Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • จาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย มองปม ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรอิสระ ยื่นคำร้องส่งศาลฎีกา กรณี 44 สส.พรรคก้าวไกล ลงนามแก้ไขมาตรา 112 หวั่นก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ กระทบการเสนอร่างกฎหมายในอนาคต มองมีกลไกถ่วงดุล รธน. รองรับอยู่แล้ว
  • ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ มองเป็นการพยายามสั่งสอน และควบคุมนักการเมืองไม่ให้มีใครกล้าเสนอหรือแก้ไขกฎหมายเหล่านี้อีก พร้อมชวนประชาชนขบคิด เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ต่อไปหรือ ในวันที่หัวหน้าคณะรัฐประหารไม่ได้รับโทษอะไรเลย แต่ สส.ที่ทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน ตรวจสอบกรณีทุจริตคอรฺรัปชัน กลับถูก 'กิโยติน' ประหารทางการเมือง 

 

2 เม.ย. 2569 จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความบนเพจ “Chaturong Chaisang” วานนี้ (1 เม.ย.) กล่าวแสดงความกังวล กรณีเมื่อ 31 มี.ค. 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบ ส่งคำร้อง 44 สส.พรรคก้าวไกล (ปัจจุบัน เป็นพรรคประชาชน) ให้ศาลฎีกาพิจารณา ข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์

จาตุรนต์ มองว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.เป็นอำนาจโดยตรงของ สส. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นแก่นหลักของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และรัฐธรรมนูญก็รับรองเอกสิทธิ์ของ สส.ในการแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น และออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น หากมีข้อโต้แย้งว่าเนื้อหาร่างกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภา และโดยหลักไม่ควรถูกนำไปเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องในทางใดๆ 

จากกรณีที่ ป.ป.ช.ดำเนินการต่ออดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 44 คน จากการเสนอร่างกฎหมายประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่าควรจำกัดอยู่ที่การตรวจสอบพฤติการณ์ทุจริต หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ มิใช่การเข้าไปวินิจฉัยความเหมาะสมของเนื้อหาร่างกฎหมาย หรือแทนที่ดุลพินิจเชิงนิติบัญญัติของผู้แทนประชาชน การดำเนินการแบบเหมารวมโดยการยึดเพียงการเสนอร่างกฎหมายเป็นฐาน จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นการก้าวล่วงกระบวนการนิติบัญญัติ และอาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ สส. รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายในอนาคต 

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติจะปราศจากการถ่วงดุล เพราะรัฐธรรมนูญได้วางกลไกตรวจสอบไว้แล้ว หากร่าง พ.ร.บ.ใดเมื่อผ่านวาระ 3 แล้ว มีเนื้อหาขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากขัดรัฐธรรมนูญ ร่างนั้นก็ย่อมตกไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลใช้บังคับ 

'ปิยบุตร' มองเป็นการพยายามสั่งสอน-ควบคุม ให้ไม่กล้าแตะ กม.เหล่านี้

ด้าน ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ โพสต์ข้อความวันนี้ (2 เม.ย.) ให้ความเห็นต่อกรณีเดียวกันนี้ว่า สำหรับเขาไม่เห็นว่า 44 สส.มีความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร

นักวิชาการนิติศาสตร์ มองว่า นิติสงครามกำลังบดขยี้พวกเขาตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องจริยธรรม แต่มันคือ “นิติสงครามสั่งสอน” “นิติสงครามตัดกำลัง” และ “นิติสงครามล้อมคอก” สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่าอย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ ไปทำเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้ห้ามทำ และหากยังทำ มีสิทธิจะโดนแบบนี้ ผลจะเป็นอย่างไร ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม และล้อมคอกให้สภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้ามาเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อีกตราบนานเท่านาน 

ปิยบุตร ให้ความเห็นต่อว่า ตอนนี้คนที่เป็นผู้ก่อรัฐประหาร ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ กลับได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานเกือบทศวรรษ ไม่โดนลงโทษอะไร และได้รับการอวยยศอย่างมากมาย แต่ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภาฯ กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธินักการเมือง ข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงวรารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้ 

แต่พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง 

ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราเป็นแบบนี้หรือ ที่เป็นๆ ทำๆ กันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ

สำหรับทฤษฎีเรื่องใบอนุญาตใบที่ 2 หรือต้องได้รับอนุญาตจากชนชั้นนำไทยก่อน จึงจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ ถูกนำเสนอปิยบุตร เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การเมืองไทยว่าพรรคการเมืองที่จะสามารถตั้งรัฐบาลได้ ต้องได้รับใบอนุญาต 2 ใบ ได้แก่ ใบที่ 1 คือการได้รับอนุญาตจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง และใบที่ 2 คือการได้รับอนุญาตจากกลุ่มชนชั้นนำไทย และกลุ่มอนุรักษนิยมเดิม 

หากไม่ได้รับใบอนุญาตที่ 2 รัฐบาลดังกล่าวก็จะมีสิทธิถูกแทรกแซงทางการเมือง และเปลี่ยนขั้วรัฐบาลไปในที่สุด 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising