระทั่งธุรกิจ AI ในสหรัฐฯ ที่ประเมินกันเมื่อปีที่แล้วว่าจะเติบโตขึ้นก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นด้วยทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรม AI ก็แพงขึ้นด้วย

ช่องทางที่ 3 คือการบริโภคของคนในประเทศ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันเมื่อเทียบกับจีดีพีสูงที่สุดในอาเซียนซึ่งหมายถึงไทยพึ่งพาพลังงานในการผลิตเยอะและใช้พลังงานไม่คุ้มหรือไม่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มจีดีพีหนึ่งหน่วย และเราก็พึ่งพาพลังงานน้ำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 50-60% ก็จะกลายเป็นปัญหาเพราะเมื่อราคาน้ำมันที่ปั๊มสูงขึ้นก็กระทบต่อรายได้ของประชาชนด้วย

นอกจากเรื่องราคาที่สูงขึ้นยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบด้วย เช่น โรงงานปิโตรเคมีที่ไม่มีวัตถุดิบอย่างก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไนโตรเจนซึ่งเป็นวัตถุดิบของปุ๋ยยูเรีย และจะส่งผลให้สินค้าแพงขึ้นเพราะต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเหล่านี้จะยาวนานแค่ไหนก็ขึ้นกับสถานการณ์ของสงครามด้วยเพราะหากสงครามจบได้เร็วการผลิตก็จะฟื้นกลับมาได้เร็วด้วยเพราะการผลิตสารที่เป็นวัตถุดิบแต่ละขั้นตอนจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ทั้งนี้พิพัฒน์ก็เห็นว่าตอนนี้ก็มี 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้คือ 

  1. สงครามจบเร็วคือประมาณ 1 เดือนก็ยังถือว่าเร็ว
  2. สงครามยืดเยื้อ แต่ว่าสงครามไม่ขยายตัวและไม่มีการทำลายโครงสร้างพลังงานที่มากเกินไป เพราะต่อให้ช่องแคบฮอร์มุชปิดไปแต่เมื่อเปิดกลับมาก็ยังมีน้ำมันออกมาได้หลังระบบการผลิตกลับมาทำงานอีกครั้งได้ค่อนข้างเร็ว
  3. กรณีที่ร้ายที่สุดคือ กลายเป็นสงครามที่เลิกไม่ได้ช่องแคบฮอร์มุชไม่เปิด และโครงสร้างการผลิตน้ำมันถูกทำลายไปจำนวนมากก็จะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติ 

อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ยังยืนยันว่าสงครามนี้ยังคาดเดาได้ยากเพราะตัวเขาเองไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายยังเหลืออาวุธและศักยภาพการรบแค่ไหน 

เขามองว่า ความต้องการของสหรัฐฯ และอิสราเอลคืออิหร่านไม่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกเพราะหากอิหร่านผลิตได้อิสราเอลก็จะเป็นเป้าหมายแรกแน่นอน ก็มีคำถามว่าความต้องการของสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังมีเรื่องนี้อยู่อีกหรือไม่ และถ้าอิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์สงครามก็จะจบ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ก็ยังมีเป้าหมายที่ต้องการทำลายโรงงานผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านและถ้าทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านเปลี่ยนได้ก็จะดี

ส่วนทางอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการทนกับการโจมตีให้นานที่สุดและทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดถ้าสหรัฐฯ อิสราเอลยิ่งยิงมาเยอะสงครามนี้ก็จะยิ่งจบช้าแล้วเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกเหมือนใช้เป็นตัวประกัน อีกทั้งสหรัฐฯ เองราคาน้ำมันตอนนี้ก็ขึ้นไปแล้วและยังใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องหาทางประกาศชัยชนะในสงครามนี้ให้ได้เร็วที่สุดและลดราคาน้ำมัน ทำให้ตอนนี้ยังหาจุดร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้

รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในมุมมองของเขาวิกฤติครั้งนี้มีทั้งส่วนที่จะจบได้ช้าและจบได้เร็ว ส่วนที่จะจบเร็วคือผลกระทบหลักจะมีไม่นานเพราะอิหร่านเองในฐานะเป็นประเทศส่งออกน้ำมันในตลาดภูมิภาคเหมือนกันทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่กระทบอิหร่านเองเหมือนกันยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปก็ยิ่งมีผลกระทบกับรายได้จากน้ำมันของอิหร่านเหมือนกัน และอิหร่านเองก็ยื่นข้อเสนอมาแล้วว่าจะยุติได้ต้องมีเงื่อนไขแล้ว

ส่วนที่จะอยู่นานก็คืออาจจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคซึมยาว สหรัฐฯ เองก็เตรียมการมาก่อนแล้วเพราะหากย้อนไปดูเมื่อ 2-3 ไตรมาสที่แล้วก็มีการเตรียมการบุกเวนาซุเอลาซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันที่ทางสหรัฐฯ ได้หาทางควบคุมไว้แล้วและตลอด 10 ปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนตัวเองจากประเทศนำเข้าน้ำมันกลายเป็นประเทศส่งออกน้ำมันเรียบร้อยแล้ว การจะทำให้สงครามยืดเยื้อก็คงยาก

รักไทยกล่าวว่าสำหรับอิหร่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สร้างความเสียหายต่อธุรกิจพลังงานแล้วและได้ส่งสัญญาณว่ากำลังควบคุมพื้นที่นี้อยู่เป็นตัวประกัน แต่อิหร่านเองก็ถูกคว่ำบาตรมาตั้งแต่ปี 2020 แล้วเมื่อเกิดสงครามแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียก็จะต้องหาทางลงให้กับสถานการณ์

ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende กล่าวว่าตอนนี้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นที่โครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางที่เป็นแหล่ง LNG สำคัญที่นำเข้ามาในเอเชีย ทำให้โครงสร้างการผลิตต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แม้ว่าต่อให้สงครามจบเร็วก็ยังต้องใช้เวลา 2-3 เดือนในการฟื้นกลับมา 

ทั้งนี้ศุภวรรณมองว่า ผลกระทบต่อตลาด LNG อาจจะไม่ได้รุนแรงเท่ากับสงครามมยูเครน-รัสเซียเมื่อปี 2022 เพราะตอนนั้นประเทศในยุโรปเลิกซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียแล้วหันมาซื้อจากตลาดโลกแทนทำให้ราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในเอเชียขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูคิดเป็นประมาณ 187% ทำให้ค่าไฟไทยสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 4.72 บาท แต่ตอนนั้นเมื่อราคาสูงขึ้นแล้วสหรัฐฯ กับกาตาร์ก็ผลิตเพิ่มทำให้ราคาลดลง แต่เมื่อเกิดสงครามเกิดขึ้นในตะวันออกกลางเกิดขึ้นครั้งนี้ก็ทำให้ราคาในสัญญาล่วงหน้าขึ้นจาก 11-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขึ้นไปถึง 20 ดอลลาร์แล้ว

หัวหน้า Agora กล่าวว่าวิกฤติเหล่านี้ทำให้เห็นแล้วว่าในอนาคตอาจจะเกิดวิกฤติราคาพลังงานแบบนี้ได้บ่อยขึ้นอีกและเกิดผลกระทบที่ยาวนานกว่าตัวสงครามเอง นอกจากนั้นภัยแล้งที่จะกระทบต่อการขนส่งในคลองปานามาก็จะทำให้การขนส่งพลังงานจากสหรัฐฯ ก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น ไทยจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงนอกจากการขึ้นลงของราคาตามวัฏจักรของตลาดเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเมื่อเกิดวิกฤติแล้วไม่ได้ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นแค่ 10-20% เท่านั้น และจากกรณีเมื่อปี 2022 ก็ทำให้หนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีหนี้อยู่แสนกว่าล้านบาทแล้วก็ไม่ได้หายไปไหนแต่ถูกใส่เข้ามาในค่าไฟอยู่ดีตามโครงสร้างราคาไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตจนถึงปี 2030 ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในการวางแผนภาคพลังงานของไทย

อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สำหรับเขาแล้วมองว่าสงครามคงไม่จบ เพราะว่าสงครามครั้งนี้เหมือนทำให้เห็นว่าโลกได้ย้อนยุคไปสู่กฎแห่งป่า ทั้งการลักตัวผู้นำประเทศไปจนถึงการฆ่าครอบครัวผู้นำและจะเป็นเรื่องฝังลึก เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าที่ประเทศไทยไม่จัดการเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักให้มากและวิกฤติแบบนี้จะมาเป็นระลอกแค่จะเบาหรือแรง เราไม่มีหน้าที่โวยวายกับใครแต่ต้องโวยวายกับคนในประเทศตัวเองว่าการไม่เตรียมพร้อมและพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด แล้วยังวางแผนโครงสร้างพลังงานแบบเดิมไทยก็จะสาหัสกว่านี้อีกในอนาคตแน่ๆ เราต้องวางแผนให้กับประเทศเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่มีวันจบ

ไทยต้องกระจายความเสี่ยงทั้งการทูตและพลังงาน

พิพัฒน์ กล่าวว่าคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันในช่วงนี้คือ Deglobalization เพราะถ้าย้อนกลับไปโลก… ในสภาวะไม่ปกติคือตั้งแต่สงครามเย็นจบแล้วมีผู้ชนะที่ชัดเจนคือ สหรัฐฯ และยุโรป แล้วก็มีทั้งกติการะหว่างประเทศและระเบียบโลก มีองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้ง IMF และธนาคารโลก  WTO และก็เชื่อว่าปัญหาต่างๆ จะสามารถจัดการ 

แต่วันหนึ่งสิ่งนี้ก็มีคนมาท้าทายอย่างจีนที่เข้ามาใน WTO แล้วกลายเป็นผู้ชนะในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ตามมา หรือรัสเซียทำให้กติการะหว่างประเทศไม่เป็นประโยชน์กับผู้ชนะเดิมอีกต่อไปและสามารถยอมให้จีนมาท้าทายได้ 

ทำให้ตอนนี้กติการะหว่างประเทศและระเบียบโลกเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เห็นได้ทั้งจากกรณีทรัมป์ขึ้นภาษีโดยไม่บอกใคร การบุกเข้าไปจับผู้นำในเวเนซูเอลา และการไปทิ้งระเบิดใส่ประเทศที่ไม่ได้โจมตีใส่สหรัฐฯ ก่อน 

“ทำให้เกิดคำถามว่าทุกวันนี้ใครเป็นผู้บังคับใช้(กติกาและระเบียบโลก) เพราะผู้บังคับใช้ลุยเองใครจะว่าอะไร” นักเศรษฐศาสตร์จากเกียรตินาคินภัทกล่าว

ทำให้คำถามว่าไทยจะเลือกอยู่กับฝ่ายไหนดีวันนี้ที่สหรัฐฯ เองก็เป็นประเทศที่มีกำลังทหารมากที่สุด ใครไม่เข้าข้างก็ไล่ออกจากกลุ่ม แล้วไทยเองที่ผ่านมาก็ออกห่างมาจากสหรัฐฯ และประเทศโลกตะวันตกเอนเอียงเข้าหาจีนมาระยะหนึ่งแล้วทำให้สหรัฐฯ ก็ไม่ได้มองเราเป็นมหามิตรและวางใจไทยเต็มที่ ส่วนจีนเราก็ไม่รู้ว่ามองไทยอย่างไร 

“เราไม่เลือกข้าง แต่ปัญหาคือพอเราไม่เลือกข้างก็ไม่มีใครเลือกเรา ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการกระจาย(ความสัมพันธ์ทางการทูต)”   

พิพัฒน์มองว่าไทยเองต้องหาว่าจุดแข็งของประเทศไทยคืออะไรแล้วก็ไปจับกับหลายกลุ่มมากขึ้นไม่ใช่การไปเจรจากับมหาอำนาจแล้วก็แพ้ตลอดเวลา แต่ไทยต้องทำให้ตัวเองใหญ่ขึ้นแล้วก็สามารถมีอะไรไปเจรจาแลกเปลี่ยนกับมหาอำนาจได้ หรือการจับมือกับอาเซียนเอง(ที่แม้ว่าตอนนี้ไทยจะยังทะเลาะกับประเทศอื่นอยู่) แต่ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ไปเจรจาไทยก็อาจจะมีทางรอด 

รักไทย โครงสร้างราคาน้ำมันไม่สะท้อนความเป็นจริงเพราะการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาลที่รวมทั้งหมด อย่างเช่น ดีเซลที่หากจะเป็นการอุดหนุนภาคขนส่งก็พอเข้าใจได้ แต่คนที่ใช้รถหรูบางประเภทที่ใช้ดีเซลก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งเขาเห็นว่ารัฐควรเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานเป็นรายภาคส่วน นอกจากนั้นไทยยังไม่ได้เตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้มีการใช้งานทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น LNG ไฟฟ้า หรือไฮโดรเจน 

รักไทยให้ข้อมูลว่าไทยนำเข้าน้ำมัน 90% แก๊สธรรมชาติผลิตได้เอง 70% จากอ่าวไทย ดังนั้นสถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเกิดผลกระทบในส่วนของการนำเข้าน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็คงไม่สูงไปกว่า 100-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล ถ้าถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลคงเป็นไปได้ยากและถ้าถึงก็คงเป็นเวลาไม่กี่วัน เพราะว่าถ้าราคาน้ำมันเกินกรอบ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลจะทำให้คนหยุดใช้น้ำมันและสร้างสภาพบังคับให้เร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนเต็มตัวซึ่งประเทศค้าน้ำมันหรือประเทศมหาอำนาจไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ 

อย่างไรก็ตามกรณีของไทยมีความเปราะบางในเรื่องแหล่งพลังงาน ที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเอามาใช้ไม่ได้ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญแม้ว่าไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะพร้อม ทำให้ทางเลือกในการหาแหล่งน้ำมันของไทยเหลือแค่ฝั่งอันดามันที่ยังมีความเป็นไปได้และคาดการณ์ว่าจะมีอยู่มหาศาล ก็คงต้องมีการวางแผนเพราะไทยก็คงไม่นำเข้าไปตลอดกาลแต่ต้องอยู่หยุดนำเข้าหรือนำเข้าน้อยลงแล้วเปลี่ยนไปสู่พลังงานทดแทน และทำให้ประเทศมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ไฮโดรเจน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor - SMR) หรือ LNG 

รักไทยมองว่าในการมองหาแหล่งพลังงานสำหรับไทยแล้วนอกจากตะวันออกกลางก็ยังมีประเทศในทวีปอเมริกาใต้อย่างเช่น อาเจนติน่าหรือบราซิล เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับไทยพร้อมที่เจรจาด้วยอีกทั้งมีแหล่งพลังงานสูงมาก แต่ก็มีปัญหาว่าเป็นน้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude) ซึ่งโรงกลั่นของไทยถูกออกแบบมาจำกัดสำหรับน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ก็จะต้องปรับปรุงระบบโรงกลั่นของไทยให้รองรับน้ำมันดิบหนักเพิ่มจากแหล่งอื่นๆ เพิ่ม

นอกจากนั้นไทยเองก็ต้องยอมรับความจริงว่าจะไม่กลายเป็นประเทศส่งออกน้ำมันภายใน 5 - 10 ปีอยู่แล้ว นโยบายทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานก็ต้องวางนโยบายเป็นกลางถ้ามีใครที่จะเป็นแหล่งพลังงานให้ไทยก็รับหมด ทำให้ไทยเองก็ต้องหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพราะก็มีหลายประเทศที่ทำได้แล้วอย่างสเปน หรือโปรตุเกส ทำให้ประเทศที่มีความมั่นคงพลังงานสามารถที่จะเห็นแย้งกับประเทศมหาอำนาจได้เพราะทุกสงครามมีเรื่องพลังงานมาเกี่ยวข้อง ถ้าไทยไม่มีความมั่นคงทางพลังงานก็ไม่สามารถแข็งข้อกับใครได้ 

“ไทยยังมีศักยภาพที่ดีในวันนี้ที่จะเปลี่ยนจากการนำเข้า(เชื้อเพลิง) ไปสู่การลดนำเข้า แต่ว่าก็ต้องเป็นรูปธรรม มีแบบแผน และเรื่องสำคัญในความเห็นส่วนตัวก็คือการอุดหนุนดีเซลไม่สะท้อนความเป็นจริง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง คนก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม” 

รักไทยเห็นว่าถ้าจะต้องเอาเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนราคาน้ำมัน ไปทำนโยบายเปลี่ยนหัวรถจักรใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นแทนเช่น ไฮโดรเจนหรือ LNG หรือไฟฟ้า หรือทำโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะกับพลังงานหมุนเวียน แทนดีกว่า หรือเร่งการสำรวจน้ำมันฝั่งทะเลอันดามันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมในะระยะสั้นประมาณ 3-5 ปี 

ศุภวรรณ กล่าวว่าที่ไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามนี้เพราะเรายังพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่นำเข้ามาอยู่ถึง 30% เมื่อปี 2022 ไทยนำเข้าอยู่ที่ 8.5 ล้านตัน ปีนี้ไทยอาจจะยังต้องนำเข้ามาอีก 12 ล้านตัน 

“ทุกๆ ปีที่เราจะต้องพึ่งพานำเข้า LNG มากขึ้นความเสี่ยงของเราจะยิ่งมากขึ้นตามจากความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก ความท้าทายความยากคือใครจะมาคาดการณ์ได้ว่า ราคาของตลาดโลกจะเป็นเท่าไหร่ ใครจะคาดการณ์วิกฤตการณ์ที่เกิดจากทั้งสงคราม ทั้งการเงินการค้า รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่มีโอกาสจะกระทบอย่างคลองปานามาที่จะกระทบต่อราคา LNG จากอเมริกาที่ส่งมาไทย” 

ศุภวรรณกล่าวว่า แม้ตอนนี้ไทยจะยังไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะยังนำเข้าเพียง 30% เพราะไทยยังผลิตเองได้และยังมีจากแหล่งอื่นเช่นจากประเทศพม่า แต่ในอนาคตก็อาจจะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 50% เพราะผลิตเองได้น้อยลงและสัญญานำเข้าจากพม่าก็จวนจะหมดลง ก็มีความท้าทายว่าไทยจะหาแหล่งใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องวางแผนเตรียมพร้อมมากขึ้นและหาจากแหล่งที่หลากหลายมากขึ้นด้วยซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยง 

ศุภวรรณเห็นว่าในอนาคตไทยจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นและเห็นแล้วว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติก็ทำให้ค่าไฟไทยแพงได้เมื่อเจอกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับไทยในอนาคตเมื่อยังมีพลังงานทางเลือกอื่นๆ อีกซึ่งมีตัวอย่างในบางประเทศสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมในการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 70-80% ในบางช่วงเวลาทำให้เห็นว่ายังมีทางเลือกอื่นๆ แต่ก็ต้องมีความพยายามปรับเปลี่ยนและมีเวลาในการเตรียมพร้อมอย่างการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน(Grid modernization) การทำให้พลังงานไฟฟ้ามีความมั่นคงด้วยอุปกรณ์กักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่ที่เก็บได้ในช่วงสั้นๆ หรือไทยเองก็มีศักยภาพจะทำระบบกักเก็บไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro storage) หรือไฮโดรเจนก็จะเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่จะมาเสริมการเก็บพลังงานเมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือลมในระบบมากขึ้นได้

“ถ้าเราต้องการลดความเสี่ยงจากวิกฤติโลกเราอาจจะต้องพยายามสร้างความมั่นคงทางพลังงานของเราจากทรัพยากรภายในประเทศและจะทำยังไงถึงจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การปรับกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงให้แรงจูงใจทางการตลาดที่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าที่มันเปลี่ยนแปลงไป ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างค่อนข้างเยอะมากในการแก้ปัญหา” ศุภวรรณกล่าว

อาทิตย์ มองว่า วิกฤติครั้งนี้ก็เป็นโอกาสของไทยและวัดใจว่าผู้ที่มีส่วนวางแผนพลังงานของประเทศจะยอมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านพลังงาน เพราะการหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นแต่เราต้องพูดถึงระยะกลางและยาว ผู้ประกอบการเองตอนนี้กังวลกับการแกว่งขึ้นลงของราคามากกว่าราคาจะแพงหรือถูกที่สามารถคาดเดาได้

เขากล่าวว่าเรื่องความมั่นคงพลังงานในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องการมีไฟฟ้าใช้หรือมีแล้วไม่ติดๆ ดับๆ แต่ยังมีเรื่องราคาพลังงานที่ไม่แกว่งไปมา ก็ต้องนิยามความมั่นคงทางพลังงานกันใหม่ ต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงานกันใหม่ เพราะตอนนี้มีทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ฯลฯ แล้วทำให้เรื่องราคาและความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องที่ได้แลกกันแต่สามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานโดยทำให้ได้ทั้งความมั่นคงและราคาที่ไม่แพงไปพร้อมกับรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ตอนนี้เหลือแค่ว่าเรื่องเหล่านี้คุยกันมากว่า 15 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเสียที และมีคำถามว่าเกิดสงครามมา 2 รอบใกล้ๆ กันขนาดนี้แล้วจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอีกหรือ? แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการหาแหล่งพลังงานจากที่อื่นเพื่อจัดการระยะสั้นเขาเองก็เห็นด้วย แต่ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้ได้เพราะความเสถียรของพลังงานสะอาดชนะพลังงานฟอสซิลขาดลอยที่ราคาเดี๋ยวถูกเดี๋ยวแพง

อาทิตย์กล่าวต่อว่ามีเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้หลายประเด็น ประเด็นแรก แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานอาจจะต้องใช้เวลาแต่ผู้ประกอบการก็ต้องการเห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลง  นอกจากนนั้นยังต้องการให้แก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางผู้ประกอบการ เช่น กฎหมายผังเมืองที่ยังขัดขวางการตั้งโซลาร์ฟาร์มอยู่ 

เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมีคำถามมาถึงผู้ประกอบการไทยว่ามีแผนการรับรองคาร์บอนเครดิตอย่างไรเพราะถ้าปีหน้ายังไม่มีก็จะลดคำสั่งซื้อ เป็นการส่งสัญญาณแรงมาถึงไทย ตอนนี้ผู้ประกอบการเองก็ต้องการเอาตัวรอดเองไปก่อนให้ได้อย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ติดบนหลังคาเต็มไปแล้วแต่เช่าที่เพื่อติดเพิ่มแต่ถูกสั่งห้ามทำ หรือการให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Direct PPA) ได้ 2 เมกะวัตต์ แต่กลับไม่เปิดให้กับอุตสาหกรรมเก่าที่อยู่กับไทยมา 30 ปีที่จะต้องเป็นธุรกิจสีเขียว

อาทิตย์กล่าวว่ามีความมั่นใจสูงที่ไทยจะไปในทิศทาง ที่จะทำ Grid modernization และนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพิ่มเติม แม้ว่าไทยจะลงเสาเข็มการใช้พลังงานฟอสซิลไว้เต็ม แต่ในแผน PDP ใหม่ก็มีแนวโน้มใช้พลังไฟฟ้ามากขึ้นทั้งในส่วนของดาต้าเซนเตอร์และรถไฟฟ้าอีวี รถไฟความเร็วสูงและรถขนส่งที่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า 

เขาชี้ว่า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ยังไม่ถึงจุดที่จะทำให้เกิดการยกเลิกสัญญาพลังงานฟอสซิล แต่พลังงานที่เติมเข้ามาใหม่จะถูกเติมด้วยพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าจะใช้เวลายาวหน่อยแต่ก็จะทำให้ไทยมีความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดไทยอาจจะแข็งแรงพอที่จะเลิกใช้ไฟฟ้าถ่านหิน แล้วเลิกใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าสที่มีประสิทธิภาพต่ำเช่น โรงที่ใช้ LNG มาผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผลิตความร้อนร่วมด้วย (Co-Generation Power Plant) และในอนาคตเมื่อ SMR เข้ามาก็จะผลิตพลังงานได้แบบ Co gen ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตยืดหยุ่นมากขึ้น 

อาทิตย์กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เชื่อมั่นได้มากว่าทิศทางของเทคโนโลยีและราคาจะทำให้เปลี่ยนทิศทางได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ รัฐไทยพูดแล้วไม่ทำ มีนโยบายเขียนเอาไว้ แต่ไม่ได้ทำ วันนี้เราจะเอาวิกฤติมาเป็นโอกาส มันถึงเวลาที่เราพูดแล้วเราทำ แล้วเราต้องทำให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นก็จะแย่แน่

ทั้งนี้เขาเห็นว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็สบายใจอย่างหนึ่งที่ทิศทางแนวโน้มก็ไปอย่างนั้นแล้วจริงๆ โดยที่การกำหนดทิศทางและการวางแผนต่างๆ ไทยเดินมาได้ดีแล้วก็มีความหวังว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และที่ต้องการเสียสละอย่างมากจากรัฐวิสาหกิจที่ต้องห่วงตัวเองน้อยลงแล้วห่วงส่วนรวมมากขึ้น ต้องยอมมาคุยกันแล้วกำหนดทิศทางประเทศไปด้วยกัน เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราออกแผนPDP มาแต่ทางภาคปฏิบัติยังไม่เดินหน้าก็เป้นอุปสรรคใหญ่ของประเทศอันหนึ่ง

“วิกฤติที่โหดร้ายทารุณอย่างวันนี้น่าจะทำอะไรให้มีความเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งใหญ่ได้” อาทิตย์กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง