ย้อนกลับไปประมาณสองทศวรรษ ผู้เขียนเป็นเด็กยังไม่ประสามากนัก ได้มีโอกาสอ่านหนังสือการ์ตูนแก๊กเล่มละ 15 บาทรายสัปดาห์ที่บิดาซื้อมาให้อ่านเป็นประจำ ในยุคนั้นมีแก๊กแซวการเมืองที่พูดถึงนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ชื่อนโยบายนี้วนเวียนอยู่ในหัวของผู้เขียนทันทีที่อ่านจบ มันเป็นชื่อนโยบายที่ค่อนข้างจับใจพอสมควรสำหรับเด็กที่ยังไม่ได้รู้เรื่องราวข่าวสารอะไร ผู้เขียนซึ่งเติบโตมากับละครหลังข่าวในโทรทัศน์ช่องหลัก จำความได้ว่าตัวละครในหน้าจอเงินถ้าป่วยที ก็ต้องไปโรงพยาบาลหมดเงินล้มละลายกันไปหลายแสน อันเป็นหนึ่งใน conflict สามัญชั้นเลิศของละครยุคนั้น แต่นี่จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงแค่ 30 บาท ? รักษาทุกโรค ? ราคาเทียบเท่ากับหนังสือการ์ตูนที่ผมอ่านเพียงสองเล่ม นโยบายนี้ผู้เขียนและหลายคนคงจำได้ดีจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเติบโตขึ้นมา ได้มีโอกาสเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งได้สัมผัสกับผลพวงของนโยบายนี้โดยตรง ในฐานะของ “ผู้ให้บริการ” มุมมองในทางกลับกันเริ่มปรากฏเข้ามาในชีวิต “ชีวิตพวกเราต้องมาเหนื่อย ต้องมานั่งรักษาพวกไม่ดูแลตัวเอง เพราะไอ้นโยบาย 30 บาทนี่แหละ” เสียงบ่นจากรุ่นพี่วิชาชีพแพทย์ดังขึ้นในห้องพักแพทย์ตอนดึก หลังรับเคสผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือดหลังดื่มสุรา ทุกคนในวงการเดียวกันที่อยู่ตรงนั้นต่างเห็นด้วย ผู้เขียนได้แต่เห็นแย้งลำพังในใจ เพราะยังไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะเอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว การรักษาผู้ป่วยโดยไม่มีอคติในใจ คือสิ่งที่อาจารย์ในโรงเรียนแพทย์พร่ำสอนกันมิใช่หรือ ปัญหาหลักของสิ่งนี้มันน่าจะเป็นที่ระบบจัดสรรแพทย์ ระบบราชการ และการบริหารมากกว่าตัวนโยบายเพียงอย่างเดียว มันจะมีสักกี่คนที่อยากป่วยจนเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะมันจ่ายแค่ 30 บาทหรือแม้กระทั่งรักษาฟรี
การแพร่ขยายเป็นวงกว้างของโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการสร้างโลกเสมือนของกลุ่มก้อนบุคลากรทางการแพทย์ได้โดยง่าย เป็นผลให้แนวคิดร่วมกันบางอย่างมีความชัดเจน เสียงดัง และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ความคิดต่อต้านนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเริ่มถูกหยิบยกนำมาพูดถึงจากหลืบก้นบึ้งในจิตใจของผู้เป็นแพทย์หลายคน แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ (อาจเป็นเพราะเกรงกลัวศีลธรรมของสังคมไทยบางอย่างที่ขัดแย้งกับอคติลึกๆ ในหัวใจของพวกเขา) บ้างกล่าวอ้างว่า 30 บาทฯ ทำให้ผู้คนไม่ดูแลตัวเอง เพราะมาหาหมอได้ง่ายขึ้น บ้างกล่าวว่านโยบายเพิ่มภาระงานให้แก่บุคลากร และอีกสารพัดคำกล่าวอ้าง
ผู้เขียนขอย้อนกลับไปสำรวจตำแหน่งแห่งที่ของ “วิชาชีพแพทย์” ในบริบทของสังคมไทย แต่เดิมแพทย์ถูกสังคมยกให้ไปอยู่ในที่สูง และจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ด้วยทำนองเดียวกัน สังคมแพทย์ถูกหล่อหลอมให้วางตัวเป็นเจ้าแม่กวนอิมผู้โปรดสัตว์ มหาศาสดาพระผู้ไถ่ บุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่งถูกวางสถานะทางสังคมให้เป็นผู้มีศีลธรรมเหนือกว่า จนคำพูดของพวกเขามักได้รับความเชื่อถือโดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ แนวคิดการต่อต้านนโยบายนี้จึงทำให้สังคมคล้อยตามได้อย่างไม่ยาก แพทย์หลากหลายคนเป็นคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ได้โดยง่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีชื่ออยู่ในทะเบียนแพทยสภา หลายคนหลงระเริงว่าคำพูดของตนถูกต้องบริสุทธิ์งดงามที่สุด จากแรงขับเคลื่อนของสังคมไทยในโซเชียล
ล่าสุด ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความที่เลื่องลือในโลกออนไลน์ของผู้เป็นแพทย์ท่านหนึ่ง มีใจความโดยคร่าวว่า “เสียดายเลือดที่ต้องนำไปบริจาคให้กับคนดื่มสุราจนอาเจียนเป็นเลือด” ซึ่งสอดประสานกันได้เป็นอย่างดีกับแนวคิดการยกเลิก 30 บาทรักษาทุกโรค โดยเฉพาะพวกขี้เมาที่มักดื่มสุราเป็นอาจิณ สมควรที่จะต้องจ่ายเงินค่ารักษาเองทั้งหมด เพราะทำตัวเองให้ป่วย เปลืองงบประมาณภาษีของประเทศ และด้วยการที่บทความดังกล่าวนั้นเองเขียนโดยบุคคลผู้มีตำแหน่งแพทย์นำหน้าชื่อ ประกอบกับสังคมที่หล่อหลอมด้วยค่านิยมบางอย่างซึ่งตีตราว่า คนดื่มสุรา = คนเลว โดยธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ถูกจุดและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง พร้อมทั้งเหยียบย่ำคนดื่มสุราจนป่วยราวกับสัตว์เดรัจฉาน อาชญากรของสังคม ที่สมควรต้องตายตกไปตามกัน เพราะเป็นภาระแก่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลายผู้ประเสริฐ และเมื่อตัวเอกผู้เป็นตัวแทนแห่งความดี (บุคลากรทางการแพทย์) ถูกผู้ร้าย (นักดื่มสุรา) รังแก ทำให้สังคมที่เติบโตมากับสื่ออย่างละครหลังข่าว มีความเห็นในทำนองเดียวกันอย่างไม่แตกแถว
ผู้เขียนไม่ได้ประหลาดใจในกระแสดังกล่าวที่เป็นอยู่ เพราะพอเดาทิศทางได้ในฐานะที่ตนก็เป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ แต่ค่อนข้างหดหู่ใจ เนื่องจาก อย่างแรกที่ตัวผู้เขียนบทความข้างต้นเองเป็นแพทย์ที่ควรจะทำหน้าที่ในการ “รักษา” ไม่ใช่ “พิพากษา” ชีวิตของผู้ป่วย แพทย์หลายคนคงลืมหรือตั้งใจไม่พูดถึงหลักแห่งการ “ไม่เลือกปฏิบัติ” ที่เหล่าอาจารย์แพทย์ทั้งหลายได้พร่ำสอนตั้งแต่ปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัยเอาไว้ ถึงแม้ผู้ป่วยจะเป็นอาชญากรผู้อันตรายต่อสังคมมากที่สุด โดยมนุษยธรรม แพทย์ก็ต้องมีหน้าที่ในการรักษาด้วยความเสมอภาค
อย่างที่สอง ตัวผู้เขียนค่อนข้างละเหี่ยใจกับสังคมโดยมากที่พยายามปิดกั้นความเข้าใจของตนถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เรียกว่ารัฐสวัสดิการ ในทรรศนะของผู้เขียนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นหนึ่งในรัฐสวัสดิการอันมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมหาศาล หลายคนรอดตายและกลับมาเป็นฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปข้างหน้า แม้กระทั่งรัฐบาลจากการรัฐประหารยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะยกเลิกนโยบายนี้ (ใครจะกล่าวว่าเพราะกลัวเสียคะแนนนิยมก็ตามแต่) แต่กลับปล่อยให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งคณะรัฐประหารต้องการทำลายมากที่สุด คำว่ารัฐสวัสดิการเป็นที่ต้องการในกระแสสังคมไทย ณ ปัจจุบัน แต่กลับมีแนวคิดที่จะยกเลิกสิ่งนี้โดยคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งรัฐสวัสดิการก็คือรัฐสวัสดิการ มันควรเป็นสิ่งที่จะต้องให้กับคนทุกคนอย่างเสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ (เหมือนกันกับจริยธรรมทางการแพทย์) หากรัฐต้องเลือกว่าคนนั้นคนนี้ไม่สมควรได้รับจะเรียกว่าเป็นรัฐสวัสดิการได้อย่างไร
เคสที่ดื่มสุราจนอาเจียนเป็นเลือดหลายคนอาจจะเป็นกำลังหลักของครอบครัว อาจเป็นหนึ่งในผู้ใช้แรงงานฐานรากที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจได้เดินหน้าต่อ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรมองพวกเขาในแง่ของความเป็นคน ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสียก็ยังดี และเคสที่ดื่มสุราจนอาเจียนเป็นเลือดเหล่านั้นมีจำนวนมากเพียงพอที่จะต้องยกเลิกสวัสดิการทั้งหมดจนทำให้ประชากรที่เหลือของประเทศต้องเสียประโยชน์ไปเลยหรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งสมควรพิจารณา
สุดท้ายนี้ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือคนในวงการวิชาชีพเดียวกับตัวผู้เขียนหลายคน (หรืออาจจะโดยส่วนมากเลยก็ว่าได้) นิยามตัวเองเป็นคนหัวก้าวหน้า คนต้องเท่ากัน และเรียกร้องรัฐสวัสดิการในระดับเดียวกับประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ไปพร้อมกันกับแนวคิดยกเลิก 30 บาทฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าหลายคนควรกลับมาทบทวนถึงจุดยืนของตนที่มีย้อนแย้งในตัวเองอย่างน่าประหลาด แพทย์ทั้งหลายควรพุ่งเป้าไปที่การเรียกร้องค่าตอบแทนที่เป็นเหมาะสมกับภาระงาน การบริหารจัดการในตัวระบบ เช่น การจำกัดจำนวนผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินต่อวัน การออกมาตรการไม่รับคนไข้ที่ไม่อยู่ในภาวะวิกฤตฉุกเฉินที่มานอกเวลาทำการ หรือการสนับสนุนให้ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงไปร้านขายยาหรือคลินิกที่มีเงินสนับสนุนจากรัฐ มากเสียกว่าที่จะเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายที่มีประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ
