Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คนเสื้อแดงนำโดย “เต้น ณัฐวุฒิ” ถวายเพลพระทำบุญให้ผู้เสียชีวิต 94 ศพจากการสลายชุมนุมของ นปช. โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์เมื่อปี 53 แม้ช่องทางทวงคืนความเป็นธรรมจะแคบมาก แต่ยังเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องแก้กฎหมายเพื่อให้คดีของผู้เสียชีวิตไปต่อได้ในศาล แม้ว่าจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในสภา

 

19 พ.ค.2569 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตัวแทนกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เม.ย. - พ.ค. 53 และกลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันจัดทำบุญเลี้ยงพระเพลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

ภายหลังเสร็จการทำบุญ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์กับประชาไทต่อประเด็นการผลักดันเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 94 ศพ

โฆษณา - Advertising

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เขาเองเชื่อว่าขณะนี้มีหลายฝ่ายพยายามหาทางกันอยู่ ช่องทางหลักก็อยู่ที่ตัวกฎหมายที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้คดีนี้เดินหน้าต่อได้ 

เขาให้เหตุผลว่า ช่องทางฟ้องคดีต่อศาลอาญาเพื่อดำเนินคดีกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้เซ็นตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการฉุกเฉิน (ศอฉ.) และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเป็นหัวหน้า ศอฉ. ในช่วงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น ได้มีการส่งฟ้องอัยการถึงศาลไปแล้วสู้กันจนถึงชั้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็ยกฟ้องแล้วชี้ขาดว่าคดีนี้เป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“เมื่อเป็นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็เท่ากับว่าช่องทางของศาลอาญาถึงที่สุดไปต่อไม่ได้ เราพยายามที่จะแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งก็มีข้อติดขัดอยู่หลายเรื่องทำให้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ มีการทำความเห็นแย้งจากองค์กรอิสระและอีกบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นมติของที่ประชุม ป.ป.ช. ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ผลักดันกันอยู่”

หลังได้รับความเห็นมา ทางพรรคเพื่อไทยก็นำมาปรับแก้เนื้อหาสาระใหม่ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความเห็นตามขั้นตอนของรัฐสภาอีกครั้ง แต่เกิดการยุบสภาเสียก่อนขณะที่ร่างแก้ไขกฎหมายอยู่ในระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาแล้วคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันก็ไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้ามาพิจารณาในสภาต่อเท่ากับร่างกฎหมายนี้ต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

“มันเป็นความยากสำหรับการดำเนินการแต่ว่ามันเป็นหน้าที่ที่หลายคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องก็ตามแต่อยากเห็นความยุติธรรมมันปรากฏขึ้นกำลังช่วยกันอยู่”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เมื่อถามว่าการแก้ไขกฎหมายเพียงพอต่อการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตมีปี 53 หรือไม่นั้น

ประเด็นนี้ณัฐวุฒิมองว่า ในเมื่อกระบวนการดำเนินคดีเป็นขั้นตอนทางกฎหมายการแก้ไขกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนจะมีช่องทางอื่นๆ หรือการชำระทางประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องที่หลายส่วนช่วยกันอยู่ตลอดและถ้ามองสถานการณ์ทำนองเดียวกันในหลายประเทศอาจจะใช้เวลามากกว่า 10 ปี 20 ปีจนอาจจะต้องไปถึงจุดที่สถานการณ์ทางการเมืองหรือสถานการณ์ของอำนาจเปลี่ยนแปลง 

“เรื่องเหล่านี้ตราบเท่าที่คนยังไม่ลืม มีคนพูดถึงมันและพยายามที่จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นก็อาจจะกลับมาเดินหน้าใหม่”

ทั้งนี้ ณัฐวุฒิยืนยันด้วยว่า ในช่วง 4 ปีที่เหลืออยู่นี้จะละความพยายาม แต่ก็มีตัวแบบอยู่เหมือนกันที่บางทีเวลาไม่ได้อยู่ในกรอบเวลาแต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางอำนาจและการเมืองมากกว่า

“แม้ว่าช่องทางจะแคบมากเพราะว่าทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวก็จะมีปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้คดีเดินไปข้างหน้าเหมือนกัน แต่ว่าเวลามีอีก 4 ปีจะว่าน้อยก็น้อยแต่บอกว่ายังมีเวลา ก็ต้องพยายามกันต่อแล้วบางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางอำนาจมากกว่า”

สำหรับสถานการณ์เฉพาะหน้า สิ่งที่พอจะทำได้ในมุมมองของณัฐวุฒิก็คือพยายามผลักดันร่างกฎหมายที่มีอยู่ สำหรับฝั่งของเขาเองก็คือการผลักดันให้แก้ไขร่าง พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต อย่างไรก็ตาม ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าไปลดทอนอำนาจของ ป.ป.ช. จนสุดท้ายสมาชิกรัฐสภาเมื่อเห็นปฏิกิริยาของ ป.ป.ช. ก็ยากแล้วที่จะโหวตเห็นชอบ 

นอกจากนั้น บางส่วนก็มีความพยายามจะแก้ไข พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับประชาชนมาขึ้นศาลพลเรือน โดยหลักการแล้วณัฐวุฒิบอกว่าเห็นด้วยกับความพยายามนี้ แต่มีข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีกับผู้กระทำต่อประชาชนโดยเฉพาะคดีฆ่ากันตายในทางอาญาก็มีข้อว่าต้องระบุตัวผู้กระทำได้ว่าเป็นผู้ลงมือกระทำต่อประชาชนเป็นบุคคลใดและทำอย่างไรจนถึงแก่ความตาย 

ณัฐวุฒิเล่าว่า ที่ผ่านมามีครอบครัวผู้เสียชีวิตบางรายก็ดำเนินการฟ้องไปแล้ว แต่การดำเนินคดีต่อบุคคลเป็นรายคนก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะชี้ชัดได้ขนาดว่าเป็นทหารคนใดเป็นคนลั่นไกยิง ทำได้แค่ชี้ว่าเป็นหน่วยไหนสังกัดใด ก็เป็นข้อจำกัดที่มีอยู่

อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าแต่ละคนที่พยายามผลักดันเรื่องนี้ก็รับฟังข้อสังเกตไม่ทำให้เป็นอุปสรรคแล้วพยายามเดินหน้าให้ได้มากที่สุด ใครที่มาช่วยกันทำก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้นแล้วก็อยากให้สำเร็จทุกแนวทางส่วนที่จะมีข้อโต้แย้งข้อสังเกตก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีเข้ามา

สำหรับช่องทางของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ตอนนี้สำนวนคดีถูกส่งกลับจากอัยการให้ DSI สืบสวนใหม่นั้นจะสามารถติดตามได้หรือไม่นั้น

ณัฐวุฒิเล่าว่า เคยพาญาติผู้เสียชีวิตไปตามเรื่องที่ DSI เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนั้น DSI ทำหนังสือถึงตำรวจนครบาลว่าให้ดำเนินการชันสูตรพลิกศพหรือว่านำกรณีที่ยังไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนการตายเข้าสู่ขั้นตอนไต่สวนฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม แต่ว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า 

“ญาติบางรายก็ได้รับการติดต่อจากตำรวจนครบาลว่าเหตุการณ์ล่วงเลยมานานแล้วก็ยังไม่มีพยานหลักฐานเพิ่ม สรุปก็คือยังไม่มีความคืบหน้า” 

ทั้งนี้ณัฐวุฒิบอกว่า เรื่องนี้ยังต้องตามกันอีกเพราะว่ามีหนังสือเดิมของ DSI อยู่และหนังสือตอบกลับของตำรวจนครบาลก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะติดตามได้

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising